posttoday
บริหารเงินให้เป็น

บริหารเงินให้เป็น

26 เมษายน 2557

สำหรับหนุ่มสาววัยเริ่มต้นทำงาน มีหลายประเด็นเกี่ยวกับการบริหารเงินที่อาจยังไม่รู้

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

โสด

เรื่องการเงินน่ารู้

สำหรับหนุ่มสาววัยเริ่มต้นทำงาน มีหลายประเด็นเกี่ยวกับการบริหารเงินที่อาจยังไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตรเครดิต การเริ่มต้นออมและลงทุน สิทธิประโยชน์ประกันสังคม การเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมทั้งการเลือกรูปแบบประกันให้เหมาะกับตัวเอง

ใช้บัตรเครดิตอย่างฉลาด

เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน หนุ่มสาวหลายคนมักต้องการทำบัตรเครดิตเพื่อเพิ่มความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้แต้มจากการใช้บัตรเครดิตหรือส่วนลดจากร้านค้าที่ร่วมโปรโมชั่นกับบัตรเครดิตอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ใช้บัตรเครดิตต้องระมัดระวัง คือ ดอกเบี้ย เพราะหากเรามีการกดเงินสดจากบัตรเครดิต หรือชำระค่าสินค้าเมื่อครบกำหนดแบบไม่เต็มจำนวน จะทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงถึง 20% ต่อปีเลยทีเดียว ดังนั้น เมื่อรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าต่างๆ แล้ว เราควรมีการกันเงินค่าสินค้าเอาไว้ก่อน เพื่อให้มั่นใจว่ามีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้บัตรเครดิตเมื่อครบกำหนดได้

บริหารเงินให้เป็น

 

เริ่มต้นออมและลงทุน

เมื่อได้เงินเดือนมาแล้ว หนุ่มสาววัยเริ่มต้นทำงานมักเพลิดเพลินกับการซื้อสิ่งของต่างๆ ที่อยากได้ จนทำให้ไม่เหลือเงินเก็บ และเมื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องการใช้เงินก็จะมีเงินไม่พอ ต้องไปกู้หนี้ยืมสิน

ดังนั้น การเก็บออมเงินจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องทำตั้งแต่ช่วงเริ่มทำงาน โดยควรกันเงินไว้ก่อนใช้จ่ายอย่างน้อย 10% ของเงินเดือนเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเก็บออมเป็นเงินสำรองเผื่อไว้กรณีฉุกเฉินเท่ากับค่าใช้จ่ายประมาณ 6 เดือน โดยควรออมในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงอย่างเงินฝาก หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น เมื่อสำรองเงินเผื่อฉุกเฉินจนครบแล้ว แนะนำให้นำเงินออมในแต่ละเดือนไปลงทุน ในช่วงเริ่มต้นแบบนี้แนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมก่อน เพราะมีสินทรัพย์ทางการเงินให้เลือกหลากหลาย ทั้งหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ หรือทองคำ และมีผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้เป็นผู้บริหารเงินให้

สิทธิประโยชน์ประกันสังคม

เมื่อพูดถึงประกันสังคม หลายคนมักเข้าใจผิดว่า เงินที่เราต้องจ่าย 5% ของเงินเดือน สูงสุดไม่เกิน 750 บาท ทุกๆ เดือนนั้นให้สิทธิประโยชน์แก่เราเพียงแค่การรักษาพยาบาล และหากไม่ได้เจ็บป่วยก็ไม่ได้ใช้สิทธิ แต่จริงๆ แล้วเงินที่เราจ่ายเข้าประกันสังคมนั้น ให้ประโยชน์แก่เราหลายอย่างด้วยกัน

นั่นคือ เราสามารถนำเงินที่จ่ายเข้าประกันสังคมมาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 9,000 บาทต่อปี และยังได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันสังคมสูงถึง 7 อย่าง ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน จะเห็นได้ว่าแม้ยามว่างงานก็ยังใช้สิทธิประกันสังคมได้ รวมถึงเงินที่จ่ายไปก็ได้รับกลับคืนมาเมื่อยามเกษียณอายุแล้วนั่นเอง เมื่อเห็นแล้วว่าประกันสังคมให้สิทธิประโยชน์มากมาย ก็อย่าลืมศึกษาเงื่อนไขการใช้สิทธิประกันสังคมกัน เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด

เลือกประกันให้เหมาะสม

“ประกัน” เมื่อได้ยินถึงคำนี้ หลายคนอาจส่ายหน้า เพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะวัยเริ่มต้นทำงาน รายได้ยังไม่สูงนัก อาจมองว่าการทำประกันทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และเข้าใจว่าอายุยังไม่มากชีวิตยังไม่มีความเสี่ยงอะไร แต่จริงๆ แล้วการประกันเป็นเรื่องสำคัญ อย่างอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในบ้าน ที่ทำงาน หรือบนท้องถนน ประกันอุบัติเหตุจึงเป็นประกันพื้นฐานที่เราควรมีไว้ ซึ่งค่าเบี้ยประกันไม่แพงนักเริ่มต้นเพียงหลักร้อย เรื่องสุขภาพก็สำคัญ หากเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล สิ่งที่ตามมาก็คือ ค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ใช่ถูกๆ ทั้งนี้ ประกันสุขภาพจะช่วยบรรเทาภาระทางการเงินได้

แต่แนะนำให้ตรวจสอบสวัสดิการที่ทำงานก่อนว่า เพียงพอกับความต้องการหรือค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแต่ละครั้งหรือไม่ หากไม่เพียงพอก็ค่อยซื้อเพิ่ม สำหรับประกันรูปแบบอื่นๆ แนะนำให้เลือกทำให้ตรงกับความต้องการหรือไลฟ์สไตล์ของเรา อย่างเช่น ผู้ที่เป็นเจ้าของรถควรทำประกันรถยนต์เอาไว้ หรือผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว ก็ควรทำประกันภัยการเดินทางทุกครั้งที่ไปเที่ยว

เกษียณ

ออมง่ายๆ เพื่อเกษียณ

ในช่วงเข้าทำงาน บริษัทมักจะถามว่าต้องการสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือไม่ ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืออะไร ...กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นกองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างจัดตั้งขึ้น เพื่อให้ลูกจ้างสามารถออมเงินเพื่อใช้ยามเกษียณ โดยลูกจ้างจะสะสมเงินเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 215% ของเงินเดือน ส่วนนายจ้างจะต้องสมทบเงินไม่น้อยกว่าที่ลูกจ้างออม และเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้จะไม่ได้นอนนิ่งอยู่เฉยๆ แต่จะนำไปลงทุน โดยผู้จัดการกองทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทำให้มีผลตอบแทนงอกเงยขึ้นมา นอกจากนี้ เงินที่เราออมในกองทุนฯ ยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย เห็นแบบนี้แล้วคงไม่ลังเลที่จะสะสมเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพกัน

ข้อผิดพลาดของแผนเกษียณ

การวางแผนเกษียณนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่อย่าเพิ่งมั่นใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ได้เสมอไป การประเมินค่าใช้จ่ายหลังเกษียณให้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ย่อมดีกว่าการประเมินค่าใช้จ่ายที่น้อยเกินไป (เผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาด) นักวางแผนการเงินส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้คำนวณค่าใช้จ่ายหลังเกษียณประมาณ 70% ของรายจ่ายเดือนสุดท้ายของการทำงาน แต่ถ้าจะให้สบายใจได้ เราควรเผื่อค่าใช้จ่ายหลังเกษียณให้เท่ากับค่าใช้จ่ายจริงในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่พึงระวังอีก 3 เรื่องที่อาจทำให้การวางแผนเกษียณของเราเกิดความผิดพลาดขึ้นมา จนอาจทำให้เงินเก็บไม่เพียงพอใช้หลังเกษียณ ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนั้น มีดังนี้

เรื่องแรก การใช้เงินหมดไปกับเรื่องไม่คาดคิด ในบางช่วงเวลาของชีวิตหลังจากเกษียณ อาจมีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ อย่างเช่น เกิดอุบัติเหตุกระดูกหัก ต้องรีบเข้ารับการผ่าตัด และพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือการเกิดเหตุ เช่น รถยนต์คันที่ใช้อยู่เป็นประจำถูกขโมยไป หรือไฟฟ้าลัดวงจรทำให้ไฟไหม้บ้านทั้งหลังก็เป็นได้ ทำให้เราต้องเสียเงินทองในการฟื้นฟูร่างกาย ซื้อรถใหม่ หรือการปลูกบ้านหลังใหม่ขึ้นมาทดแทนบ้านหลังเก่า สำหรับวิธีการบรรเทาไม่ให้เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเหล่านี้มารบกวนเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณของเรามากเกินไป ก็คือ การถ่ายโอนความเสี่ยงทางการเงินให้กับบริษัทประกันภัย โดยการทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล จะช่วยบรรเทาการเกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยเฉพาะหากถึงกับเป็นบุคคลทุพพลภาพ ประกันก็จะเข้ามาช่วยเหลือด้านการเงินตามที่ระบุในกรมธรรม์ ถ้าต้องการความปลอดภัยรอบด้านกับรถยนต์ของเรา ก็ควรทำประกันภัยรถยนต์ประเภท 1

นอกจากนี้ ควรทำประกันอัคคีภัยให้กับบ้านของเราด้วย ซึ่งเบี้ยประกันนั้นไม่ได้แพงเลยเมื่อเทียบกับมูลค่าบ้านที่เราอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตาม เรายังต้องเผื่อเงินสำรองเอาไว้ให้เพียงพอ เนื่องจากประกันภัยนั้น มีไว้เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำประกันจะสามารถปิดความเสี่ยงได้ทั้ง 100%

เรื่องที่สอง คาดการณ์อายุขัยของตนเองสั้นเกินไป โดยมากแล้วคนชอบวางแผนสำหรับเกษียณโดยกำหนดอายุขัยไว้เท่ากับหรือมากกว่าอายุขัยเฉลี่ยของคนไทยเพียงเล็กน้อย ในโลกปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์พัฒนาดีขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่สุขภาพของตนเองมีอายุยืนยาวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าหากว่าเราใช้เงินหมดตั้งแต่อายุ 80 ปี และยังมีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามากล้ำกราย แต่กลับเป็นโรคทรัพย์จาง ไม่มีเงินใช้จ่ายยามชราเพราะอายุยืนเกินกว่าที่คาด ชีวิตก็คงไม่มีความสุขนัก ด้วยเหตุนี้แล้ว เราจึงควรเผื่อเงินเอาไว้ให้มากหน่อย หรือเมื่อวางแผนทางการเงินก็ต้องเผื่ออายุขัยออกไปให้มากพอสมควร เพื่อจะได้ไม่ต้องรบกวนเงินทองของลูกหลาน หรือต้องขายบ้านเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันในบั้นปลายของชีวิต

เรื่องที่สาม ผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงก่อนเกษียณอาจไม่เป็นไปตามคาด แม้ว่าจากสถิติที่ผ่านมา ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยมากกว่า 10% ต่อปี แต่นั่นก็ไม่ได้รับประกันว่า ในอนาคตอีก 2030 ปีข้างหน้า ตลาดหุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นที่ลงทุนในหุ้นไทย จะให้ผลตอบแทนได้มากกว่า 10% ต่อปี นั่นเป็นเพราะว่าผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนหุ้นหรือแม้แต่ค่าทางสถิติของตลาดหุ้นไทย ไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลงานในอนาคตแม้ว่าส่วนใหญ่มักจะเป็นเช่นนั้น เราจึงควรตั้งเป้าหมายของเงินสำหรับใช้ตอนเกษียณเผื่อๆ เอาไว้ด้วย หรือการลดคาดการณ์ผลตอบแทนเฉลี่ยในอนาคตลงบ้างเล็กน้อย

การเผื่อเงินเอาไว้ใช้ในยามเกษียณมากกว่าที่คิดเอาไว้ ดีกว่าการเตรียมแบบพอดี เพราะหากเกิดเหตุดังที่ได้กล่าวไป เงินที่เผื่อเอาไว้ก็ยังเป็นหลักประกันได้ว่าเมื่อชีวิตเข้าสู่วัยชราแล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลกับปัญหาทางการเงิน นอกจากนี้ ถ้าใช้เงินไม่หมด ความมั่งคั่งของเราก็ไม่ได้สูญหายไปไหน แต่ได้ตกทอดเป็นมรดกไปสู่ลูกหลานของเรานั่นเอง

ที่มา : ที่ปรึกษาส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย [email protected] และ เว็บบอร์ด KExpert ซึ่งจัดทำขึ้นผ่านทางเว็บไซต์ www.askKBank.com/KExpert และติดตามข่าวสารการเงินได้ที่ Twitter@KBank_Expert

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69