
ชีวิตสมดุลของมดงาน
เมื่อช่วงที่หยุดยาววันสงกรานต์ไป จำได้ว่ามีข่าวหนึ่งที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อช่วงที่หยุดยาววันสงกรานต์ไป จำได้ว่ามีข่าวหนึ่งที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษ ชนิดที่แม้จะเห็นหรือได้ยินผ่านๆ แต่ก็ยังจำได้ดี คือ ฝรั่งเศสเตรียมผ่านกฎหมายห้ามบริษัทส่งอีเมล ไลน์ เอสเอ็มเอส หรือข้อความอิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ที่เกี่ยวกับ “งาน” ถึงลูกจ้างหลังเวลาเลิกงาน หรือราว 6 โมงเป็นต้นไป
ตอนที่ได้ยินข่าวนี้แว่วๆ ครั้งแรก ดิฉันถึงกับอุทานว่า “ฝันเหอะ!”
แน่นอนว่านี่เป็นคำอุทานเบาๆ เพื่อเตือนตัวเองว่าอย่าเพิ่งเพ้อไปกับฝัน (ที่เป็นจริง) ของคนอื่นเท่านั้น
จนกระทั่งเมื่อหมดสิ้นวันหยุดยาวและได้กลับสู่โลกในเมืองใหญ่แห่งความจริงกับการเขียนคอลัมน์นี้ จึงได้เข้าไปลองหาข้อมูลและพบว่า ข้อเสนอของฝรั่งเศสนั้นใช่ว่าจะลอยออกมาราวกับเสกได้ตามใจลูกจ้างกลุ่มสหภาพแรงงานสายแข็งซะทีเดียว
ที่จริงแล้ว นี่ไม่ใช่การผ่านกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ระดับประเทศ แต่เป็นเพียงข้อตกลงโดยสมัครใจที่มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในกลุ่มสายงานด้านไอทีวิศวกรรมและสายงานด้านการให้คำปรึกษา ซึ่งครอบคลุมลูกจ้างประมาณ 2.5 แสนคนเท่านั้น เนื่องจากสายงานดังกล่าวมักมีการทำงานข้ามไทม์โซนระหว่างประเทศหรือต้องใช้อุปกรณ์สื่อสารตลอดเวลา ทำให้เวลาทำงานจริงมักล่วงเลยออกไป
ข้อตกลงระหว่างกลุ่มนายจ้างและสหภาพแรงงานครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายแรงงานของฝรั่งเศสที่ห้ามทำงานเกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือราว 5 วัน วันละ 7 ชั่วโมง แต่ยังไม่ได้ครอบคลุมถึงทุกสายงาน เนื่องจากยังมีการเปิดช่องยืดหยุ่นให้นายจ้างอยู่บ้าง
เห็นแบบนี้แล้วใครก็คงอดอิจฉาไม่ได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น กลับเป็นปฏิกิริยาของคนทั่วไปที่มีต่อข่าวชิ้นนี้ โดยเฉพาะสื่อฝั่งสหรัฐที่แห่รายงานและเปรียบเทียบกับพฤติกรรมทำงานอย่างบ้าระห่ำ (บางสายงาน) ในประเทศตัวเอง เช่นเดียวกับสื่ออังกฤษที่มีการเสียดสีคนเมืองน้ำหอมอยู่ไม่น้อย
อาจเรียกได้ว่าในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ยุโรปน่าจะเป็นที่ที่น่าอิจฉาที่สุดสำหรับคนที่มีชะตากรรมเป็นลูกจ้างและมนุษย์เงินเดือน เพราะมีกฎหมายแรงงานหรือข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ต่อลูกจ้างอยู่มาก ในฐานะที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักรทำงาน
ก่อนหน้านี้ เมืองโกเทนเบิร์กในสวีเดน เคยทดลองแผนนำร่องการทำงานเพียง 6 ชั่วโมงต่อวันมาแล้ว ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าประสิทธิผลของงานต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดี เช่นเดียวกับที่ฟาร์มแห่งหนึ่งในนอร์เวย์มีกฎการทำงานวันละ 6 ชั่วโมงเช่นกัน เนื่องจากพิสูจน์ได้ว่าเวลาพักผ่อนและการได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น ทำให้พนักงานตั้งใจทำงานกันเพิ่มขึ้น แถมอัตราการลาป่วยยังลดลงอีกด้วย
ส่วนแถบยุโรปใต้นั้น เป็นที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องความความชิล สเปนมีเวลาพักกลางวันสูงสุดถึง 3 ชั่วโมง และมีการงีบกลางวัน (เซียสตา) กันเป็นเรื่องชินตา ส่วนฝรั่งเศสก็มีการลดชั่วโมงการทำงานเหลือ 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
แต่หากถามว่าอยากเป็นเหมือนฝรั่งเศสไหม คงต้องขอชั่งใจดูก่อน
เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา อัตราว่างงานในฝรั่งเศสพุ่งสูงสุดทุบสถิติเป็นประวัติการณ์ถึง 11% ขณะที่จีดีพีไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา ก็โตได้แค่ 0.3% เท่านั้น ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้เราจะเห็นข่าวการประท้วงเรื่องเศรษฐกิจไม่ดี คนตกงาน รัฐบาลรัดเข็มขัดลดรายจ่ายกันอยู่บ่อยครั้ง
แน่นอนว่าเราไม่อยากให้อัตราว่างงานที่ไม่ถึง 1% ของเราถึงกับต้องแลกมากับการเป็นหนูถีบจักรที่มีแต่โอที หรือโอฟรี
ทุกวันนี้ คนเมืองจำนวนไม่น้อยต้องยอมลดชีวิตส่วนตัวและเวลาที่มีให้กับครอบครัวลงมาก เพื่อแลกกับความก้าวหน้าในอาชีพ หรือแม้แต่เพียงเพื่อให้ได้งานทำ
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวอย่างจากหลายประเทศต่างก็สะท้อนให้เห็นว่าการได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว มีเวลาว่างทำงานอดิเรก กินอยู่โดยไม่เร่งรีบมากเกินไป และได้ผ่อนคลายมากขึ้นนั้น ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้การทำงานมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ขณะที่ชีวิตการทำงานที่ไม่สมดุลยังอาจสร้างภาระให้นายจ้างด้วยการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลหรือการลาป่วยเพิ่มขึ้นอีกด้วย
ชีวิตงานที่สมดุลน่าจะเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุดค่ะ







