
เมื่อฉันปั่นรอบสนามบินสุวรรณภูมิ
เช้าแรกของวันสงกรานต์เรามุ่งหน้าไปที่สนามบินสุวรรณภูมิพร้อมกับจักรยานอีกหนึ่งคันท้ายรถเก๋งคันเล็กๆ
โดย..โยธิน อยู่จงดี ภาพ โยธิน อยู่จงดี / พัฒนพงษ์ หิรัญอาจ
เช้าแรกของวันสงกรานต์เรามุ่งหน้าไปที่สนามบินสุวรรณภูมิพร้อมกับจักรยานอีกหนึ่งคันท้ายรถเก๋งคันเล็กๆ เป้าหมายคือการพิชิตเส้นทางจักรยาน 23.5 กม. รอบสนามบินสุวรรณภูมิที่เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และแน่นอนว่าเส้นทางจักรยานนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนที่นิยมการปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ หรือเป็นงานอดิเรกทั้งในและนอกประเทศเป็นอย่างมาก
กม.ที่ 0
สุวรรณภูมิยามเช้าอากาศช่างสดใส ทำให้เรานึกย้อนไปเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ในช่วงที่การปั่นจักรยานเริ่มกลับมาเฟื่องฟู ภาพของนักปั่นจักรยานสารพัดเสือก็ได้มาใช้เส้นทางถนนข้างสนามบินสุวรรณภูมิเป็นเส้นทางปั่นซ้อม เพราะเป็นถนนที่มีเลนกว้าง ทางตรงยาวและรถน้อย ดูแล้วมีความปลอดภัยกับนักปั่นจักรยานในระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าปั่นไปตามถนนนที่มีปริมาณรถหนาแน่น
ต่อมาได้มีการปรับปรุงเส้นทางถนนรักษาความปลอดภัยรอบสนามบิน ซึ่งเดิมทีเป็นเส้นทางสำหรับเจ้าหน้าที่ในการขับสำรวจรอบสนามบินเพื่อความปลอดภัยและไล่นกที่อาจเป็นอันตรายกับเครื่องบินให้เป็นเส้นทางสำหรับปั่นจักรยาน ด้วยการปรับพื้นผิวถนนด้วยการฉาบผิวทางแบบสเลอรี่ซีล (Slurry Seal) เพิ่มความฝืดของผิวถนนให้เหมาะสมกับการปั่นจักรยานและพ่นสีเขียวเพื่อทัศนวิสัยที่ดีในการปั่นจักรยานในช่วงเช้าและพลบค่ำ สวรรค์ของนักปั่นก็บังเกิด
พอเราถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ก็ตรงไปที่ถนนสุวรรณภูมิ 3 มุ่งหน้าไปถนนบางนาตราด จากนั้นขับตรงยาวจนเกือบสุดทางที่จะขึ้นสะพานข้ามไปถนนบางนาตราด จะมีแยกเล็กๆ ทางซ้ายมือก่อนขึ้นสะพาน ไปโรงสูบน้ำฝั่งตะวันออก เราจะเห็นลานจอดรถสำหรับนักปั่นเอาจักรยานลงเพื่อเตรียมแลกบัตรขอเข้าใช้บริการไบค์เลน
ไบค์เลนนี้ทุกคนสามารถเข้าใช้บริการฟรี เพียงแต่ต้องมีจักรยานปั่นเข้าไปเท่านั้น นักปั่นส่วนใหญ่จะมาเป็นกลุ่มเพื่อน หรือไม่ก็มากันเป็นครอบครัวใหญ่ ใส่จักรยานท้ายรถกระบะและมาปั่นด้วยกันคนละ 12 รอบ จักรยานส่วนใหญ่ที่มาปั่นมักจะเป็นจักรยานประเภทเสือหมอบและทัวริ่งไบค์ ก็คงมีแต่เรานี่ล่ะที่ผยองเอาจักรยานจ่ายตลาดมาปั่น 23.5 กม.กับเขา
กม.ที่ 1-10
เราจูงจักรยานจ่ายตลาดผ่านกลุ่มจักรยานสารพัดเสือที่กำลังบ่นเรื่องเฟรมเป็นรอย เหนื่อย อยากเปลี่ยนล้อเปลี่ยนเกียร์ พลางก้มหน้ามองจักรยานตัวเองที่อย่าว่าเป็นรอยเลย คราบสนิมก็ขึ้นให้ขัดแล้วขัดอีก ยังดีที่ยางล้อกับชุดเบรกเพิ่งเปลี่ยนมาใหม่ นอกนั้นเก่าหมด แต่อย่าได้แคร์เพราะสิ่งสำคัญของวันนี้คือการพิชิตเส้นทางจักรยานทางเรียบที่ยาวสุดในประเทศไทย
น่าจะเป็นที่เดียวที่เป็นทางสำหรับจักรยานโดยเฉพาะโดยไม่ได้ใช้ร่วมกับเส้นทางรถยนต์ยาวถึง 23.5 กม. นอกเหนือจากนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเลนจักรยานที่ใช้ไหล่ถนน อย่างเช่น เส้นทางปั่นขึ้นเขาใหญ่ หรือเส้นทางใหม่ที่นักปั่นกล่าวถึงกันมากอย่าง ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต ถนนเลียบอ่าวไทยความยาวประมาณ 34 กม.ก็เป็นเส้นทางที่สวยงามที่สุดเส้นหนึ่งสำหรับนักปั่นจักรยาน หลังจากแลกบัตรก็เริ่มเช็กข้าวของเครื่องใช้ระหว่างทางที่ควรมีติดตัว โดยเฉพาะน้ำ แว่นกันแดด หมวก และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก
ช่วงเริ่มแรกยังปั่นได้สบายๆ วิวที่เราเห็นตลอดทางทางซ้ายมือจะเป็นคันดินสำหรับเป็นแนวป้องกันการบุกรุกและน้ำท่วม ขวามือจะเป็นคูน้ำที่มีความกว้างกว่าถนนอยู่ประมาณ 2 เท่า และไกลออกไปเป็นวิวหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งสูงถึง 132.2 เมตร
ฮัลโหล... เสียงทักทายทางด้านหลังมาจากชายชาวอังกฤษทักเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจะเร่งสปีดไปข้างหน้าไม่ถึง 5 นาที จักรยานทุกคันก็เริ่มลับสายตา เหลือเพียงเรากับกล้องคล้องคอที่หยุดถ่ายภาพแทบจะทุก 500 เมตร ไม่ทันไรก็นักปั่นญี่ปุ่นขับผ่านพร้อมส่งยิ้มให้ สังคมคนปั่นจักรยานส่วนใหญ่จะเป็นมิตร ไม่ว่าคุณจะเป็นคนประเทศอะไร ใช้จักรยานประเภทไหน มิตรภาพเราเท่ากันหมด
จนถึง กม.ที่ 9-10 น่าจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่สวยที่สุดของเส้นทางปั่นจักรยานรอบสนามบินสุวรรณภูมิ เพราะเราจะได้เห็นเครื่องบินแลนดิ้ง ชนิดที่เรียกได้ว่าใกล้มาก เห็นล้อกางแบบชัดๆ ห่างกันไม่เกิน 500 เมตร เพราะเป็นช่วงต้นรันเวย์แลนดิ้งพอดิบพอดี อีกทั้งยังมีใต้ทางยกระดับให้เราอาศัยหลบแดดหลังจากปั่นมา 10 กม. เราตัดสินใจพักเหนื่อยมองเครื่องบินแลนดิ้ง
กม.ที่ 11-20
ในช่วงนี้ความล้าเริ่มเกิด อากาศเริ่มร้อน จนต้องหยิบกระบอกน้ำขึ้นมาจิบอยู่บ่อยครั้ง วิวในช่วงนี้ก็จะเห็นด้านหลังอาคารของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ดูเป็นวิวระหว่างทาง ผ่าน กม.ที่ 13 ตอนนี้เรากำลังอยู่อีกด้านของสนามบิน จากวิวที่เห็นเครื่องบินแลนดิ้งก็เปลี่ยนเป็นมองเครื่องบินเทกออฟแทน สิ่งที่เราลืมคิดไปก็คือเรื่องการวิ่งสวนกระแสลมในช่วงนี้ ความเร็วปั่นตกลงกว่าครึ่ง เราต้องเปลี่ยนท่าปั่นปกติมาเป็นหมอบปั่นเพื่อลดแรงต้านลม แต่กระนั้นเราก็ยังรู้สึกถึงความล้าที่เพิ่มขึ้น มองดูสมาร์ทโฟนที่เปิดแอพจับความเร็วเหลือเพียง 7-10 กม./ชม.เท่านั้น เร็วกว่าวิ่งนิดนึง ยังดีที่แดดเริ่มร่มเพราะเมฆจับกลุ่มคล้ายฝนกำลังจะตก ลมแรงที่พัดมาช่วยให้เราไม่รู้สึกร้อนมาก แต่คงดีกว่านี้ถ้าเป็นการปั่นตามกระแสลม แทนที่จะเป็นต้านลมแบบนี้
เห็นเป็นแค่ทางเรียบยาวชิล ชิล แต่พอเจอลมแรงเข้าก็เล่นเอาเหนื่อยได้เหมือนกัน ไหนๆ มาถึงขั้นนี้แล้วจะหันหลังกลับก็ไม่ได้ ทางลัดไปถึงจุดหมายก็ไม่มีเข้ามาแล้วก็ต้องปั่นให้ครบรอบ 23.5 กม.อย่างเดียว พลางนึกในใจต่อไปถ้าจะพัฒนาก็อยากให้มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาเวลาปั่นตอนสายหรือบ่ายจะได้ไม่ร้อนมาก กับเพิ่มศาลาให้นั่งพักสักหน่อยก็คงดี เพราะตั้งแต่ กม.ที่ 13 ไปจนสุดทางไม่มีจุดที่ให้ร่มเงาเลย
นักปั่นที่จะมาต้องเตรียมรับมือกับแสงแดดกับกระแสลมแรงให้ดี แต่สำหรับนักปั่นที่เล่นกันอย่างจริงจัง กลุ่มนี้จะรักษารอบขาและความเร็วได้ค่อนข้างคงที่ แถมแรงก็เหลือๆ จึงปั่นแซงหน้าเราไปได้ไม่ยาก เราได้แต่ให้กำลังใจตัวเองว่าไม่ต้องเร่งมาก ปั่นไปเรื่อยๆ ลมแรงปั่นได้ช้าก็คือช้า ปล่อยมันไป เราไม่ได้ไปแข่งกับใคร มองวิวไปเรื่อยๆ จนมาถึง กม.ที่ 20 ที่ไม่ต้องปั่นต้านกระแสลม
กม.ที่ 21-23.5
ช่วง 3 กม.สุดท้ายเป็นช่วงที่เราไม่ต้องปั่นต้านกระแสลม แถมกำลังใจก็ดีขึ้น เพราะเหลืออีกแค่นิดเดียวเราก็จบทริปการปั่น ซึ่งนับเป็นการปั่นที่ไกลที่สุดสำหรับนักปั่นมือสมัครเล่น วิวในช่วงนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากสถานีสูบน้ำของสนามบิน กับวิวลานจอดรถที่แสดงว่าใกล้จะถึงเส้นชัย จนเราขับผ่านเส้น 23.5 กม. ปั่นผ่านสายตานักปั่นเสือหมอบ ที่มองเราด้วยความทึ่งว่า เออ จักรยานจ่ายตลาดก็ปั่นได้เหมือนกันนะ พี่หน่วยรักษาความปลอดภัยยิ้มอย่างเป็นกันเอง ถามเราว่าปั่นอีกรอบไหมตอนนี้แดดร่มลมเย็นสบายดีนะ ผมตอบกลับไปว่าไว้คราวหน้าจะมาปั่น 2 รอบนะพี่
เตรียมตัวพิชิต 23.5 กม.
1.การใส่เสื้อผ้าควรใส่ให้สวมสบายมากที่สุด เพราะคุณอาจต้องเจอกับสภาพอากาศร้อนและความล้าระหว่างการปั่น
2.น้ำดื่มควรเตรียมไปอย่างน้อย 2 ขวด
3.ครีมกันแดด แว่นกันแดด ช่วยปกป้องผิวและสายตาจากแสงแดด หูฟังแบบมีเดียมไซส์ ช่วยป้องกันเสียงลมและฟังเพลงเพลินๆ ระหว่างการปั่นคนเดียว หมวกกันแดดหรือหมวกกันน็อกสำหรับปั่นจักรยานแล้วแต่ความสะดวก
4.ผ้าเช็ดหน้า ยาดม โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์ช่วยเหลือยามฉุกเฉิน จะมีรถรักษาความปลอดภัยขับมาให้ความช่วยเหลือทันทีที่ได้รับแจ้งเบอร์ 02-132-4000
5.ช่วงเวลาปั่นสบายที่สุดคือช่วงเช้า ตั้งแต่ประตูเปิดเวลา 06.00 น. ส่วนประตูปิดรับแลกบัตรเข้าใช้บริการสุดท้ายที่เวลา 17.30 น. และปิดบริการเวลา 19.00 น.







