
นรินทร์ ภูวนเจริญ พระเอกปั้นบอย ถกลเกียรติ
เรื่อง พัมพ์กิ้น_พาย
แค่เปิดตัวในฐานะเจ้าของเพลงรัก
“ยังรัก ยังเจ็บ ยังรอ” ในอัลบั้ม “Voice of Love” ก็ทำเอา เอ–นรินทร์ ภูวนเจริญ โดนกระแสข่าวเมาท์ว่าเป็นลูกรักคนใหม่ของบอย–ถกลเกียรติ วีรวรรณ ยิ่งได้ขยับตำแหน่งมาเป็นตัวเด่นในละครเวทีเรื่อง “กินรีสีรุ้ง” ด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำกระแสที่ว่านี้แต่เจ้าตัวกลับไม่สนใจกระแสข่าวต่างๆ สักเท่าไหร่ เพราะเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้วว่า เมื่อเข้ามาในวงการบันเทิงยังไงก็ต้องเจอข่าวแบบนี้เข้าสักวันหนึ่งจนได้
“
ผมเตรียมตัวเอาไว้เรียบร้อยแล้วว่าเราต้องเจอข่าวแบบนี้แน่ๆ แต่ถ้าคนที่เขียนข่าวได้รู้จักผม ได้รู้ชีวิตของผมว่ากว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ต้องผ่าน ต้องฝ่าฟัน ต้องเจออะไรมาบ้าง ผมเชื่อว่าเขาจะไม่เขียนข่าวแบบที่เป็นอยู่ แต่ข่าวก็คือข่าว คือสีสันของวงการบันเทิง เพราะฉะนั้นผมก็คงต้องยอมรับไปตามสภาพ เพราะจะให้ทุกคนมาคิดเหมือนเราหมดก็คงจะเป็นไปไม่ได้”กว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ได้ นรินทร์ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย กว่าฝันจะเป็นจริงได้ เขาต้องอดทนรอเวลามากว่า 18 ปี
เอ เล่าว่า ฝันอยากเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยเริ่มเดินตามความฝันเมื่อเห็นประกาศรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่ของช่อง 3
“
ตอนนั้นผมยังอายุแค่ 12 แต่พอเห็นทางช่อง 3 ประกาศรับสมัครนักแสดงหน้าใหม่อายุตั้งแต่ 15–25 ปี ผมก็ตัดสินใจลองเขียนจดหมายส่งไป ในใจคิดว่าส่งไปก็คงไม่ได้ แต่ผมก็แอบหวังลึกๆ กลับมาถึงบ้านทุกวันต้องวิ่งไปถามตาว่ามีจดหมายส่งมาถึงผมบ้างหรือเปล่า”แม้ฝันไม่เป็นจริงตั้งแต่วันนั้น นรินทร์ ยังคงมุ่งมั่นต่อไป เพราะคิดว่าจะยึดอาชีพในวงการบันเทิงให้ได้ ไม่ว่าจะมีการประกวดอะไรในวงการบันเทิง เขาก็ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าประกวดนักร้อง First Stage การออดิชันงานโฆษณาหลายต่อหลายตัว แต่ก็ยังไม่ถึงคิวดังของเขาเสียที จนครอบครัวบอกว่าให้เขาเลิกฝันได้แล้ว และให้ไปทำงานเป็นอาจารย์สอนดนตรีตามที่เรียนจบมาจะดีกว่า
ในที่สุดความพยายามก็ไม่เสียเปล่า วันหนึ่งโอกาสของเขาก็มาถึง เมื่อตัดสินใจไปเรียนการแสดงอย่างจริงจัง กระทั่งครูเห็นแววและแนะนำให้ไปสมัครเป็นนักแสดงละครเวทีที่เอ็กแซ็กท์
“
ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าละครเวทีแบบมิวสิคัลเป็นยังไง รู้แต่ว่าแสดงไปด้วยร้องไปด้วยเท่านั้น แต่ก็คิดว่า เอาน่าอยากเล่นละครทีวีแต่ยังไม่ได้เล่น ก็เล่นละครเวทีไปก่อนแล้วกัน เผื่อว่าวันหนึ่งอาจจะมีโอกาสได้เข้าไปเล่นละครทีวีกับเขาบ้าง แต่ตอนนี้ความคิดผมเปลี่ยนแล้วครับ เป็นนักแสดงละครเวทีอย่างเดียวดีกว่า จะได้ไม่ต้องไปแย่งงานกับใคร และถ้าไปแสดงละครทีวีความสามารถทางด้านดนตรีของผมก็คงไม่ถูกเปิดออกมา คิดว่าถ้าเราร้องเพลงได้ดี ฝึกแอ็กติงได้ดี แล้วทำไมเราต้องไปแย่งงานทีวีกับคนอื่น”เริ่มต้นที่บทบาทนักแสดงประกอบในละครเวทีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล บัลลังก์เมฆ เดอะมิวสิคัล ข้างหลังภาพ เดอะมิวสิคัล แม่นาคพระโขนง เดอะมิวสิคัล ลมหายใจ เดอะมิวสิคัล ฯลฯ ที่ต้องใช้ความสามารถทางด้านการร้องเพลงประกอบด้วย จนทำให้วันหนึ่ง บอย ถกลเกียรติ เห็นแวว และเลือกให้มาร้องเพลงประกอบละคร
“โรงแรมผี” และได้เป็นหนึ่งในนักร้องอัลบั้ม Voice of Love อันเป็นจุดเริ่มต้นให้คนเริ่มรู้จักจังหวะเวลามาเยือนเขาอีกครั้ง เมื่อจู่ๆ จากการเป็นนักแสดงประกอบ ก็ได้รับเลือกให้มารับบทเด่นเป็น
“ต้น” ในละครเวทีเรื่อง “กินรีสีรุ้ง” (La Cage aux Folles) ที่ต้องประกบกับ เจมส์เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ซึ่งหันมารับบทนางโชว์ครั้งแรกในชีวิต และ กบทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี กับบทบาทของชายรักชาย“
ในเรื่องผมรับบทเป็นลูกของพี่กบ ทรงสิทธิ์ กับพี่เจมส์ เรืองศักดิ์ ที่ต้องการจะแต่งงานกับแฟน ที่บังเอิญเป็นลูกสาวของนักการเมืองซึ่งมีอคติกับพวกกะเทย ด้วยความกลัวว่าจะไม่ได้แต่งงาน เลยต้องวางแผนปิดบังความจริงทุกอย่างตอนนี้ผมรู้สึกภูมิใจมากๆ ที่ผมทำให้พ่อแม่ยิ้มได้ และพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าผมจะเลี้ยงเขาด้วยอาชีพนี้แหละ และที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ ผมภูมิใจว่าสิ่งที่ผมกำลังจะคิดต่อจากนี้ คนอื่นๆ ที่ผมคิดจะช่วยต่อจากนี้กำลังจะได้รับความช่วยเหลือจากผม ผมจะได้ทำอะไรดีๆ ต่อจากนี้ได้อย่างรวดเร็ว และปลื้มใจว่าถ้าเราท้อแท้เสียก่อน เราก็คงจะไม่เดินมาถึงจุดนี้ได้
”สุดท้าย นรินทร์ ฝากละครเวทีที่เขารับบทเด่นครั้งแรกในชีวิต และทำให้ฝันของเขาเป็นจริง...
“นักแสดงทุกคนทุ่มเทกับละครเรื่องนี้มาก และละครเรื่องนี้ให้แง่คิดหลายอย่าง อยากจะให้เด็กวัยรุ่นมาดูว่า บางครั้งการเอาแต่ใจตัวเองมากเกินไปโดยที่ลืมนึกถึงใจของคนเป็นพ่อแม่เป็นอย่างไร อีกอย่างก็คือจะได้เรียนรู้มุมมองของเพศที่สาม ที่เขาสามารถมีความสุขแบบที่เขาเป็นได้โดยที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เป็นละครสะท้อนสังคม ครอบครัว และความเข้าใจเรื่องความรักที่ทุกคนในครอบครัวน่าจะมาดูครับ”






