posttoday

ชมจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี

23 มีนาคม 2557

เห็นข่าวคราวเมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เรื่องที่ว่า กรมศิลปากร พบจิตรกรรมฝาผนังศิลปะอยุธยาอายุกว่า 200 ปี

โดย...มิยา ชินด์เลอร์ / ภาพ มิยา ชินด์เลอร์

เห็นข่าวคราวเมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เรื่องที่ว่า กรมศิลปากร พบจิตรกรรมฝาผนังศิลปะอยุธยาอายุกว่า 200 ปี ในเมืองสะกาย ประเทศพม่า แล้วก็เกิดอาการงงๆ

เนื่องเพราะเพิ่งเดินทางไปเยี่ยมชมด้วยตาตัวเองมาเมื่อราวปลายปีที่แล้ว แถมก่อนหน้านั้นยังมีผู้เคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับจิตรกรรมไทยบนฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี ณ เมืองสะกายแห่งนี้เอาไว้อย่างน้อย 2 เล่มด้วยกัน เช่น “ช่างอยุธยาในเมืองพม่ารามัญ” โดย อรวินท์ ลิขิตวิเศษกุล (ตีพิมพ์ ปี 2553) และ “ชาวอยุธยาที่เมืองสะกาย” ของ ม.ร.ว.รุจยา อาภากร และ ม.ล.สุรสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ตีพิมพ์ ปี 2549) โดยต่อยอดจากบทความเรื่อง “An Ayutthayan Connection in Sagaing” ในการประชุม Myanmar Historical Commission Conference Proceedings Part 3 ตั้งแต่ปี 2548 แน่ะ

เมื่อ 200 กว่าปีก่อน หลังกรุงศรีอยุธยาแตก สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 หรือสมเด็จเจ้าฟ้าอุทุมพร กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้น ก็ได้ถูกกวาดต้อนพร้อมชาวอยุธยาบางส่วนไปยังเมืองสะกาย ซึ่งชาวไทยอโยธยา หรือที่คนพม่าเรียกว่า ชาวโยเดีย ก็ได้ตั้งรกรากอยู่ที่นั่น ซึ่ง จิตกร บุษบา ผู้เชี่ยวชาญซึ่งพาทัวร์ไปในทริปฉลองครบรอบ 20 ปี บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนต์ เล่าว่า มีหลักฐานว่าคนไทยมาอยู่ที่นี่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ที่มีฐานเป็นรูปทรงล้านนาและรูปทรงอยุธยา

ชมจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี

 

นอกจากนี้ ยังพบจิตรกรรมฝาผนังในวัดที่อยู่ในหมู่บ้านของชาวโยเดียหลายแห่ง “คนพม่าเรียกคนไทยว่า ชาวโยเดีย จะมีขนมโยเดีย คลองโยเดีย ระบำโยเดีย มีประเพณีสงกรานต์ มีการก่อกองทราย ซึ่งในพม่านั้นแต่ดั้งแต่เดิมมาไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งตอนนี้กรมศิลปากรของทั้งสองประเทศก็กำลังมีความร่วมมือในการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนผ่านจากสมัยเมื่อ 200 กว่าปีก่อนจนถึงปัจจุบัน

เชลยศึกครั้งนั้น อาจจะมีความเข้าใจผิดว่าถูกเฆี่ยนตีใช้แรงงาน แล้วก็มีการเล่าต่อๆ กันมาว่า ตอนถูกกวาดต้อนจะใช้หวายหรือเชือกร้อยที่เอ็นข้อเท้าแล้วให้เดินมา ซึ่งภายหลังก็รู้กันแล้วว่าเป็นเรื่องเท็จ เพื่อให้เกิดความเคียดแค้น และเกิดความฮึกเหิม เกิดความรักชาติ เพราะถ้าจับเชลยร้อยเอ็นร้อยหวาย กว่าจะเดินมาถึงกรุงอังวะนี่ไม่รู้จะใช้เวลากี่ปีนะครับ”

ชมจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี

 

จิตกร เล่าต่อว่า เป็นธรรมเนียมของการทำสงครามในสมัยก่อน เมื่อเป็นผู้ชนะก็ต้องนำเอากำลังคน ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญกลับมาด้วย เพื่อที่จะมาช่วยเป็นแรงงานบ้าง เป็นช่างฝีมือบ้าง หรือเป็นทหาร ดังนั้นก็จะเป็นการนำมาอย่างดี “มาถึงก็ให้ตั้งชุมชนอยู่เป็นที่เป็นทาง ใครรู้เรื่องงานช่างสิบหมู่ก็มีงานให้ทำ ใครรู้เรื่องการเลี้ยงช้าง ใครเชี่ยวชาญเรื่องการทำอาวุธ ก็กระจายกันไปทำสิ่งที่ตัวเองถนัด ก็ถือว่าเป็นพลเมืองส่วนหนึ่งที่ย้ายมาอยู่เมืองใหม่เท่านั้นเอง ไม่มีการกดขี่ข่มเหงแต่อย่างใด

วัดมหาเต็งดอจี เป็นหนึ่งในวัดที่เชื่อว่าน่าจะชาวอยุธยาเป็นผู้สร้างขึ้น เนื่องเพราะจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์นั้นไม่ใช่ศิลปะแบบอยุธยา คนที่เคยมาทำวิจัยเล่าว่า เจ้าอาวาสก็เป็นลูกหลานชาวโยเดีย และหมู่บ้านใกล้ๆ กันก็เป็นชุมชนชาวโยเดีย และชุมชนชาวเชียงใหม่ก็มี

ชมจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี

 

โบสถ์วัดมหาเต็งดอจี เป็นโบสถ์แบบโบราณ บริเวณนี้เป็นพื้นที่วัดร้าง ส่วนบริเวณใกล้ๆ ที่เห็นเป็นวัดใหม่ เดิมทีปิดไว้ไม่ได้เปิด ไม่มีใครรู้ว่าด้านในเป็นอะไร จนกระทั่งมีนักศึกษาปริญญาโทของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ออกมาทำการวิจัยเพื่อที่จะศึกษาว่า หลังจากกรุงแตกแล้ว เชลยชาวอยุธยาถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่ไหน ทิ้งร่องรอยอะไรไว้บ้าง

นอกจากนี้ ก็ยังมีชุดของ ม.ร.ว.รุจยา อาภากร และ ม.ล.สุรสวัสดิ์ ศุขสวัสดิ์ ที่มาทำวิจัยเช่นเดียวกัน โดยมาถามถึงเรื่องภาพเขียน เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ที่บ่งบอกถึงชาติพันธุ์

ชมจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี

 

“พอถามถึงภาพเขียน ก็มีลูกหลานของชาวล้านนาที่ถูกกวาดต้อนมาเหมือนกัน บอกว่า ในโบสถ์แห่งนี้มีภาพเขียนของชาวโยเดีย ที่พอเห็นแล้ว ขนาดเราไม่มีความรู้ด้านศิลปะใดๆ เราก็ยังดูออกว่า ไท้ไทย”

แต่เดิมนั้นภาพจิตรกรรมฝาผนังได้เขียนเต็มพื้นที่ ทว่าสถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีน้ำท่วมทุกปี ทำให้ภาพจิตรกรรมที่อยู่ด้านล่างทั้งสองฟากกำแพงได้ถูกลบหายไป (ไม่ได้เกิดจากการโบกปูนทับตามที่เป็นข่าว)

ชมจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี

 

“สิ่งที่ยังเหลือด้านล่างที่ต้องรีบถ่ายภาพเก็บเอาไว้คือตรงนี้” จิตกร ฉายไฟไปที่ร่องรอยลางๆ บนผนังโบสถ์ “คาดว่าตรงนี้เป็นการเล่าเรื่องชาดก ลักษณะจะเหมือนเป็นยอดพระปรางค์ และมีฉัตรอยู่บนยอด สิ่งก่อสร้างที่เป็นพระปรางค์ ไม่มีเลยในพม่า จึงไม่น่าที่จะอยู่ในประสบการณ์ของช่างพม่าที่จะถ่ายทอดเป็นภาพเขียนได้ แต่อยุธยานั้นมีการสร้างพระปรางค์มาตั้งแต่อยุธยาตอนต้น ตอนกลาง จนถึงตอนปลาย แล้วพระปรางค์ยังมีการประดับยอดนพสูรย์ ซึ่งเป็นส่วนที่เราพัฒนากันในสมัยอยุธยานี่เอง รูปทรงพระปรางค์นี้เราก็ได้มาตั้งแต่สมัยขอมละโว้ แต่อยุธยาก็ได้มาดัดแปลงให้เป็นแบบที่ผอมลงและดึงยาวขึ้น อย่างที่เรียกว่ารูปทรงฝักข้าวโพด

ร่องรอยนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า เป็นผลงานของชาวไทยอย่างแน่นอน เพราะพม่าไม่มีนพสูรย์ และยิ่งไม่มีการติดฉัตรขึ้นไปบนนพสูรย์ด้วย ตรงนี้ถ้าไม่รีบถ่ายรูปไว้ มาอีกครั้งจะต้องหายไปแน่นอน เพราะน้ำจะท่วมถึงขอบหน้าต่างเลย”

ชมจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี

 

อาคารหลังนี้เป็นอาคารโบราณ ขณะที่สร้างยังไม่มีการใช้คานหรือเสาเพื่อรับน้ำหนัก หากเป็นการก่ออิฐขึ้นเฉยๆ ดังนั้นจึงไม่สามารถเจาะช่องหน้าต่างได้มาก เพราะอาคารจะยุบลงมา “เราจะเห็นว่าผนังนี่จะหนามากเลย เพื่อที่จะให้คอยรับน้ำหนักได้ ข้างบนก่ออิฐให้ไปยึดกันตรงกลาง กลายเป็นอาคารทรงโค้ง ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีมานานตั้งแต่สมัยพุกามแล้ว”

จิตกร บุษบา ชี้ชวนดูภาพจิตรกรรมที่ยังเห็นเด่นชัด “ดูพระพุทธรูปในบุษบก พอเห็นปั๊บเราจะรู้สึกเลยว่าคุ้นตา ยิ่งถ้าหากใครเคยไปไหว้พระพุทธสิหิงค์ จะจำรูปนี้ได้ทันที เพราะพระพุทธสิหิงค์ก็ประดิษฐานอยู่บนบุษบกแบบนี้ หรือหากใครเคยไปที่พระพุทธบาท จ.สระบุรี พระมณฑปครอบพระพุทธบาทก็จะเป็นทรงนี้เลย ซึ่งมณฑปหรือยอดปราสาทของทางพม่าจะไม่มีทรงนี้ แล้วถ้าสังเกตพระพุทธรูปในภาพดีๆ จะเห็นว่าไม่ใช่รูปแบบของพม่าที่เป็นพระปางมารวิชัยแบบที่พระหัถต์ข้างขวาจะพาดมาที่หน้าแข้ง แล้วนิ้วก็จะยาวจรดพื้น แต่เป็นศิลปะไทยจะให้แขนเบี่ยงไปทางขวา แล้วพาดพระหัตถ์ไว้บริเวณหัวเข่า

ชมจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี

 

ถัดมาดูพระมณฑปที่ครอบพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ จะมีส่วนที่เป็นไม้ค้ำเพื่อคานน้ำหนักแบบที่เรียกว่า คันทวย ซึ่งพม่าก็ไม่มีอีกเช่นกัน ลงมาที่ฐานของพระพุทธรูปในภาพจิตรกรรม ชั้นล่างสุดเป็นลักษณะที่เรียกว่าฐานสิงห์ เหมือนกับสิงห์นั่งยองๆ อยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่งานช่างของพม่าอีก แต่เป็นของไทยที่สมัยอยุธยานิยมมาก พอพ้นฐานสิงห์ที่เป็นตั่งชั้นล่างสุดแล้ว ถัดขึ้นไปเป็นชั้นที่มีการทำรูปประดับเอาไว้ เป็นชั้นนาค ชั้นครุฑ ชั้นเทวดา ถัดกันขึ้นไปเรื่อยๆ แต่คาดว่าลูกมือของช่างที่ทำคงเป็นพม่า เวลาเขียนนาค เขียนพญาครุฑ หรือเทวดา ก็เลยกระเดียดไปทางพม่าหน่อยนึง”

อย่างไรก็ตาม จิตกร สรุปให้ฟังอีกว่า การไล่ชั้นของตัวแบบที่เป็น 3 ชั้นขึ้นไปแบบนี้ พม่าก็ไม่เคยมีอีกเช่นเดียวกัน

ชมจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี

 

“เท่าที่พูดมาก็เรียกว่าเป็นของไทยไปเกือบจะสมบูรณ์แล้ว ยิ่งถ้ามาดูเครื่องประกอบ อย่าง ฉัตร ร่ม แล้วก็มีตุง เวลาเราตั้งพระพุทธรูป หรือที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังบ้านเราก็จะเป็นอย่างนี้เช่นเดียวกัน พม่าจะไม่มี โดยเฉพาะฉัตรนั้น ของพม่าก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง”

ถัดมาที่ยืนยันว่าเป็นฝีมือช่างไทยแท้ๆ ก็คือ เส้นหยักฟันปลา เราเรียกว่า เส้นสินเทา ใช้สำหรับคั่นภาพ แยกเรื่องราวออกจากกัน ก็เป็นลักษณะเฉพาะของการวาดจิตรกรรมฝาผนังของอยุธยาตอนปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นสินเทา แล้วก็มีการบั้งรอยบากเป็นครีบปลาแบบนี้ เป็นที่นิยมมากในกรุงธนบุรี ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่า เป็นช่างจากอยุธยาทั้งนั้น

ชมจิตรกรรมฝาผนังโบสถ์วัดมหาเต็งดอจี

 

นอกจากนี้ การใช้สี การลงพื้นฉากหลังเป็นสีแดง และใช้เฉพาะสีดำขาวแดง ในการวาด เป็นลักษณะการใช้สีแบบอยุธยา

“การใช้พื้นเป็นสีแดงเป็นสีพื้น นั้นหมายถึงฉากของสวรรค์ อาจจะเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าตอนที่ประทับอยู่บนสวรรค์ ซึ่งเป็นอิทธิพลที่ไทยได้จากจีน แต่ไทยวาดมีดอกไม้โปรยปรายเข้าไปด้วย โดยเป็นดอกมณฑารพที่โปรยปรายตลอดเวลาบนสวรรค์ ในโลกมนุษย์จะไม่มี เว้นแต่มีมหาบุรุษประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน

สำหรับองค์ประกอบอื่นๆ ในภาพจิตรกรรมที่ยังไม่ถูกความชื้นและกาลเวลาทำลายไป เมื่อดูภาพรวมทั้งหมดแล้ว จิตรกรรมฝาผนังของโบสถ์วัดมหาเต็งดอจีนี้ ไม่มีความเป็นพม่าเลย”

เรียกได้ว่าเป็นการค้นพบหลักฐานการอยู่อาศัยของเชลยศึกชาวอยุธยาโดยแท้

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?