
ลายแทงแห่งความสำเร็จ (1)
อะไรคือความแตกต่างระหว่างคนที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จและคนที่ทำอะไรก็พบแต่ความล้มเหลว คำถามนี้
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
อะไรคือความแตกต่างระหว่างคนที่ทำอะไรก็ประสบความสำเร็จและคนที่ทำอะไรก็พบแต่ความล้มเหลว คำถามนี้
หากเราไปถามหมอดู ท่านก็คงตอบว่าเป็นเพราะ “พื้นฐานดวง” ของคนเรามันต่างกัน คนที่ทำอะไรก็สำเร็จ เป็นเพราะ “ดวงดี” คนที่ล้มเหลวก็เพราะ “ดวงไม่ดี”
หากไปถามพระบางรูป ท่านก็อาจตอบว่า เป็นเพราะ “คนเราทำบุญมาไม่เหมือนกัน” คนที่ทำบุญไว้ดี จับทำอะไรก็สำเร็จ คนที่ทำบุญมาน้อย ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
ครั้นไปถามซินแสท่านก็อาจจะตอบว่า เป็นเพราะ “ฮวงจุ้ย” คือ ทำเลที่ประกอบกิจการนั้นเป็นปัจจัยสำคัญ ใครทำธุรกิจในย่านที่มีฮวงจุ้ยดี ก็สำเร็จง่าย ใครอยู่ในจุดที่ฮวงจุ้ยไม่ดี ก็สำเร็จยาก
แต่หากไปถามสุดยอดนักวิทยาศาสตร์ระดับตำนานอย่างโธมัส อัลวา เอดิสัน ท่านก็อาจตอบว่า เป็นเพราะ “คุณยังพยายามน้อยเกินไป” (ท่านเป็นเจ้าของคำพูดที่ว่า “อัจฉริยภาพเป็นผลมาจากความวิริยอุตสาหะ 99% พรสวรรค์มีส่วนเพียง 1%)
แต่หากเรานำคำถามนี้ไปทูลถามพระพุทธองค์ผู้ทรงถึงพร้อมด้วยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ พระองค์ก็คงจะตอบว่า เหตุผลที่คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จ ก็เพราะเขาดำเนินตาม “อิทธิบาท” (มรรควิธีสู่ความสำเร็จ) 4 ประการ
ส่วนคนที่ล้มเหลวก็เพราะเขายังไม่รู้จักอิทธิบาทดีพอ หรือบางทีอาจจะรู้จัก แต่ไม่เคยนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็เลยได้แต่นั่งมองหรือได้แต่ชื่นชมความสำเร็จของคนอื่น
“อิทธิบาท” แปลว่า “มรรคาสู่ความสำเร็จ” หรือ “วิถีสู่ความสำเร็จ”
ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม หากดำเนินตามหลักอิทธิบาทอย่างครบถ้วนแล้ว ย่อมประสบความสำเร็จอย่างที่ปรารถนาทั้งสิ้น
บุคคลที่ประสบความสำเร็จในระดับตำนานของโลกอย่างวงดนตรีเดอะ บีเทิลส์ อัจฉริยะแห่งวงการไอทีอย่าง บิล เกตส์ และสตีฟ จ็อบส์ หรือนักธุรกิจผู้สร้างตัวด้วยกาแฟสตาร์บัคส์ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลกกว่า 1.7 หมื่นสาขาอย่าง โฮเวิร์ด ชูลทส์ หรือแม้กระทั่งอดีตนักแสดงชื่อดังอย่าง บรู๊ซ ลี อดีตนักร้องอัจฉริยะอย่างไมเคิล แจ็กสัน บุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ประสบความสำเร็จ เพราะปฏิบัติตามหลักอิทธิบาท ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมทั้งสิ้น
อิทธิบาทมี 4 ประการ เราจึงเรียกกันสั้นๆ ว่า “อิทธิบาท 4”
1.มีใจรัก หรือรักในสิ่งที่ทำ (Passion)
2.พากเพียรทำ (Effort)
3.จดจำจ่อจิต (Focus)
4. วินิจวิจัย (Think Different)
พระพุทธเจ้า คือ บุคคลต้นแบบที่ทรงถึงพร้อมด้วยอิทธิบาท 4 ประการ
จากพุทธประวัติเราจะพบว่าพระองค์ทรงมีใจใฝ่รักในโพธิญาณ ปรารถนาแต่จะค้นหาหนทางแห่งการดับทุกข์ เพื่อยุติวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอันเต็มไปด้วยความทุกข์ไม่รู้จบสิ้น แรงปรารถนานี้เข้มข้นรุนแรงถึงขนาดที่ทำให้พระองค์ต้องทรงหนีออกมาจากพระราชวังอันอุดมไปด้วยความมั่งคั่งพรั่งพร้อมด้วยโลกิยสมบัติทั้งปวง (=ฉันทะ/ธรรมฉันทะ/มีใจรัก)
ทรงพากเพียรพยายามลองผิดลองถูกศึกษาค้นคว้าอยู่ไม่น้อยกว่า 6 ปี ทรงผิดหวัง ทรงท้อแท้ ทรงลำบากตรากตรำอย่างหนักหนาสาหัสตลอดเส้นทางของการเพียรฝึกหัดปฏิบัติตน ด้วยตนเองหรือด้วยการเรียนรู้จากครูบาอาจารย์คนอื่นในยุคนั้น แต่ไม่ว่าจะลำบากตรากตรำเพียงไรก็ไม่เคยล้มเลิก ยังคงเพียรพยายามต่อไปให้ถึงที่สุด
วันหนึ่งเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว ทรงแนะนำเหล่าพุทธสาวกว่า ที่พระองค์ทรงบรรลุถึงสัมมาสัมโพธิญาณได้นั้น ก็เพราะคุณธรรมสองประการ คือ
(1) การไม่อิ่ม ไม่พอในคุณงามความดี หมายความว่า มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้ลุถึงความดีงามสูงสุดให้ได้ ถ้าไม่ถึงที่สุดก็จะไม่หยุดกลางคัน ลักษณะของธรรมข้อนี้คงจะคล้ายกับคนสมบูรณ์แบบนิยม หรือ Perfectionist ที่เมื่อได้ลงมือทำอะไรก็ตาม ก็ต้องมุ่งมั่นไปให้ถึงจุดที่ดีที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุดให้ได้
(2) ไม่ระย่อท้อถอย ไม่หันหลังกลับ เหมือนคนเดินขึ้นเขา หากไม่ลุถึงตาน้ำก็จะไม่หยุดเดินไม่หยุดการค้นหา หากไม่สมหวังดังประสงค์ก็ยินดีตายเสียดีกว่า ดังที่พระองค์ทรงตั้งมหาปณิธานก่อนจะตรัสรู้เอาไว้ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย เรามีความเพียรไม่ถอยกลับ เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยมนสิการ (ใส่ใจ) ว่า ‘เลือดเนื้อในกายของเราทั้งหมดจะเหือดแห้งไปก็ช่างเถิด เหลือแต่หนัง เอ็น และกระดูกก็ตามที หากเรายังไม่ได้บรรลุผลที่มุ่งหมายไว้ด้วยเรี่ยวแรงกำลังและความบากบั่นของลูกผู้ชาย จะหยุดความเพียรเสียเป็นไม่มี’...” (=วิริยะ/พากเพียรทำ)
ระหว่างที่ทรงมุ่งมั่นเพียรพยายามหาหนทางเพื่อที่จะบรรลุถึงสัมมาสัมโพธิญาณนั้น แม้จะมีหลายครั้งที่ทรงท้อพระทัย หรือมีหลายหนที่ทรงได้รับข้อเสนอให้เบี่ยงเบนไปสู่เส้นทางสายอื่น (เช่น คณาจารย์สองท่านเสนอให้เป็นอาจารย์ร่วมสำนัก พระเจ้าพิมพิสารเสนอให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง) แต่ถึงกระนั้นก็ไม่เคยมีสักครั้งหนึ่งที่จะทรงล้มเลิกความตั้งพระทัยนั้น ไม่ทรงหันเหไปในทิศทางอื่นจากที่เคยตั้งพระทัยเอาไว้ ทรงมุ่งมั่นไปในทิศทางเดียวที่ทรงหมายตาหมายใจเอาไว้เท่านั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ทรงเกาะติดที่เป้าหมาย ไม่ทรงเสียเวลากับสิ่งเร้า สิ่งล่อสองข้างทางแม้แต่น้อย
ในคืนสุดท้ายก่อนจะตรัสรู้ พระองค์ถึงกับทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า หากประทับนั่งลงไปบนอาสนะแล้วไม่บรรลุถึงสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะขอวางชีวิตลงเป็นเดิมพัน กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า หากทำการไม่สำเร็จก็ยินดีตายเสียดีกว่า (=จิตตะ/จดจำจ่อจิต/อุทิศตน)







