posttoday
อัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์

อัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์

09 เมษายน 2557

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

ปีนี้เป็นปีแรกที่โรงเรียนวนิษาของหนูดีทดลองทำ “ปฐมนิเทศออนไลน์” เพราะปกติแล้วเราจะมีการประชุมกันแบบเจอหน้าเจอตา แต่พอปิดเทอมแล้วทั้งเด็กและผู้ปกครองก็กระจัดกระจายหายกันไปตามต่างจังหวัดและต่างประเทศรวมตัวกันไม่ติดในที่สุด เพื่อให้ข้อมูลการเรียนปีหน้าถึงมือ หรือถึงตาของทุกๆ บ้าน เราจึงเลือกที่จะจัดการประชุมหน้ากล้องวิดีโอและอัพโหลดขึ้น YouTube เสียเลย ต้องขอบคุณเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้เราสามารถส่งสารถึงกันได้โดยตัวไม่ต้องมาเจอกันเสมอไป

คลิปปฐมนิเทศของเราสนุกสนานค่ะ มี 3 คลิป คือ มีหนูดีหนึ่งคลิป ครูอนุบาลหนึ่งคลิป ครูประถมหนึ่งคลิป ซึ่งหากใครอยากเข้าไปดูเป็นไอเดียในการเลี้ยงลูก หรือเป็นไอเดียในการจัดการเรียนการสอนในปีหน้า สามารถเข้าดูได้เลยค่ะ โดยเสิร์ชใน YouTube ด้วยคำว่า “ทำไมต้องแผนที่” ใน Account ของ VanessaSchool ค่ะ

คลิปนี้จะมีหนูดีมาเล่าถึงสไตล์การเรียนการสอนที่จะใช้แผนที่ประเภทต่างๆ มาพัฒนาอัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์ของเด็กๆ และผู้ใหญ่ เล่ากันยาว 18 นาทีเลยค่ะ เริ่มตั้งแต่แผนที่มีประโยชน์อย่างไรกับสมองของมนุษย์? ไปจนถึงเมืองที่แนะนำให้ลองพาเด็กๆ ไปเที่ยวกับครอบครัว และหนังสือแนะนำให้หามาอ่าน

โดยการสอนเรื่องการเข้าใจแผนที่ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่กำลังจะสูญพันธุ์ไปแล้วในยุค GPS และการใช้ Application นำทางประเภทต่างๆ นั้น ช่วยให้เราพัฒนาอัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์ได้

อัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์และการจินตภาพนั้น คือ การที่เราสามารถมองพื้นที่สามมิติรอบตัวและใช้สเปซอย่างฉลาดและเกิดประโยชน์สูงสุด หรือการหลับตาแล้วออกแบบสิ่งต่างๆ ที่เป็นสามมิติในสมองของเราได้ ซึ่งเป็นทักษะสมองที่สำคัญมากสำหรับมนุษย์ทุกคน

ปัญหาก็คือ โรงเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ค่อยให้เด็กได้สัมผัส “ของจริง” เวลาเรียนคณิตก็ให้ทำสูตรในกระดาษ เรียนฟิสิกส์ก็ใช้การท่องจำในห้อง เพื่อให้ทันเวลาที่จะไปสอบ ผลก็คือเด็กคิดแบบเห็นภาพสามมิติในหัวไม่เป็น เพราะไม่ได้สัมผัสของจริงที่เป็นสามมิติมาก่อน

หนูดีจึงเน้นย้ำมากว่า เด็กๆ ต้องได้สัมผัสของจริง ทดลองเรียนผ่านการเล่น ออกแบบ จับต้อง เพราะจะทำให้เขาได้เก็บภาพ “ของจริง” ไว้ในหัว จนตอนหลังพอต้องสอบก็คิดได้เป็นรูปเป็นร่าง จนทำคะแนนได้ดีด้วยความเข้าใจไม่ใช่ท่องจำ

หนูดีเองนอกจากเป็นเจ้าของโรงเรียนแล้ว ยังใช้ความรู้ที่เรียนมาด้านการจัดหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมอง มาออกแบบหลักสูตรใหม่ๆ ให้กับเด็กๆ ทุกปี เพื่อคู่ขนานไปกับหลักสูตรของกระทรวงที่ต้องเรียนเพื่อเตรียมตัวไปสอบด้วย เรียกว่า เด็กๆ ต้องทั้งฉลาดและมีความสุขไปพร้อมๆ กัน คือ สอบได้คะแนนดีด้วยและไม่ใช่เด็กที่เรียนไปแบบไร้เป้าหมาย แบบนี้จึงจะเป็นชีวิตวัยเด็กที่น่าจดจำ

ถ้าถามว่าอะไรที่หนูดีแล้วมีความสุขที่สุด ต้องตอบว่าการเป็นคนออกแบบหลักสูตรสำหรับเด็กๆ นี่ละค่ะสุขที่สุด เพราะแม้จะชอบเป็นนักเขียน จัดรายการวิทยุ เป็นพิธีกร แต่ว่าเวลาได้คิดนู่น คิดนี่ สร้างสรรค์ต่อยอดไปเรื่อยๆ ว่า ลูกๆ ของเราจะได้ทำอะไรบ้าง เพื่อพัฒนาสมองของเขาในภาคการเรียนนี้ ...นี่ล่ะคะที่สุดแสนจะมีความสุขเลย เพราะรู้ว่าสิ่งที่เราเตรียมไว้ จะทำให้สมองของเด็กมีโครงสร้างการคิดที่เป็นระบบจริงๆ สำหรับชีวิตผู้ใหญ่ต่อไปในอนาคต ที่เขาต้องใช้โดยไม่มีเราตามไปกำกับควบคุม

ปีนี้ เราจะเรียนรู้ “โปรเจกต์แผนที่” กันค่ะ

เหตุผลที่เลือก “แผนที่” เพราะหนูดีมองว่า

พัฒนาอัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์และการจินตภาพ

เราสามารถทำแผนที่ของทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นเด็กจึงจะเรียนได้ทุกๆ เรื่องที่เขาสนใจ โดยไม่ต้องทำตามๆ กันทุกคน

เราสามารถเรียนรู้แผนที่ทั้งของอดีตของปัจจุบันและของอนาคตได้

เราเรียนแผนที่ของการคมนาคมก็ได้ แผนที่ของเมืองก็ได้ หรือแม้กระทั่งแผนที่ของสัตว์ ของการอพยพ

เราจะเริ่มปีกันด้วยการเรียนรู้ “แผนที่โลกโบราณ” ในลักษณะ “เหลียวหลังแลหน้า” คือ เทอมแรกจะได้เรียนรู้ว่าคนในโลกโบราณใช้แผนที่อย่างไร ใช้การดูดาวเหนือ ใช้กระแสน้ำ กระแสลม ในการบอกทิศทาง เรียนรู้เส้นทางเดินเรือ เพราะเมื่อก่อนสยามได้รับสมญานามว่า “เวนิสตะวันออก” เรือด่วนเจ้าพระยา รวมถึงเส้นทางเกวียน แผนที่รถไฟไทย เส้นทางการอพยพของชนเผ่าต่างๆ ในไทย

พอถึงเทอมสอง เด็กๆ จะได้ก้าวมายืนที่ปัจจุบันและเรียนรู้ “แผนที่โลกอนาคต” โดยเราจะเปิดโลกของเด็กๆ สู่โลกของแผนที่รถไฟฟ้า แผนที่รถไฟความเร็วสูง แผนที่เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่ออกไปจับปลาทูน่า แผนที่เมืองจักรยาน เช่น เมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ได้รับสมญานามว่า “เมืองหลวงจักรยานโลก” และปิดท้ายด้วยรถพลังแม่เหล็ก หรือ Maglev Train ที่ย่นระยะเวลาการเดินทางจากสนามบินเซี่ยงไฮ้สู่ใจกลางเมือง จากการเดินรถ 1.5 ชั่วโมง เหลือเพียง 7.5 นาที

นอกจากนี้แล้ว เรายังวางแผนอยากให้เด็กๆ เห็น “แผนที่ดอกไม้ที่แอบซ่อนอยู่ในกรุงเทพฯ” ผ่านหนังสือ Floral Journey Bangkok ของ สกุล อินทกุล เจ้าของพิพิธภัณฑ์ดอกไม้แห่งแรกของโลก และยังอยากพาเด็กๆ ไปติดตามค้นหา “กรุงเทพฯ ในอดีต” ที่ยังคงมีแผนที่เมืองกรุงเทพฯ โบราณที่ทับซ้อนอยู่ในปัจจุบัน ผ่านหนังสือของคุณปราณี กล่ำส้ม

ทั้งหมดนี้ หลายคนคงสงสัย เด็กๆ เรียนได้อย่างไร ใช้เวลาไหนไปเรียน และยังเรียนหลักสูตรปกติอยู่ไหม คำตอบคือ เรียนค่ะ นี่คือโปรเจกต์ซึ่งเป็นเหมือนร่มใหญ่ ที่ให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ทั้งปี คู่ขนานไปกับบทเรียนปกติในวิชาต่างๆ

โปรเจกต์มีไว้ให้เด็กๆ ฝึกนิสัยชอบสืบค้น เจาะลึก ทำความเข้าใจในเรื่องใหม่ๆ และนำเสนอได้อย่างมั่นใจต่อฝูงชน

หนูดีพบว่า นี่คือการเรียนรู้ที่เหมาะกับสมองมนุษย์ที่สุดแบบหนึ่ง และบางคนอาจยังสงสัยว่า เด็กที่เรียนแบบนี้มีความสุขไปไหม แล้วจะสอบได้คะแนนดีหรือ คำตอบอยู่ในคะแนนสอบของเด็กๆ ค่ะ เด็กรุ่นแล้วรุ่นเล่า สอบเข้าได้ตำแหน่งเลขตัวเดียว และสอบโอเน็ตได้เหรียญทองระดับเพชรของจังหวัด ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุด โดยเด็กไม่เคยกลัวหรือรังเกียจห้องสอบ ไม่เคยเกลียดโรงเรียนหรือเกลียดครู มีแต่ร่ำร้องจะมาโรงเรียนแม้จะป่วย

นี่คือความลับในการสอนเด็ก ที่หนูดีค้นพบและอยากแชร์เอาหลักสูตรมาเขียนแบบนี้ มีคลิปให้ดูด้วย ใครอยากแชร์ไปใช้ ได้เลยนะคะ เด็กไทยของเราจะได้ฉลาดไม่แพ้ชาติไหนๆ ค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์