posttoday
ตรวจชีพจร ‘TPop’ ส่งออกในกระแสสงกรานต์ สิงคโปร์ 2014

ตรวจชีพจร ‘TPop’ ส่งออกในกระแสสงกรานต์ สิงคโปร์ 2014

25 มีนาคม 2557

สืบเนื่องจาก “สงกรานต์ สิงคโปร์ 2014” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 เม.ย.นี้ กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์

โดย...พริบพันดาว โรดริเกวซ

สืบเนื่องจาก “สงกรานต์ สิงคโปร์ 2014” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 เม.ย.นี้ กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ทำให้คนไทยผู้รักประเพณีวัฒนธรรมไทยออกมาต่อต้านและฟูมฟายกันขนานใหญ่ กลัวประเพณีไทยจะเสื่อมเสีย หลายเสียงก็บอกว่า สิงคโปร์อาศัยช่วงจังหวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่สงบ ใช้จังหวะนี้สร้างอีเวนต์สงกรานต์ในแบบ “วอเตอร์ เฟสติวัล” ตรึงนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ไม่ให้มาร่วมงานสงกรานต์ทั้งในกรุงเทพฯ และหาดใหญ่ รวมถึงดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไม่มั่นใจในสถานการณ์ของเมืองไทย

แต่นั่นคือปลายเหตุของปัญหา รัฐบาลไทยก็พยายามให้ความสำคัญกับ การเปิดแนวรบด้านวัฒนธรรมอันเนื่องมาจากแนวคิดเกี่ยวกับการใช้ศิลปวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการจูงใจให้เกิดการยอมรับ หรือ Soft Power ซึ่งเป็นการใช้อํานาจผ่านความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ค่านิยม และวัฒนธรรม มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไปไม่ถึงไหน

แน่นอน อิทธิพลทางความคิดและวัฒนธรรมที่จัดเป็น Soft Power ได้หลายประการ เช่น การเป็นต้นแบบการพัฒนาความเป็นผู้นําในวัฒนธรรมสมัยนิยม (Pop Culture) ที่แพร่กระจายไปในประเทศต่างๆ อย่างวัฒนธรรมบันเทิงของอเมริกันที่เป็นกระแสหลักไปทั่วโลก ในเอเชียเอง ญี่ปุ่นได้สร้างกระแส JPop ครอบครองเอเชียก่อนที่จะแผ่วไปถูก KPop ของเกาหลีใต้เข้ามาแทนที่

ความหวังจากอาหารไทยและมวยไทยที่ฮิตไปทั่วโลก ไทยก็พยายามสร้างความหวังขึ้นมาว่าอาจจะมี TPop เป็นกระแสในเอเชียและระดับโลกบ้าง หลายปีผ่านไป เราอยู่ตรงจุดไหน?

ตรวจชีพจร ‘TPop’ ส่งออกในกระแสสงกรานต์ สิงคโปร์ 2014

 

อุดช่องโหว่ ปิดช่องว่าง แก้ไขเปิดจุดอ่อน

ทุนทางวัฒนธรรม (Cultural Capital) เป็นสิ่งที่สร้างรายได้มหาศาลแก่ประเทศ ทั้งในทางตรงและทางอ้อม อาทิ วัฒนธรรมอาหารการกินที่ปักธงไปในทุกมุมโลก ดร.รัชนีกร แซ่วัง อาจารย์ประจำหลักสูตรบริหารงานวัฒนธรรม (MCT) วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยายความว่า ในปัจจุบันยังถือว่าทุนทางวัฒนธรรมเป็นทุนที่สำคัญของประเทศไทยในการแปรเปลี่ยนให้เป็นสินค้า ภายใต้ระบบการค้าเสรีและโลกาภิวัตน์ ซึ่งทำให้คนไทยต้องหันกลับมาศึกษาตัวเองมากขึ้น

“เรามีเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมอย่างไร และจะนำเสนออย่างไรให้น่าสนใจ เพื่อการคงอยู่ของอัตลักษณ์นั้น ซึ่งประเด็นนี้ทำให้เห็นว่าทุนทางวัฒนธรรมเองไม่ต่างอะไรจากทุนประเภทอื่นๆ ที่ต้องมีการสั่งสม ถ่ายทอด พัฒนาและปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคม เพราะมิฉะนั้นทุนนั้นจะหมดไปเช่นกัน อย่างเช่น เรามองว่านาฏศิลป์ไทยมีพื้นฐานทุนทางวัฒนธรรมอย่างมาก เนื่องจากรวมเอาแนวคิด ความเชื่อ ประเพณี ผ่านการแสดงออกตามแบบ ‘ไทย’ แต่หากนาฏศิลป์ไทยขาดการพัฒนา ยังคงไว้ซึ่งขนบการแสดงแบบเดิม แนวโน้มการอยู่รอดจะยังมีอยู่มากน้อยเพียงใด”

ทุนทางวัฒนธรรมไทยในหมวดหมู่ประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยอย่าง สงกรานต์ ลอยกระทง ในปัจจุบันก็ใช้เป็นจุดขายเรื่องการท่องเที่ยวอยู่แล้ว แต่จะผลักดันให้เป็นอีเวนต์ระดับอาเซียนและระดับโลกนั้น ดร.รัชนีกร มองว่า มีรายละเอียดที่สลับซับซ้อน

“นั่นหมายความว่าคงต้องมีจุดเด่นหรือมีดีในระดับหนึ่ง และคงทำได้ในระดับภูมิภาค เนื่องจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่ในระดับโลกคงต้องตั้งคำถามว่าประเพณีดังกล่าวเป็นที่ยอมรับในหมู่มวลมนุษยชาติหรือยัง เหมือนกับประเพณีวันคริสต์มาสหรือปีใหม่สากลที่ได้รับการยอมรับเกือบทั้งหมด หากพิจารณาว่ายังต้องมีแผนอย่างไรในการไปสู่จุดนั้น และมีคำถามต่อไปอีก หากจะทำตามแผนนั้น เพื่อจุดประสงค์ใด เพื่อการท่องเที่ยวหรือเพื่อให้ทุกคนปฏิบัติตาม แผนการจะต่างกันอีก”

ตรวจชีพจร ‘TPop’ ส่งออกในกระแสสงกรานต์ สิงคโปร์ 2014

 

สำหรับในส่วนของสินค้าในวัฒนธรรมบันเทิงไทยอย่างหนัง เพลง ละคร ศิลปะ มีคุณภาพหรือเอกลักษณ์สามารถส่งออกสู่ตลาดนานาชาติเหมือนอาหารไทยและมวยไทย

“การส่งออกวัฒนธรรมบันเทิงเข้าสู่ตลาดนานาชาติคงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่น่าจะหมายถึงคุณภาพหรือเอกลักษณ์อย่างเดียว เพราะแม้กระทั่งอาหารไทยที่เราพยายามส่งเสริมให้ส่งออก คนไทยบางคนยังตั้งคำถามเลยว่า ตกลงแล้วอาหารไทยคืออะไร เพราะหากเทียบกับญี่ปุ่น เราจะตอบได้ทันทีคือ ข้าวปั้น อูด้ง ราเม็ง อิตาลี พิซซ่า จีน บะหมี่ ดังนั้นคำถามด้านเอกลักษณ์/อัตลักษณ์จึงเกิดขึ้นต่อวัฒนธรรมบันเทิงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน ทั้งนี้นโยบายของรัฐและการจัดการด้านวัฒนธรรมเองก็มีผลไม่น้อยในการส่งเสริม เผยแพร่ และการทำเป็นสินค้าทางวัฒนธรรม”

ดร.รัชนีกร ได้ยกกรณีของสิงคโปร์จะนำสงกรานต์ไปจัดที่ประเทศเขา ว่า สิงคโปร์อาจมีความสามารถในการจัดการอย่างเป็นระบบ แต่ขาด “เรื่องราวทางวัฒนธรรม” ขาดการเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการนำทุนทางวัฒนธรรมมาแปรเปลี่ยนเป็นสินค้า

“งานสงกรานต์สิงคโปร์จะได้แต่รูปแบบ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดที่ไทยควรนำมาเป็นประเด็นหลักในการวางแผนการจัดการวัฒนธรรม โดยการรวบรวมเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ธรรมเนียมปฏิบัติและค่านิยมเกี่ยวกับสงกรานต์ในไทย นำมาจัดทำในรูปแบบของการสื่อความหมาย (ภาพยนตร์/โฆษณา/งานอีเวนต์) ซึ่งจะทำให้อัตลักษณ์งานสงกรานต์ในไทยเด่นชัดและมีความแตกต่างกันในบริบททางสังคม”

“อีกทั้งควรเน้นย้ำและทำให้เห็นว่าการสาดน้ำเป็นเพียงการแสดงออกส่วนหนึ่งของประเพณีสงกรานต์ มิใช่ทั้งหมด ท้ายที่สุดการฟ้องร้องสิงคโปร์ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เนื่องจากประเพณีสงกรานต์ไม่ใช่ของไทย แต่เป็นประเพณีร่วมในภูมิภาคนี้”

การส่งออกทุนทางวัฒนธรรมที่ประสบความสำเร็จของเกาหลีใต้ สามารถมาประยุกต์กับไทยได้อย่างไร ดร.รัชนีกร ชี้ถึงจุดอ่อนของไทยว่า ขาดแรงผลักดันด้านเชื้อชาติ

“ความต้องการวัฒนธรรมเกิดจากชนชั้นนำมากกว่าคนส่วนใหญ่ สืบเนื่องจากภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่าเกาหลีมีแรงกดดันดังกล่าว ทำให้คนในชาติร่วมใจและหวงแหนทุกอย่างที่ได้ชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมของตน ส่วนในไทยงานด้านวัฒนธรรมได้รับการมอบหมายมาจากชนชั้นนำ ย้อนไปตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ซึ่งทำให้ภาพ ‘วัฒนธรรมไทย’ มักอยู่ในแบบวัฒนธรรมชั้นสูงมากกว่าจะเป็นวัฒนธรรมร่วมของทุกชนชั้น ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่รัฐและชนชั้นนำสร้างขึ้น จึงไม่สามารถตอบโจทย์คนในสังคมไทยส่วนใหญ่ อันส่งผลต่อความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมเช่นกัน”

“นโยบายของรัฐแบบแยกส่วน เกาหลีใต้มีการวางแผนนโยบายด้านวัฒนธรรมผ่านรัฐสภาและพัฒนาเป็นแผนการดำเนินงานระยะสั้น ระยะยาว รวมถึงมีการสานต่อนโยบายมาทุกรัฐบาล ทำให้งานด้านวัฒนธรรมมีความต่อเนื่องและประสานทุกหน่วยงาน เช่น นโยบายในการฉายภาพยนตร์หรือการ์ตูนต่างชาติ ทำให้คนเกาหลีมีแนวโน้มเปิดรับและชื่นชมวัฒนธรรมตัวเองมากขึ้น ในขณะที่ของไทย กระทรวงวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานหลักในการจัดการวัฒนธรรม ทำให้การมองวัฒนธรรมเป็นเพียงมิติเดียว และในบางครั้งขาดการประสานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องรวมถึงความไม่แน่นอนด้านการเมือง การปกครอง”

ตรวจชีพจร ‘TPop’ ส่งออกในกระแสสงกรานต์ สิงคโปร์ 2014

 

ศิลปวัฒนธรรมไทยขายได้ทั้งโลก

อีกมุมมองที่น่าสนใจของลูกเรือสำราญ Princess Cruises ผู้เขียนหนังสือรวมเล่มเรื่องท่องเที่ยวและทำรายการทีวีเชิงท่องเที่ยว “โอม” สมรัชนะ มูลสาย ได้เล่าประสบการณ์ที่เขาได้สัมผัสถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติมากกว่า 90 ประเทศทั่วโลกในทุกทวีปที่ชอบประเพณีและศิลปวัฒนธรรมไทย

“บ่อยครั้งที่เราได้สัมผัสและรู้ถึงความเป็นไทยสู่สายตาโลก ชาวต่างชาติแทบทุกคนหลงใหลในวัฒนธรรมไทยอันดีงาม อย่างเช่นการไหว้ รอยยิ้มพิมพ์ใจจากแลนด์ ออฟ สไมล์ ซึ่งตรงนี้โอมคิดว่าวัฒนธรรมของไทยล้ำค่า มีมนต์เสน่ห์มหาศาล เป็นจุดเด่นที่ชาวโลกรับรู้และอยากสัมผัสมากๆ ถึงมากที่สุด”

เขามองว่าประเพณีและศิลปวัฒนธรรมของไทยนั้น มีมูลค่าที่สามารถนำไปจัดอีเวนต์ในทุกมุมของโลกได้

“ถึงแม้ชาวต่างชาติหลายคนอาจจะยังไม่เคยเดินทางมาสัมผัสที่เมืองไทย แต่พวกเขาได้รับรู้ผ่านผู้คน สื่อ และอินเทอร์เน็ต เน็ตเวิร์กต่างๆ พวกเขาอยากจะเรียนรู้และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าถึง สัมผัสทุกประเพณีของไทย บ่อยครั้งที่เราจัดงานสงกรานต์ไทยบนเรือสำราญให้เพื่อนลูกเรือชาวต่างชาติมากกว่า 60 ประเทศได้สัมผัส”

เท่าที่สัมผัส โอม สมรัชนะ มองว่า น่าเสียดายที่คนไทยกลับมองไม่เห็นคุณค่าของความเป็นไทย ตรงนี้หลายคนที่อยู่ในต่างแดนจะเข้าใจดี

“เพราะทำงานอยู่ต่างแดน 15 ปี เห็นด้วยเกินร้อยที่จะนำอีเวนต์ที่เกี่ยวกับประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยไปจัดที่มุมไหนก็ได้ทั่วโลก เพราะในเวทีนานาชาติ ทุกประเทศต่างนำเอาจุดเด่นของตัวเอง ผลิตสื่อบันเทิง ภาพยนตร์ มิวสิกวิดีโอ หรือต่างๆ ปรับให้เข้ากับยุคสมัย และหลายๆ ชาติจะชื่นชมหากพวกเขาได้นำเอาประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามเข้ามามีบทบาทในการเสนอสื่อให้ชาวโลกอยู่แล้ว”

ตรวจชีพจร ‘TPop’ ส่งออกในกระแสสงกรานต์ สิงคโปร์ 2014

วิสัยทัศน์ในทุนทางวัฒนธรรมไทย

       ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีเอ็มโอ หรือCMOที่ทำธุรกิจอีเวนต์ครบวงจรทั่วอาเซียน ซึ่งมีผลงานการจัดงานอีเวนต์ให้แก่ภาครัฐและเอกชนจำนวนมากเสริมคุณ คุณาวงศ์ชี้ชัดว่า เมืองไทยขาด“วิสัยทัศน์”ในเรื่องทุนทางวัฒนธรรม ทำให้ไม่มี“ระบบการจัดการ”ที่ดีเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ถูกจุด

“อะไรคือทุนทางวัฒนธรรมของไทย ซึ่งต้องทำความเข้าใจตรงนี้ให้ตรงกันเสียก่อนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงถ้าให้ทางเอ็นจีโอมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางด้วยก็ดี ซึ่งจะได้สนับสนุนซึ่งกันและกัน เมื่อวิสัยทัศน์ไม่ชัดเจน เรื่องระบบการบริหารจัดการที่จะส่งออกทุนทางวัฒนธรรมของไทยให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมจึงทำได้ไม่เต็มที่”

เสริมคุณ ก็ยกกรณีสงกรานต์ที่ทางสิงคโปร์จะจัดขึ้นมาเป็น“วอเตอร์ เฟสติวัล”เป็นการจัดงานที่เลียนแบบอีเวนต์ ซึ่งบริษัทของเขาเคยจัดมาแล้วที่กรุงเทพฯ

“เราสามารถสร้างสงกรานต์ให้อยู่ในใจและความรู้สึกของคนทั่วโลก โดยเฉพาะประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิมในการลดน้ำดำหัวผู้อาวุโส ก่อกองทราย ไหว้พระขอพร รวมถึงเอาใจคนร่วมสมัยคือการจัดวอเตอร์ เฟสติวัล สาดน้ำและมีคอนเสิร์ตให้กับวัยรุ่น ซึ่งจุดนี้เป็นหมุดหมายที่สำคัญและมีความเป็นสากลที่สามารถจัดได้ทั่วโลก แต่ในเมืองหนาวคงยากที่จะจัดได้”

ทุนทางวัฒนธรรมของไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางในอาเซียน หากมียุทธศาสตร์ที่ดี เพราะมีรูปแบบและความหลากหลาย โดยเฉพาะในการเป็นผู้นำในกลุ่มCLMV(กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม)

“ประเทศเหล่านี้นับถือศาสนาพุทธและมีวัฒนธรรมร่วมกัน ตลาดนี้กำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถสร้างอีเวนต์ในระดับหลายพันล้านบาทในแต่ละปี นโยบายภาครัฐไม่สามารถออกมาเสริมให้ภาคเอกชนขับเคลื่อนในธุรกิจส่วนนี้ได้เลย ต้องมีความร่วมมือกัน โดยเฉพาะการจัด‘Thai Festival’ในต่างประเทศ”

นำประเพณีศิลปวัฒนธรรมไปสู่ทั่วโลก เป็นหัวใจสำคัญที่ เสริมคุณ วางเป้าหมายไว้ และได้เตรียมความพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือAECในปี 2558 โดยได้ตั้งเป้าหมายของรายได้ไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น

“เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง อยากให้มองทุนทางวัฒนธรรมไทยแบ่งเป็นส่วนๆ ทั้งเชิงอนุรักษ์ ดูแลรากเหง้าโบราณ และมีการส่งเสริมให้งอกเงยรู้เท่าทันโลก ส่งเสริมให้มีความร่วมสมัย และอย่าสิ้นศรัทธาที่จะนำประเพณีศิลปวัฒนธรรมไทยไปให้ชาวโลกได้ชื่นชม”

ทั้งหมดเป็นแค่ส่วนหนึ่งในการต่อยอดกระแสต่อต้านและโต้เถียงในประเด็น สงกรานต์ สิงคโปร์ 2014 ซึ่งน่าจะเป็นผลดีที่จะพลิกมุมมองมาสู่การส่งออกทุนทางวัฒนธรรมของไทยว่ามีจุดอ่อน ช่องโหว่ ช่องว่าง ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันอย่างหนักต่อไปในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน