
สานฝันสวยด้วย HR
วันนี้มนุษย์เงินเดือนนางหนึ่งนามว่า “ฟ้าใส” ลุกตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืดเพื่อใส่บาตรเนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์
โดย...รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
วันนี้มนุษย์เงินเดือนนางหนึ่งนามว่า “ฟ้าใส” ลุกตื่นขึ้นมาแต่เช้ามืดเพื่อใส่บาตรเนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ ความจริงแล้วเธอก็อยากจะนอนตื่นสายอยู่เหมือนกันเพราะนานๆ ทีจึงจะมีวันหยุดยาวๆ อย่างนี้ สามีของเธอและลูกๆ ชายหญิงสองคนยังนอนหลับสบาย เธอนึกอยากจะปลุกพวกเขาให้มาร่วมใส่บาตรเหมือนกัน แต่แล้วก็นึกเห็นใจปล่อยให้พวกเขาหลับอุตุไปก่อน โชคดีที่ห้องพักของเธออยู่ใกล้ๆ กับโรงงานที่เธอทำงานเป็นพนักงานบัญชี ฟ้าใสทำงานที่โรงงานนี้มาได้เกือบสิบปีแล้ว
โรงงานนี้ตั้งอยู่ในชุมชนที่มีตลาดสด ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ตลอดจนซูเปอร์มาร์เก็ตที่ชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันของเธอมีความสะดวกมากพอสมควร เดินออกจากอพาร์ตเมนต์ที่พักเพียง 5 นาที ก็ถึงหน้าตลาดที่มีแผงขายอาหารสำเร็จรูป โจ๊ก ปาท่องโก๋ กาแฟ น้ำเต้าหู้ เต้าฮวย เรียงรายเต็มไปหมด เธอเลือกไปซื้ออาหารที่แผงของป้านิ่มที่มีอาหารหลากหลาย สำหรับวันสงกรานต์แบบนี้เธอเลือกไก่ทอดชิ้นใหญ่ ลาบหมู ข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ จากนั้นก็แวะซื้อโอเลี้ยงแยกน้ำแข็งต่างหากของลุงสมเจ้าประจำ ร้อนๆ แบบนี้พระฉันของแซ่บๆ แล้วก็คงต้องตามด้วยโอเลี้ยงหวานๆ เย็นๆ จึงจะดับร้อนได้ดี
ใส่บาตรพระ 3 รูป สิ้นเงินค่าอาหาร 3 ชุด 130 บาท จากราคาปกติ 135 บาท ทั้งนี้เพราะแผงป้านิ่มเป็นพันธมิตรกับโรงงานของเธอ พี่สุชาติหัวหน้าฝ่ายบุคคลคนเก่าแก่ของโรงงานเป็นคนที่มีหัวทางการเจรจาต่อรองและมีมนุษย์สัมพันธ์ดี หากพี่สุชาติสังเกตว่าพนักงานของโรงงานชอบไปซื้อกับข้าวหรืออาหารสดที่ร้านใด ชอบไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวร้านอะไร ขนมร้านไหน รับรองไม่พ้นมือพี่สุชาติที่จะเข้าไปเจรจากับบรรดาพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายให้มีส่วนลดหรือของแถมเล็กๆ น้อยให้พนักงาน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าต้องมีพนักงานที่จะไปอุดหนุนร้านนั้นๆ อย่างน้อยวันละ 1,000 บาท
โรงงานมีพนักงานทำงานประมาณเกือบ 200 คน จึงไม่ยากเย็นจนเกินไปที่ทำยอดให้ได้ ตอนนี้โรงงานมีร้านพันธมิตรอยู่ประมาณ 56 เจ้า หากเจ้าไหนฝีมือตกหรือขายแพงเกินไป พนักงานก็จะโหวตให้พี่สุชาติเปลี่ยนเจ้าพันธมิตรแทน ทำให้พนักงานมีอำนาจต่อรองมากขึ้น เช่น สามารถล็อบบี้ให้ร้านอาหารทำกับข้าวเมนูแปลกๆ ตามที่อยากชิม ส่วนบรรดาพ่อค้าแม่ค้าก็มีลูกค้าประจำทำให้มีรายได้ต่อเนื่อง แฮปปี้กันทั้งสองฝ่าย
หลังจากใส่บาตรเสร็จแล้ว ฟ้าใสก็มีจิตใจเบิกบาน ก่อนถึงที่พักเลยตัดสินใจแว่บไปตัดผมเปลี่ยนลุครับปีใหม่ไทยเสียหน่อย จะตัดกับใครล่ะ? ถ้าไม่ใช่น้องเมย์หรือพี่รัตน์ที่เป็นร้านทำผมพันธมิตรของโรงงานอีกเช่นกัน แต่วันนี้เลือกไปร้านน้องเมย์ดีกว่า เพราะน้องเมย์ถนัดผมแนววัยรุ่นเกาหลีมากกว่าพี่รัตน์ที่ถนัดผมบ๊อบ ถึงแม้ฟ้าใสจะไม่ขาวใสเหมือนเกาหลีแต่ก็ไม่ได้ดำด่างแต่ประการใด แค่ออกคล้ำเล็กๆ เท่านั้น เมื่อทำสีผมให้อ่อนลงหน่อย ซอยผมที่ยาวไม่ได้รูปให้แนบต้นคอแบบมีรากยาว พอกลับบ้านแฟนยังชมเลยว่าทำทรงนี้แล้วหน้าเด็ก ส่วนลูกสองคนนั้นอายุไม่เกิน 7 ขวบ เลยไม่สนใจเรื่องหน้าตาของแม่สักเท่าไร สนใจแต่ของกินเท่านั้น เช้านี้ฟ้าใสซื้อไส้กรอกมาผัดข้าวผัดแบบที่เห็นในโฆษณาให้ลูกกิน ใส่ไข่ดาวและราดซอสมะเขือเทศด้วย เป็นเมนูโปรดของทั้งพ่อทั้งลูกเลยทีเดียว แถมยังถูกกว่าไปทานที่ร้านอีกนับหลายสิบบาท ส่วนของหวานก็คือเย็ลลี่แช่เย็นใส่ลิ้นจี่สดที่ฟ้าใสทำเองอีกเหมือนกัน
สมัยก่อนที่เธอเพิ่งแต่งงาน ทั้งสามีภรรยาต่างไม่ค่อยมีเงินเก็บเพราะนิยมซื้อกินมากกว่า ทั้งสะดวกทั้งอร่อย ทำงานมาเหนื่อยแล้วก็ไม่อยากทำอะไรอีก กลับบ้านก็อยากดูละครพักผ่อน ส่วนแฟนก็ชอบไปนั่งดื่มเบียร์เล่นไพ่กับเพื่อนผู้ชายสัปดาห์ละสามสี่ครั้ง แต่พอมีลูกคนแรกก็เริ่มฝืดเคือง เงินเดือนไม่พอค่าใช้จ่าย เริ่มเป็นหนี้ ทีนี้ก็เข้าสูตรแบบที่โฆษณาในโทรทัศน์เลยว่า “จน เครียด กินเหล้า” ตอนแรกก็มีแต่สามีที่ดื่มเบียร์และเล่นไพ่ ไม่นานนักฟ้าใสก็เริ่มดื่มเบียร์เพื่อประชดสามีบ้าง แล้วก็เริ่มเล่นหวยเพื่อหวังได้เงินทางลัด เล่นได้บ้างเสียบ้าง แต่เสียมากกว่าได้ แต่งงานมาได้ 3 ปี มีความสุขอยู่แค่ปีแรกตอนยังไม่มีลูกเท่านั้น สองปีที่เหลือทะเลาะกันแทบทุกวัน ทั้งลูกก็ร้องโยเยป่วยตลอด ส่วนพ่อแม่หน้าดำคร่ำเครียดทั้งที่ยังไม่แก่ ร่ำๆ จะเลิกกันหลายครั้ง ดีที่ไม่มีบุคคลที่สามมาแทรก และยังโชคดีที่ได้พี่สุชาติผู้แสนดีและพี่แม้วภรรยาของพี่สุชาติที่เป็นคนใจเย็น ขยันทำมาหากินมาช่วยสั่งสอนชี้แนะฟ้าใสและสามีให้คิดถึงลูก เมื่อพี่สุชาติและพี่แม้วเห็นวิธีการใช้ชีวิตและใช้เงินของฟ้าใสและสามีก็ส่ายหน้าครางว่า “ใช้เงินแบบนี้จะไปเหลืออะไร ต้องหัดใช้ใหม่ ใช้ให้เป็น เงินเดือนมันถึงจะพอกิน”
ความจริงแล้วนอกจากคู่ของฟ้าใส ก็ยังมีสามีภรรยาคู่อื่นที่ทำงานที่โรงงานและมีปัญหาเรื่องการเงินและครอบครัวเหมือนกัน พี่สุชาติเลยเรียกมาคุยกันเป็นกลุ่มเลย คุยกันถึงเรื่องปัญหาว่าสาเหตุมันมาจากอะไร จะแก้อย่างไร อย่างของฟ้าใสและสามีนั้น พี่สุชาติให้ฟ้าใสซึ่งมีความรู้ทางบัญชีหัดทำบัญชีค่าใช้จ่ายของตัวเองและครอบครัว เมื่อฟ้าใสดูถึงตัวรายได้แล้วก็พอจะอยู่ได้ แต่ต้องรู้จักประหยัด ซื้อกินทุกมื้อไม่ได้ ดื่มเบียร์ทุกวันไม่ได้
จากการทำบัญชีทำให้รู้เลยว่าวันหนึ่งๆ ควรใช้เงินวันละเท่าไรจึงจะมีเงินเหลือเก็บไว้เป็นค่าเรียนลูก ค่ารักษาพยาบาลเลี้ยงดูตนเองตอนเจ็บป่วยแก่เฒ่า สำหรับคนที่ทำบัญชีไม่เป็น พี่สุชาติก็ให้ฟ้าใสสอนวิธีทำบัญชีรายรับรายจ่ายแบบง่ายๆ ซึ่งพอมองเห็นตัวเลขก็ทำให้หลายคู่ได้คิด บางคนที่ซื้อหวยทุกงวด พอเห็นค่าใช้จ่ายเรื่องหวยเปรียบเทียบกับเงินที่ได้จากจากการเล่นแล้วก็ตาสว่าง เลิกเล่นไปได้ แต่บางคู่ก็ติดหวย ติดเบียร์ ติดเที่ยวบันเทิงงอมแงม แบบนี้ก็ช่วยไม่ได้ต้องปล่อยไปตามทางของเขา ซึ่งก็เห็นอยู่ทางเดียวคือ ทางล่มจม
เคราะห์ดีที่คู่ของฟ้าใสยังไม่ใช่คนที่ดื้อดันทุรังจนเกินไป ยังพูดกันด้วยเหตุผลได้ จึงสามารถประคับประคองตัวใช้หนี้จนหมดในเวลา 3 ปี ในระหว่างนั้นทั้งคู่ก็พยายามฝึกนิสัยของตัวเองใหม่ มีวินัยในตัวเองมากขึ้นเพื่อตัวเองและครอบครัว ตอนแรกๆ ก็ท้อและเหนื่อยหน่ายมาก ต้องอาศัยความอดทน มิหนำซ้ำพี่แม้วยังพาฟ้าใสและสามีไปไหว้พระและสาบานว่าจะไม่เล่นการพนันทุกชนิดและจะไม่ดื่มเหล้าดื่มเบียร์อีก สำหรับคนต่างจังหวัดอย่างฟ้าใสและสามีซึ่งเชื่อในคำสาบานก็ออกจะได้ผลอยู่ ทำให้ทั้งคู่มีสติ อารมณ์เย็นลง และเก็บเงินได้มากขึ้น ทั้งนี้ต้องขอบคุณพี่สุชาติที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลที่เป็นที่พึ่งที่ปรึกษาของพนักงานอย่างฟ้าใสได้ในแทบทุกเรื่อง ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่หน้าที่ของพี่สุชาติสักหน่อยที่จะต้องไปช่วยแก้ปัญหาเรื่องส่วนตัวของเธอ แต่เมื่อพูดเช่นนี้ทีไร พี่สุชาติก็จะตอบแบบเดิมทุกทีว่า “ใครว่าไม่ใช่หน้าที่ เรื่องอะไรที่ทำให้พนักงานทำงานไม่ได้ อยู่ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่พี่ต้องคิดต้องทำทั้งนั้น อยู่ที่ฝ่ายบุคคลจะคิดได้รึเปล่าเท่านั้นแหละ”
ทุกวันนี้ฟ้าใสและคนงานอีก 200 คน ยังมีความพอใจตามอัตภาพที่จะทำงานกับโรงงานที่มีพี่สุชาติเป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคลอยู่ พี่สุชาติและพี่แม้วยังสนุกกับการจัดกลุ่มพนักงานทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของพนักงาน เช่น ตั้งกลุ่มตัวแทนพนักงานไปหาซื้อสินค้าราคาถูกจากแหล่งต่างๆ เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา เชิญพนักงานของสถาบันการเงินมาพูดคุยแนะนำพนักงานเรื่องการออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณ จัดหารายชื่อสถานรับเลี้ยงเด็กที่มีคุณภาพ ราคาพอสมควรและอยู่ใกล้โรงงานเพื่อช่วยดูแลเด็กให้กับพนักงานที่มีลูกเล็ก เป็นต้น เจ้าของโรงงานเองก็พอใจที่พนักงานรู้จักคิดและทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เลยจัดเงินทุนมาช่วยเพิ่มเติมให้ด้วย
ชีวิตของฟ้าใสจึงมองท้องฟ้าในวันนี้ได้ใสสมชื่อ เพราะฝ่ายบุคคลและพนักงานมีความรักใคร่กลมเกลียวช่วยเหลือกันดี ต่างคนต่างช่วยกันคิดสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดี ช่วยกันทำให้ทุกคนมีความสุข แทนที่จะมานั่งนินทาอิจฉากัน ใส่ร้ายกันแบบในละครน้ำเน่าที่ฟ้าใสเลิกดูแล้ว เพราะแต่ละคนล้วนไม่มีความสุขที่หมั่นโยนความทุกข์เข้าใส่กัน ชีวิตคนไทยมันไม่ควรเป็นแบบนั้น







