
สุขอื่น...
คำถามที่มีเสมอในแวดวงของผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรมแล้วอยากให้คนที่ตนรักหันมาร่วมปฏิบัติธรรมอย่างตนด้วย
โดย...วีรณัฐ โรจนะประภา มูลนิธิบ้านอารีย์ [[email protected]]
คำถามที่มีเสมอในแวดวงของผู้ที่สนใจปฏิบัติธรรมแล้วอยากให้คนที่ตนรักหันมาร่วมปฏิบัติธรรมอย่างตนด้วย เป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ เพราะเป็นเสมือนการบ่นเสียมากกว่า นั่นคือ “พยายามชักชวน...เท่าไหร่ก็ไม่สนใจ บอกว่ามีความสุขดีอยู่แล้ว”
เคยประสบกันใช่ไหมครับ หากใช่แล้วลองนึกย้อนดีๆ จะพอแบ่งคำตอบดังกล่าวได้ 2 ประเภท คือ หนึ่งพูดตามที่คิดจริง กับสองพูดประชด คือบางคนก็เชื่อและเห็นค่าของการปฏิบัติธรรมตามที่เราชวนจริง แต่เขาเองก็สุขกับสภาพปัจจุบันอยู่แล้วจริงเหมือนกัน เลยยังไม่คิดจะรับคำเชิญไปปฏิบัติธรรมของเรา
ขณะที่อีกประเภทประชดกันเลยคือต้องการสื่อประมาณว่า “อย่ามายุ่งกับฉัน” “ฉันไม่สนหรอก” หรือหนักกว่านั้นอาจมีค่อนขอดแดกดันกันด้วยว่าคนที่มาชวนเขาไปปฏิบัตินั้นไม่เห็นจะสุขเท่าเขาเลย ซึ่งการจัดการต่อสถานการณ์ทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ต่างกันนัก
หลักๆ คือ ต้องอาศัยเวลา ในเมื่อเขายังไม่เห็นค่าอย่างแท้จริง ก็ต้องให้เวลาให้เขาได้ประจักษ์ เหมือนคนแข็งแรงก็มักยังไม่เห็นค่าของการดูแลสุขภาพ คนมีความสุขก็มักยังไม่เห็นค่าของยาแก้ทุกข์ ต้องรอจนเขาประสบทุกข์กับตัว (ซึ่งต้องเกิดแน่ๆ ด้วยเป็นสัจธรรมประจำโลก ไม่มีทางที่ใครจะสุขได้ตลอดไป) เช่น เคยร่ำรวยพลิกกลับมาเป็นหนี้ เคยมีอำนาจกลับถึงเวลาเสื่อมบารมี หรือชัดๆ อย่างคนที่รักได้จากเขาไป ฯลฯ พอทุกข์เขาจะอยากแสวงหายาเอง เราค่อยอาศัยช่วงเวลาเช่นนั้นในการเชิญชวนเขาให้มาลองกินยาแก้ทุกข์คือการปฏิบัติธรรมะนี้
ที่ต้องระวังคือก่อนที่เขาจะพร้อม เราอย่าไปชักชวนหนักไปจนกลายเป็นไปรบเร้าที่นอกจากจะไม่สำเร็จแล้วยังอาจเกิดการต้านได้ และเมื่อต่อต้านวันหนึ่งข้างหน้าที่เขาอาจอยากหันมาลองศึกษาจริงก็จะมีกำแพงคือความ “กลัวเสียหน้า” ที่เคยประชดประชันแดกดันเราไว้มากั้นให้ไม่กล้าบอกว่าจะลองรับคำเชิญดู
นอกจากนี้ เรายังอาจสามารถเสริมวิธีการเพิ่มเติมได้มากขึ้น คือ นอกจากรอจังหวะเวลาให้เขาเห็นภัยของความสุขแบบโลกที่เขาถือครองอยู่แล้ว เราควรอาจลองเร่งปฏิกิริยาด้วยการแนะเสริมว่ายังมีความสุขแบบอื่นที่สุขยิ่งกว่า คือเอาสุขกว่ามาล่อสุขเดิมเสียเลย
เหมือนพระพุทธเจ้าที่ทรงแนะเรื่องความสุขที่ประณีตกว่าเป็นลำดับไป จากสุขมีอามิสคือสุขด้วยวัตถุภายนอกแบบโลกๆ (ที่ก็ยังแยกลำดับได้ถึงขั้นของความประณีตอีก) ขึ้นสู่สุขไม่มีอามิสคือสุขจากสมาธิระดับต่างๆ จนถึงสุขที่พ้นจากความไม่เที่ยงของความสุขทั้งหลายทั้งปวงนั้น
นอกจากจะแอบฝังเรื่องสุขอันประณีตนี้แล้ว เราควรพยายามหาโอกาสให้เขาลองสัมผัสดูด้วย วิธีที่ง่ายที่สุดคือเริ่มจากความสุขจากการทำทาน ลองหาสถานการณ์หรือสถานที่ที่ต้องการความช่วยเหลือ ยิ่งเป็นความช่วยเหลือที่เขาสนใจเป็นพิเศษ เช่น บางคนมักรู้สึกสงสารเด็กกำพร้า บางคนสะเทือนใจกับคนพิการ บางคนทนไม่ได้กับการกดขี่ทางเพศ ฯลฯ
เราหาเรื่องที่เขาสนใจให้เจอแล้วลองชวนเขาไปช่วย วินาทีที่เขาได้รับแววตาขอบคุณจากคนที่เขาช่วยนั่นแหละที่จะมอบสุขอันประณีตขึ้นนี้ให้เขา ซึ่งเมื่อเริ่มมีตัวอย่างจริงแล้ว เขาจะค่อยๆ ห่างจากสุขของวัตถุมาสู่สุขจากการทำทาน
เราก็ค่อยๆ พาเขาขยับขึ้นไปสู่สุขจากสมาธิเป็นลำดับต่อไป พาไปลองนั่งสมาธิในสถานที่สัปปายะกับกัลยาณมิตร กับครูบาอาจารย์ที่ท่านเมตตา ไม่ต้องถึงกับค้างคืนหรือครึ่งค่อนวัน แค่ชั่วโมงหรือไม่กี่นาทีที่เขาลองทำและสัมผัสความประณีตนั้นเขาจะติดใจและจะค่อยๆ ขยับห่างสุขเดิมออกมาอีก หันหน้ามาปฏิบัติเองมากขึ้น นานขึ้นเราก็ค่อยขยับชวนกันไปเข้าอบรมนานขึ้น สุดท้ายเขาจะมีปรารถนาในการปฏิบัติเพื่อสุขสูงสุดคือนิพพานเอง
นี่ล่ะครับ ขั้นตอนพอมีและทำได้อยู่ แต่ต้องใช้เวลาและความอดทน เริ่มจากทำให้เขาเฉลียวใจให้ได้ว่าอาจมีความสุขอื่นที่สุขกว่า พาเขาลองของจริง อาจแถมด้วยการตอกย้ำด้วยคำถามว่าเขากำลังประมาทกับโอกาสทองของชีวิตอยู่หรือไม่ ถ้าได้ตามนี้รับรองว่าสุดท้ายเขาจะมาขอบคุณเราอย่างเหลือคณาครับ แต่แม้อาจไม่สำเร็จโดยพลันอย่างน้อยก็น่าจะฝังเชื้อให้เขาฉุกคิดว่าความสุขอื่นที่ประณีตกว่ายังมี ที่เมื่อวันใดเขาระลึกได้ว่ายังมีสุขที่น่าเสพกว่านี้ที่เราแอบใส่ไว้ เขาก็จะออกแสวงหาครับ
เริ่มเช่นนี้ล่ะครับ เดี๋ยวความรู้ในใจจะค่อยๆ เคลื่อนให้เขาสนใจจะแสวงหาสุขอื่นนั้นดู แต่ถ้าเราไม่ฝังไว้ให้เขาอาจเตลิดไปลองสุขอื่นที่แปลกใหม่ที่ร้อนรนด้วยคิดว่านั่นอาจทำให้เขาสุขได้ เหมือนคนติดยาที่ต้องเพิ่มดีกรียาไปให้แรงขึ้น
ใครที่อึดอัดกับการชวนคนมาสนใจธรรมก็ลองดูนะครับ ทำตัวเราให้เป็นกัลยาณมิตรให้เขากัน ยากแต่เมื่อสำเร็จจะน่าภาคภูมิใจและเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งครับ







