
อาฟเตอร์นูน ที ในแบบสหราชอาณาจักร
“แขกมาบ้าน แล้วต้อนรับด้วยน้ำชา ถือว่าเป็นการให้เกียรติ”
โดย...มัลลิกา
“แขกมาบ้าน แล้วต้อนรับด้วยน้ำชา ถือว่าเป็นการให้เกียรติ”
“สตีเฟน ทไวนิงส์” ทายาทรุ่นที่ 10 แห่งตระกูลทไวนิงส์ กล่าวต้อนรับเราชาวคณะจากเมืองไทยที่ไปเยือนถึงช็อปแห่งแรกที่ Devereux Court ถนน Strand กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
นอกจากต้อนรับด้วยน้ำชาแล้ว สตีเฟน ยังเล่าย้อนถึงประวัติอันยิ่งใหญ่แล้วยาวนานของชาทไวนิงส์ (Twinings of London) ที่ก่อตั้งใน ค.ศ. 1706 ต้นตำรับชาอังกฤษที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมการดื่มชาของชาวเมืองผู้ดีมากว่า 300 ปี ตั้งแต่เสิร์ฟสุนทรียรสแห่งชาชั้นเลิศให้ราชสำนักประจำราชวงศ์อังกฤษจากรุ่นสู่รุ่นตั้งแต่ ค.ศ. 1837 พร้อมกระจายความรื่นรมย์และความประทับใจสู่ไลฟ์สไตล์ของประชาชนทั่วไป จนก่อเกิดเป็นวิถีการดื่มชาแห่งราชอาณาจักรที่แฝงวัฒนธรรมท้องถิ่นในทุกรายละเอียดที่แตกต่าง
หากย้อนกลับไปวัฒนธรรมการดื่มชาได้ถูกหยั่งรากลึกจนเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์และอารยธรรมที่อยู่เคียงคู่อังกฤษมาตั้งแต่ ค.ศ. 1662 ตรงกับรัชสมัยของแคทเธอรีนแห่งบรากันซา (Catherine of Braganza) สมเด็จพระราชินีในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ ซึ่งต่อมาใน ค.ศ. 1800 แอนนา รัสเซลล์ ดัชเชสแห่งเบดฟอร์ด ได้สร้างสรรค์อาฟเตอร์นูน ที (Afternoon Tea) ขึ้น เพื่อแก้หิวในช่วงบ่ายของแต่ละวันระหว่างรอมื้ออาหารค่ำ โดยจะเชิญพระสหายของพระองค์มาร่วมดื่มชาและสังสรรค์กันเป็นการส่วนพระองค์ที่รอยัล คอร์ท ทำให้การดื่มชาเริ่มได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในสังคมคนชนชั้นสูงและแพร่กระจายสู่กลุ่มคนอังกฤษตามพื้นที่ต่างๆ ในเวลาต่อมา
สุทรีย์กับการดื่ม (ด่ำ) ชา
มาถึงถิ่นทั้งทีจะพลาด “อาฟเตอร์นูน ที” ได้อย่างไร “ภัทรียา ธรรมยุติการ” ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอบี ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจส์ ตัวแทนชาทไวนิงส์ จากประเทศไทย จึงพาเราไปดื่มด่ำสัมผัสและเรียนรู้ตั้งแต่วัฒนธรรมการดื่มชาของดินแดนแห่งขุนเขาและหินผาทางตอนเหนือของอังกฤษ นั้นคือ “สกอตแลนด์”
“การเสิร์ฟอาฟเตอร์นูน ที ตามแบบวัฒนธรรมอังกฤษดั้งเดิมจะมีการตกแต่งและจัดวางโต๊ะดื่มชาทรงเตี้ยอย่างสวยงามด้วยดอกไม้ กาน้ำชา และถ้วยชาลวดลายเข้าชุดกัน เสิร์ฟพร้อมชาที่รับประทานคู่กับสโคน ขนมปังอบ หรือขนมชิ้นเล็กน่ารัก โดยเรียกการจัดวางลักษณะนี้ว่า ‘ไลท์ ที’ (Light Tea) ซึ่งสามารถเพิ่มเติมขนมหวานและแซนด์วิชชิ้นเล็กๆ ในการดื่มชาแต่ละครั้งให้มากขึ้นได้ จะเรียกว่า ‘ฟูล ที’ (Full Tea) โดยสร้างสรรค์วิธีการเรียงขนมต่างๆ ได้อย่างประณีต เริ่มตั้งแต่ชั้นบนที่โดดเด่นด้วย ‘สโคน’ ที่มาพร้อมที่ครอบรูปโดม ตามด้วยแซนด์วิชไส้ต่างๆ ในชั้นกลาง และชั้นล่างสุดที่เป็นขนมหวานอื่นๆ อาทิ ขนมปังกรอบ คุกกี้ หรือเค้กชิ้นเล็กๆ ซึ่งการรับประทานขนมหวานต่างๆ นั้น ให้เริ่มต้นจาก สโคน แซนด์วิช และขนมหวานเป็นลำดับสุดท้าย โดยเมื่อรับประทานขนมแต่ละชั้นหมดจะต้องนำถาดรองชั้นในแต่ของชั้นออกทุกครั้งเพื่อให้สามารถหยิบขนมในชั้นอื่นๆ ต่อไป”
อาฟเตอร์นูน ที ช่วงเวลาของการดื่มชายามบ่าย (ส่วนใหญ่ในเวลา 16.00 น.) นับเป็นช่วงเวลาแห่งการสังสรรค์พูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกลุ่มเพื่อนอีกด้วย ดังนั้น ชายามบ่ายจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายเป็นกันเอง และเต็มเปี่ยมไปด้วยสุนทรียรสแห่งการดื่มชา
อาฟเตอร์นูน ที เหนือจรดใต้
มาสัมผัสบรรยาการการดื่มชายามบ่าย ถึงดินแดนตอนเหนือของอังกฤษ “สกอตแลนด์” ครั้งนี้มีโอกาสได้บรรยากาศที่งดงาม อากาศหนาวเย็นที่อุณภูมิ 6 องศา สิ่งแวดล้อมพร้อมนักสำหรับการดื่มชาอุ่นๆ ที่ Prestonfield House โซน Newington เมืองเอดินบะระ สกอตแลนด์ ตึกเก่าแก่ที่มีอายุ 864 ปี ทว่าผ่านการเปลี่ยนแปลงและตกแต่งมาแล้วหลายรุ่น ล่าสุดสไตล์นีโอคลาสสิก และเปิดเป็นโรงแรมมา 50 ปี ขึ้นชื่ออีกหนึ่งแห่งในเรื่องของการเสิร์ฟ “อาฟเตอร์นูน ที” ในสหราชอาณาจักร เพราะบรรยากาศแวดล้อมที่สงบสวยงาม
สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงในการเป็นสถานที่ต้อนรับ เป็นที่พูดคุยสังสรรค์ของนักเขียน นักคิด บุคคลสำคัญ นับเป็นดาวเด่นมาตลอดยุค 60 70 และ 80 มีชื่อเป็นสถานที่สงบ มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งมีภาพศิลปะที่เก่าแก่และหายาก คนดังที่เคยมาเยือนที่นี้ก็มี อดีตผู้นำของสหราชอาณาจักร อาทิ วินสตัน เชอร์ชิลล์ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ คนดังระดับโลก ฌอน คอนเนอรี เอลตัน จอห์น และ แคทเธอรีน ซีตา โจนส์ ฯลฯ
สกอตแลนด์นับเป็นเมืองที่มีความผูกพันด้านอารยธรรมมาเนิ่นนานควบคู่กับวิถีแห่งการดื่มชา ประกอบกับความหนาวเย็นของภูมิประเทศ ทำให้ชาวสกอตเลือกไลฟ์สไตล์ในการดื่มด่ำกับอาฟเตอร์นูน ที แบบ “เพียว ที” เน้นชาดำที่ให้ความเข้มข้นของรสชาติสูงอย่าง อิงลิช เบรกฟาสต์ ปรินซ์ ออฟ เวลส์ และ ซีลอน พร้อมรับประทานขนมที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลักอย่าง คุกกี้ หรือขนมปังกรอบที่โรยด้วยเกล็ดน้ำตาล นอกจากนี้ ในบางครั้งยังนิยมเติมเหล้าวิสกี้เล็กน้อยลงในชาเพื่อสร้างสุนทรียรสแบบใหม่ และให้ความอบอุ่นกับร่างกายอย่างรวดเร็วอีกด้วย
ย้ายมาที่พื้นที่ตอนกลางของอังกฤษอย่าง “มหานครลอนดอน” เมืองที่เป็นจุดกำเนิดชาทไวนิงส์ จากร้านเล็กๆ ที่เสิร์ฟชาและกาแฟชื่อ Tom’s Coffee House โดย “โธมัส ทไวนิง” (Thomas Twining)
สำหรับรูปแบบและไลฟ์สไตล์การดื่มอาฟเตอร์นูน ที ของอังกฤษตอนกลาง ยังนิยมนำความสวยงามและความชื่นชอบส่วนตัวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดื่มชา ทั้งการเตรียมโต๊ะ กาปรุงชา และถ้วยชา ล้วนแต่มีความงดงามของลวดลายศิลปะเข้ามาเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งเครื่องปรุงชาก็มีรูปแบบที่เก๋ไก๋และมีให้เลือกหลากหลายทั้งแบบน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง หรือแม้แต่นม “มิลก์ ที” ที่นิยมนำมาเทรองก้นถ้วยชา เพื่อป้องกันความร้อนจากน้ำชาที่อาจทำให้ถ้วยชาแตกเสียหายได้ อีกทั้งยังสร้างรสชาติใหม่ให้กับผู้ดื่มได้อีกด้วย โดยเลือกดื่มคู่กับสโคนและแยม แซนด์วิชไส้ต่างๆ ทาร์ตผลไม้ หรือช็อตเบรดเล็กๆ ในบางครั้งนักดื่มชาแห่งมหานครยังนิยมเพิ่มอรรถรสใหม่ในการดื่มชาขาว โดยเติมแยมผลไม้รสชาติต่างๆ ทั้งเลมอน เปลือกส้ม พีช หรือแยมผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และชื่นชอบดื่มชาดำรสผลไม้ อย่าง แพชชั่นฟรุ๊ต แมงโก้ แอนด์ ออเร้นจ์ โฟร์ เรด ฟรุตส์ หรือเลมอน ที่เติมน้ำตาลเรียกว่า “ชาหวาน” เพื่อให้ได้ชารสชาติใหม่ๆ และเป็นการให้พลังงานกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวแทนชาดำอีกด้วย
ต่างกับ “ชาวอังกฤษตอนใต้” นิยมรับประทานชารสเข้มอย่างชาดำ อาทิ ดาร์จีลิง หรือซีลอน เสิร์ฟคู่กับขนมเค้กชิ้นเล็กๆ ที่มีครีมเป็นส่วนประกอบหลัก รวมทั้งสิ่งสำคัญอย่างสโคนที่มีลักษณะขนาดใหญ่กว่าที่อื่นๆ พร้อมนำ “ครีม ที” หรือคลอตเต็ดครีม (Clotted Cream) สีขาวนุ่มฟูเข้มข้นที่ทำจากนมสดแท้ๆ มาตีจนเป็นเนื้อครีมหนานุ่ม มาท็อปบนสโคนเพื่อเติมเต็มรสชาติความหอมมันให้กับการดื่มชาดำรสชาติเข้มข้น และที่พิเศษกว่านั้นคือการเพิ่มรสชาติความอร่อย ด้วยแยมกุหลาบรสหอมหวาน หรือแยมเลมอนรสหวานอมเปรี้ยวกลมกล่อม ซึ่งนอกจากครีมทีที่อร่อยเลื่องชื่อแล้ว ทิวทัศน์แห่งดินแดนทางตอนใต้ ทุ่งหญ้า ทุ่งดอกไม้ และลุ่มแม่น้ำที่สวยงาม ยังช่วยเพิ่มอรรถรสในการดื่มชาให้ดียิ่งขึ้น
จากวัฒนธรรมการดื่มชาในประเทศอังกฤษ ทำให้เกิดไลฟ์สไตล์การดื่มชาสไตล์ อาฟเตอร์นูน ที ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน แต่ยังคงมีเสน่ห์น่าหลงใหลในทุกๆ สไตล์ ทั้งวิธีการชงชา การดื่มชา รวมทั้งขนมหวานนานาชนิดที่เสิร์ฟพร้อมชาอุ่นๆ และสิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้ คือ วัฒนธรรมการดื่มชาที่อยู่เคียงคู่ชาวอังกฤษ ตั้งแต่ราชสำนักประจำราชวงศ์อังกฤษจนถึงประชาชนทั่วไปทุกยุคทุกสมัย ก็ยังคงมีมนต์เสน่ห์ชวนให้หลงใหลน่าค้นหา







