"สงกรานต์ไทย" ได้เวลาขายไปทั้งโลก
ถึงเวลาส่งออกทุนทางวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะสงกรานต์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ วอเตอร์ เฟสติวัล
โดย พริบพันดาว
สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติจากทั่วโลกไม่ให้มาร่วมงานรื่นเริงได้สงกรานต์ทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ อุดรธานี หาดใหญ่ และจังหวัดอื่นๆ ทั่วเมืองไทย
การเปิดแนวรบด้านวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการจูงใจให้เกิดการยอมรับ หรือ Soft Power ซึ่งเป็นการใชอํานาจผ่านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ค่านิยม และวัฒนธรรมมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน
แน่นอน อิทธิพลทางความคิดและวัฒนธรรมที่จัดเป็น Soft Power ได้หลายประการ เช่น การเป็นต้นแบบการพัฒนาความเป็นผู้นําในวัฒนธรรมสมัยนิยม (Pop Culture) ที่แพร่กระจายไปในประเทศต่างๆ อย่างวัฒนธรรมบันเทิงของอเมริกันที่เป็นกระแสหลักไปทั่วโลก ในเอเชียเอง ญี่ปุ่นได้สร้างกระแส J-Pop ครอบครองเอเชีย ก่อนที่จะแผ่วไปถูก K-Pop ของเกาหลีใต้เข้ามาแทนที่
ความหวังจากอาหารไทยและมวยไทยที่ฮิตไปทั่วโลก ไทยก็พยายามสร้างความหวังขึ้นมาว่า อาจจะมี T-Pop ในด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นกระแสในเอเชียและระดับโลกบ้าง หลายปีผ่านไป เราอยู่ตรงจุดไหน?
อุดช่องโหว่ ปิดช่องว่าง แก้ไขเปิดจุดอ่อน
ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) เป็นสิ่งที่สร้างรายได้มหาศาลแก่ประเทศ ทั้งในทางตรงและทางอ้อม อาทิ วัฒนธรรมอาหารการกินที่ปักธงไปในในทุกมุมโลก ดร.รัชนีกร แซ่วัง อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารงานวัฒนธรรม (MCT) วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายความว่า ในปัจจุบันยังถือว่า ทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนที่สำคัญของประเทศไทยในการแปรเปลี่ยนให้เป็นสินค้า ภายใต้ระบบการค้าเสรี และโลกาภิวัตน์ ซึ่งทำให้คนไทยต้องหันกลับมาศึกษาตัวเองมากขึ้น
“เรามีเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และจะนำเสนออย่างไรให้น่าสนใจ เพื่อการคงอยู่ของอัตลักษณ์นั้น ซึ่งประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า ทุนทางวัฒนธรรมเองไม่ต่างอะไรจากทุนประเภทอื่นๆ ที่ต้องมีการสั่งสม ถ่ายทอด พัฒนาและปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคม เพราะมิฉะนั้น ทุนนั้นจะหมดไปเช่นกัน อย่างเช่น เรามองว่านาฏศิลป์ไทยมีพื้นฐานทุนทางวัฒนธรรมอย่างมาก เนื่องจากรวมเอาแนวคิด ความเชื่อ ประเพณี ผ่านการแสดงออกตามแบบ “ไทย” แต่หากนาฏศิลป์ไทยขาดการพัฒนา ยังคงไว้ซึ่งขนบการแสดงแบบเดิม แนวโน้มการอยู่รอดจะยังมีอยู่มากน้อยเพียงใด”
ทุนทางวัฒนธรรมไทย ในหมวดหมู่ประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยอย่าง สงกรานต์ ลอยกระทง ในปัจจุบันก็ใช้เป็นจุดขายเรื่องการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่จะผลักดันให้เป็นอีเว้นต์ระดับอาเซียน และระดับโลกนั้น ดร.รัชนีกร มองว่า มีรายละเอียดที่สลับซับซ้อน
“นั่นหมายความว่าคงต้องมีจุดเด่นหรือมีดีในระดับหนึ่ง และคงทำได้ในระดับภูมิภาคเนื่องจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่ในระดับโลกคงต้องตั้งคำถามว่า ประเพณีดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในหมู่มวลมนุษยชาติหรือยัง เหมือนกับประเพณีวันคริสต์มาสหรือปีใหม่สากลที่ได้รับการยอมรับเกือบทั้งหมด หากพิจารณาว่ายังต้องมีแผนอย่างไรในการไปสู่จุดนั้น และมีคำถามต่อไปอีก หากจะทำตามแผนนั้น เพื่อจุดประสงค์ใด เพื่อการท่องเที่ยวหรือเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม แผนการจะต่างกันอีก”
สำหรับในส่วนของสินค้าในวัฒนธรรมบันเทิงไทยอย่าง หนัง เพลง ละคร ศิลปะ มีคุณภาพหรือเอกลักษณ์สามารถส่งออกสู่ตลาดนานาชาติเหมือนอาหารไทยและมวยไทย
“การส่งออกวัฒนธรรมบันเทิงเข้าสู่ตลาดนานาชาติคงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่น่าจะหมายถึง คุณภาพหรือเอกลักษณ์อย่างเดียว เพราะแม้กระทั่งอาหารไทยที่เราพยายามส่งเสริมให้ส่งออก คนไทยบางคนยังตั้งคำถามเลยว่า ตกลงแล้วอาหารไทยคืออะไร เพราะหากเทียบกับญี่ปุ่น เราจะตอบได้ทันทีคือ ข้าวปั้น อูด้ง ราเม็ง อิตาลี พิซซ่า จีน บะหมี่ ดังนั้น คำถามด้านเอกลักษณ์/อัตลักษณ์จึงเกิดขึ้นต่อวัฒนธรรมบันเทิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ทั้งนี้นโยบายของรัฐและการจัดการด้านวัฒนธรรมเองก็มีผลไม่น้อยในการส่งเสริม เผยแพร่ และการทำเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม”
ดร.รัชนีกร ได้ยกกรณีของสิงคโปร์จะนำสงกรานต์ไปจัดที่ประเทศเขาว่า สิงคโปร์อาจมีความสามารถในการจัดการอย่างเป็นระบบแต่ขาด “เรื่องราวทางวัฒนธรรม” ขาดการเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนในในท้องถิ่น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการนำทุนทางวัฒนธรรมมาแปรเปลี่ยนเป็นสินค้า
“งานสงกรานต์สิงคโปร์จะได้แต่รูปแบบ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ไทยควรนำมาเป็นประเด็นหลักในการวางแผนการจัดการวัฒนธรรม โดยการรวบรวมเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ธรรมเนียมปฏิบัติและค่านิยมเกี่ยวกับสงกรานต์ในไทย นำมาจัดทำในรูปแบบของการสื่อความหมาย (ภาพยนตร์/โฆษณา/งานอีเว้นท์ ) ซึ่งจะทำให้อัตลักษณ์งานสงกรานต์ในไทยเด่นชัดและมีความแตกต่างกันในบริบททางสังคม
“อีกทั้งควรเน้นย้ำและทำให้เห็นว่า การสาดน้ำเป็นเพียงการแสดงออกส่วนหนึ่งของประเพณีสงกรานต์ มิใช่ทั้งหมด ท้ายที่สุด การฟ้องร้องสิงคโปร์ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เนื่องจากประเพณีสงกรานต์ไม่ใช่ของไทย แต่เป็นประเพณีร่วมในภูมิภาคนี้ “
การส่งออกทุนทางวัฒนธรรมที่ประสบความสำเร็จของเกาหลีใต้ สามารถมาประยุกต์กับไทยได้อย่างไร ดร.รัชนีกร ชี้ถึงจุดอ่อนของไทยว่า ขาดแรงผลักดันด้านเชื้อชาติ
“ความต้องการวัฒนธรรมเกิดจากชนชั้นนำมากกว่าคนส่วนใหญ่ สืบเนื่องจากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าเกาหลีมีแรงกดดันดังกล่าว ทำให้คนในชาติร่วมใจและหวงแหนทุกอย่างที่ได้ชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมของตน ส่วนในไทยงานด้านวัฒนธรรมได้รับการมอบหมายมาจากชนชั้นนำ ย้อนไปตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ซึ่งทำให้ภาพ”วัฒนธรรมไทย” มักอยู่ในแบบวัฒนธรรมชั้นสูงมากกว่าจะเป็นวัฒนธรรมร่วมของทุกชนชั้น ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่รัฐและชนชั้นนำสร้างขึ้น จึงไม่สามารถตอบโจทย์คนในสังคมไทยส่วนใหญ่ อันส่งผลต่อความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมเช่นกัน
“นโยบายของรัฐแบบแยกส่วน เกาหลีใต้มีการวางแผนนโยบายด้านวัฒนธรรมผ่านรัฐสภาและพัฒนาเป็นแผนการดำเนินงานระยะสั้น ระยะยาว รวมถึงมีการสานต่อนโยบายมาทุกรัฐบาลทำให้งานด้านวัฒนธรรมมีความต่อเนื่องและประสานทุกหน่วยงาน เช่น นโยบายในการฉายภาพยนตร์หรือการ์ตูนต่างชาติ ทำให้คนเกาหลีมีแนวโน้มเปิดรับและชื่นชมวัฒนธรรมตัวเองมากขึ้น ในขณะที่ของไทย กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการวัฒนธรรม ทำให้การมองวัฒนธรรมเป็นเพียงมิติเดียว และในบางครั้งขาดการประสานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรวมถึงความไม่แน่นอนด้านการเมืองการปกครอง”
ประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยขายได้ทั้งโลก
อีกมุมมองที่น่าสนใจของลูกเรือสำราญ Princess Cruises ผู้เขียนหนังสือรวมเล่มเรื่องท่องเที่ยวและทำรายการทีวีเชิงท่องเที่ยว ‘โอม’ สมรัชนะ มูลสาย ได้เล่าประสบการณ์ที่เขาได้สัมผัสถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 90 ประเทศทั่วโลกในทุกทวีป ที่ชอบประเพณีและศิลปวัฒนธรรมไทย
“บ่อยครั้งที่เราได้สัมผัสและรู้ถึงความเป็นไทยสู่สายตาโลก ชาวต่างชาติแทบทุกคนหลงใหลในวัฒนธรรมไทยอันดีงาม อย่างเช่นการไหว้ รอยยิ้มพิมพ์ใจจากแลนด์ ออฟ สไมล์ ซึ่งตรงนี้โอมคิดว่า วัฒนธรรมของไทยล้ำค่า มีมนต์เสน่ห์มหาศาลเป็นจุดเด่นที่ชาวโลกรับรู้และอยากสัมผัสมากๆ ถึงมากที่สุด”
เขามองว่าประเพณีและศิลปวัฒนธรรมของไทยนั้น มีมูลค่าที่สามารถนำไปจัดอีเวนท์ในทุกมุมของโลกได้
“ถึงแม้ชาวต่างชาติหลายคนอาจจะยังไม่เคยเดินทางมาสัมผัสที่เมืองไทย แต่พวกเขาได้รับรู้ผ่านผู้คน สื่อ และอินเตอร์เน็ต เน็ตเวิร์คต่างๆ พวกเขาอยากจะเรียนรู้และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าถึง สัมผัสทุกประเพณีของไทย บ่อยครั้งที่เราจัดงานสงกรานต์ไทยบนเรือสำราญให้เพื่อนลูกเรือชาวต่างชาติมากกว่า 60 ประเทศได้สัมผัส”
เท่าที่สัมผัส โอม-สมรัชนะ มองว่า น่าเสียดายที่คนไทยกลับมองไม่เห็นคุณค่าของความเป็นไทย ตรงนี้หลายคนที่อยู่ในต่างแดนจะเข้าใจดี
“เพราะทำงานอยู่ต่างแดน 15 ปี เห็นด้วยเกินร้อยที่จะนำอีเวนท์ที่เกี่ยวกับประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยไปจัดที่มุมไหนก็ได้ทั่วโลก เพราะในเวทีนานาชาติ ทุกประเทศต่างนำเอาจุดเด่นของตัวเอง ผลิตสื่อบันเทิง ภาพยนตร์ มิวสิควิดีโอ หรือต่างๆ ปรับให้เข้ากับยุคสมัย และหลาย ๆ ชาติจะชื่นชมหากพวกเขาได้นำเอาประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามเข้ามามีบทบาทในการเสนอสื่อให้ชาวโลกอยู่แล้ว”
วิสัยทัศน์ในทุนทางวัฒนธรรมไทย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเอ็มโอ จำกัด (มหาชน) หรือ CMO ที่ทำธุรกิจอีเวนต์ครบวงจรทั่วอาเซียน ที่มีผลงานการจัดงานอีเว้นต์ให้แก่ภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก เสริมคุณ คุณาวงศ์ ชี้ชัดว่า เมืองไทยขาด “วิสัยทัศน์” ในเรื่องทุนทางวัฒนธรรม ทำให้ไม่มี “ระบบการจัดการ” ที่ดีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ถูกจุด
“อะไรคือ ทุนทางวัฒนธรรมของไทย ซึ่งต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ตรงกันเสียก่อนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงถ้าให้ทางเอ็นจีโอมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางด้วยก็ดี ซึ่งจะได้สนับสนุนซึ่งกันและกัน เมื่อวิสัยทัศน์ไม่ชัดเจน เรื่องระบบการบริหารจัดการที่จะส่งออกทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมจึงทำได้ไม่เต็มที่”
เสริมคุณ ก็ยกกรณีสงกรานต์ที่ทางสิงคโปร์จะจัดขึ้นมาเป็น “วอเตอร์ เฟสติวัล” เป็นการจัดงานที่เลียนแบบอีเว้นต์ ซึ่งบริษัทของเขาเคยจัดมาแล้วที่กรุงเทพฯ
“เราสามารถสร้างสงกรานต์ให้อยู่ในใจและความรู้สึกของคนทั่วโลก โดยเฉพาะประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมในการลดน้ำดำหัวผู้อาวุโส ก่อกองทราย ไหว้พระขอพร รวมถึงเอาใจคนร่วมสมัยคือการจัดวอเตอร์ เฟสติวัล สาดน้ำและมีคอนเสิร์ตให้กับวัยรุ่น ซึ่งจุดนี้เป็นหมุดหมายที่สำคัญ และมีความเป็นสากลที่สามารถจัดได้ทั่วโลก แต่ในเมืองหนาวคงยากที่จะจัดได้”
ทุนทางวัฒนธรรมของไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางในอาเซียน หากมียุทธศาสตร์ที่ดี เพราะมีรูปแบบและความหลากหลาย โดยเฉพาะในการเป็นผู้นำใน กลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม)
“ประเทศเหล่านี้นับถือศาสนาพุทธและมีวัฒนธรรมร่วมกัน ตลาดนี้กำลังเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ และสามารถสร้างอีเว้นต์ในระดับหลายพันล้านบาทในแต่ละปี นโยบายภาครัฐไม่สามารถออกมาเสริมให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนในธุรกิจส่วนนี้ได้เลย ต้องมีความร่วมมือกัน โดยเฉพาะการจัด “Thai Festival” ในต่างประเทศ”
การนำประเพณีศิลปวัฒนธรรมไปสู่ทั่วโลก เป็นหัวใจสำคัญที่ เสริมคุณ วางเป้าหมายไว้ และได้เตรียมความพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 โดยได้ตั้งเป้าหมายของรายได้ไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น
“เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง อยากให้มองทุนทางวัฒนธรรมไทยแบ่งเป็นส่วนๆ ทั้งเชิงอนุรักษ์ ดูแลรากเหง้าโบราณ และมีการส่งเสริมให้งอกเงยรู้เท่าทันโลก ส่งเสริมให้มีความร่วมสมัย และอย่าสิ้นศรัทธาที่จะนำประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยไปให้ชาวโลกได้ชื่นชม”
การส่งออกทุนทางวัฒนธรรมของไทย โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ยังมีจุดอ่อน ช่องโหว่ช่องว่าง ซึ่งทุกฝ่ายซึ่งเกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันอย่างหนักต่อไปในอนาคต...


