
สเปน...ยามรุ่งอรุณ
การไปเยือนสเปนครั้งแรกของผู้เขียนที่เมืองบาร์เซโลนา ซาราโกซา และกรุงมาดริด
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
การไปเยือนสเปนครั้งแรกของผู้เขียนที่เมืองบาร์เซโลนา ซาราโกซา และกรุงมาดริด เมื่อวันที่ 7-13 มี.ค.ที่ผ่านมา เสมือนฝัน
แม้ต้องใช้เวลาเดินทางจากเมืองไทยไปถึงบาร์เซโลนา 11 ชั่วโมง ก็ไม่หวาดหวั่น
นักท่องเที่ยวมีส่วนผลักดันให้สเปน ประเทศขนาดใหญ่อันดับ 4 ของยุโรป ฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดย 9 เดือนแรกปีก่อนมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสเปน 59.6 ล้านคน
แม้เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว แต่สเปนยังมีอัตราการว่างงานสูงถึง 26.6% ของประชากร 43 ล้านคน
ปัญหาโจรกรรมในสเปนพุ่งสูงขึ้นมาก นอกจากเกิดจากอัตราว่างงานสูงแล้ว กฎหมายสเปนจะไม่ดำเนินคดีกับการโจรกรรมที่มูลค่าไม่เกิน 400 ยูโร หรือ 1.8 หมื่นบาท
ความน่าเที่ยวของสเปนจึงมีภัยสูงพอๆ กับเสน่ห์ของประเทศ
ทริปนี้พวกเราก็ถูกฉกกระเป๋าในร้านเสื้อผ้าสตรีแบรนด์ท้องถิ่น ซารา นับตั้งแต่วันแรกที่เหยียบบาร์เซโลนา
เที่ยวบิน QR 829 ออกเดินทางเวลา 20.10 น. จากสนามบินสุวรรณภูมิ แวะเปลี่ยนเครื่องที่ท่าอากาศยานนานาชาติโดฮา ประเทศกาตาร์ เวลา 23.25 น. (เวลาท้องถิ่นช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง) จากนั้นโดยเที่ยวบิน QR 137 บินตรงไปเมืองบาร์เซโลนา เวลา 01.15-06.35 น.
เวลาที่บาร์เซโลนาช้ากว่าไทยถึง 6 ชั่วโมง ช่วงที่เราไปถึงเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ อากาศค่อนข้างเย็น 1217 องศาเซลเซียส แต่ช่วงกลางวันแดดจ้า ทำให้อบอุ่นได้บ้าง อากาศกำลังสบายสำหรับคนไทย
สเปนนับเป็นประเทศที่อากาศอบอุ่นที่สุดแล้วในยุโรป
การท่องเที่ยวสเปนนอกจากจะเยี่ยมชมธรรมชาติ อาคารบ้านเรือนเก่าแก่ สนามกีฬา และของที่ระลึกเกี่ยวกับกีฬาฟุตบอลแล้ว ยังเป็นที่โปรดปรานของคริสต์ศาสนิกชนที่จะได้เข้าชมโบสถ์และมหาวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงซื้อสัญลักษณ์ของชาวคริสต์ ไม่ว่าจะเป็นไม้กางเขน หรือลูกประคำสำหรับสวดมนต์
บาร์เซโลนาเมืองร่วมสมัย
บาร์เซโลนาเป็นเมืองหลวงของแคว้นคาตาโลเนีย ที่เพิ่งยกเลิกประเพณีสู้วัวกระทิงไปเมื่อปี 2555 เพราะถูกองค์กรคุ้มครองสัตว์ต่อต้าน แต่กีฬาสู้วัวกระทิงในแคว้นอื่นยังคงอยู่
เมืองนี้ทันสมัยที่สุดในสเปน แต่ผสมผสานความเก่าแก่ของประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมกว่า 2,000 ปีไว้ด้วย
ผู้เขียนได้ท่องไปทุกที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง แค่เดินชมย่านกอธิก ควอเตอร์ ย่านเก่าแก่ ยลบ้านเรือนสมัยกลางรายล้อมอยู่รอบโบสถ์แบบกอธิก ชายตาไปมองอนุสรณ์อาณาจักรโรมันย่านพลาซา เดล เรล ซึ่งเป็นที่ตั้งของสภาเมือง ที่พำนักอาศัยของผู้ครองแคว้นในยุคคาตาโลเนียก็สุขใจแล้ว
ทุกที่ที่เดินเยื้องย่างไปจะมีเสียงดนตรีคลอจากนักดนตรีเปิดหมวก เรื่อยไปตามรายทาง ตั้งแต่นักกีตาร์ จนถึงนักดนตรีฮาร์ป บรรเลงเพลงคลาสสิกตลอดทางที่เดินไป
สถานที่น่าประทับใจที่สุด เสมือนตัวเองหลุดไปในโลกแห่งจินตนาการ คือ ซากราดา ฟามีเลีย มหาวิหารคาทอลิกที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ผลงานชิ้นเอกของศิลปิน อันตอนิ เกาดิ เป็นวิหารเก่าแก่ที่สร้างมา 132 ปีแล้ว แต่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะเกาดิผู้ดูแลการก่อสร้างลาโลกนี้ไปก่อน
ซากราดา ฟามีเลีย เป็นสถาปัตยกรรมแบบคาทาลาน อาร์ตนูโว ที่องค์การยูเนสโกจารึกไว้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1984 และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สุดของเมือง
เกาดิ ออกแบบทุกสิ่งแบบประณีตงดงามตามแบบอาร์ตนูโว ตั้งแต่ผนัง เสา คาน กระจกเงา กรอบประตู หน้าต่าง รวมทั้งพยายามลบเหลี่ยมมุมที่แข็งกระด้างออก จนทำให้มีความงามแปลกตาและโดดเด่นเป็นตัวเอง
ปัจจุบันนี้งานก่อสร้างยังดำเนินต่อไป และคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 12 ปีข้างหน้า
ความน่าตื่นตาตื่นใจของบาร์เซโลนาอีกประการหนึ่ง คือ น้ำพุศักดิ์สิทธิ์มงต์จุยค์ สร้างโดย คาลส์ บุยกาส ปลายปี ค.ศ. 1920 ถือเป็นการแสดงหนึ่งที่สวยงามที่สุดของเมือง โดยน้ำพุจะเต้นรำและเปลี่ยนสีเพื่อให้เข้าจังหวะดนตรี ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงที่นี่
นอกจากนั้น ที่บาร์เซโลนายังมีธรรมชาติงดงามแปลกตาบนเขามอนต์เซอร์รัต ซึ่งเป็นสถานที่ที่บาทหลวงนิกายเบเนดิกทินใช้พำนักปฏิบัติธรรม ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานขององค์พระแม่มารีสีดำที่เป็นที่แสวงบุญของบรรดาคริสต์ศาสนิกชน
ผู้เขียนใช้เวลา 2 วันในการท่องเมืองแห่งนี้ ก่อนเดินทางโดยรถบัสไปยังเมืองซาราโกซาที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ห่างออกไป 315 กม.
ระวังภัย
ข้อมูลสถานเอกอัครราชทูตกรุงมาดริด ได้รวบรวมคดีในเมืองบาร์เซโลนา ว่า มีการล้วงกระเป๋าและการฉกชิงวิ่งราวทรัพย์สินนักท่องเที่ยว โดยให้ระมัดระวังโดยเฉพาะในสถานที่ดังนี้
1.ถนนลาแรมบลา
2.บริเวณจัตุรัสคาตาลุนญา
3.บริเวณโดยรอบซากราดา ฟามีเลีย
4.บริเวณบาริโอ โกทิโค
5.บริเวณทางลงและชานชาลาสถานีเมโทร
6.ตลาดโบเกลเรียช่วงกลางคืน
7.ตามขบวนเทศกาลต่างๆ ตามท้องถนน
ซาราโกซาเมืองโบราณ
จากบาร์เซโลนาเดินทางถึงซาราโกซา ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ระหว่างทางเต็มไปด้วยทิวทัศน์ที่ประกอบด้วยทิวเขา ทุ่งลาเวนเดอร์ และไม้ดอกเมืองหนาวมากมาย
ซาราโกซาเป็นเมืองโบราณตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน เป็นเมืองศิลปะผสมผสานโรมันกอธิก มัวริช บาร็อก หรือสแปนิช
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนี้ คือ มหาวิหารแม่พระแห่งเสาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นที่เคารพนับถือของชาวสเปน สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1681 ในแบบบาร็อก ส่วนด้านหน้ามหาวิหารจะเป็นแบบนีโอคลาสสิก ภายในมีภาพวาดฝาผนัง และในส่วนของโดมวาดโดยโกย่าและบาโย
มหาวิหารแห่งนี้มีสองมุมมองให้ชม คือ ส่วนด้านหน้าของมหาวิหารสะท้อนความยิ่งใหญ่อลังการ และมองจากวิวแม่น้ำอีโบรก็จะเห็นความงดงามของสถานที่แห่งนี้อีกรูปแบบหนึ่ง เสมือนไม่ใช่มหาวิหารเดียวกัน
หลังจากนั้นชมวิหารลาซิโอ วิหารที่มีสถาปัตยกรรมผสมผสานในสไตล์โรมาเนสก์ กอธิก บาร็อก นีโอคลาสสิก และมูเดฆาร์ สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 14 ครอบลงบนวิหารแบบโรมัน
โชคดีที่ค่ำนั้นได้รับประทานอาหารที่ร้านอาหารใกล้วิหารลาซิโอ เมื่ออิ่มท้อง เวลาที่เหลือจึงได้ไปเก็บรูปวงดุริยางค์ที่เดินย่ำเท้ามาบรรเลงบริเวณหน้าวิหาร พร้อมกับชื่นชมพระจันทร์ที่ปรากฏบนยอดวิหารนั้นพอดี ช่างเป็นคืนที่โรแมนติกอย่างยิ่ง
เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่มีโอกาสเยือนซาราโกซาเพียงวันเดียว รุ่งเช้าของอีกวันต้องเดินทางต่อไปยังกรุงมาดริด
กรุงมาดริดเมืองหลวง
จากซาราโกซามากรุงมาดริดเมืองหลวงของสเปน เป็นระยะทาง 310 กม. ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงเช่นกัน
กรุงมาดริดตั้งอยู่ใจกลางแหลมไอบีเรีย เป็นเมืองที่สวยงามด้วยศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์
ในบรรดาสามเมืองที่เดินทาง มาดริดเป็นสถานที่ที่ใช้เวลาเยือนน้อยที่สุดเพียงครึ่งวัน แต่ก็คุ้มค่ากับการเยี่ยมชม เมื่อได้เห็นพระราชวังหลวงบนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำแมนซานาเรส สวยงามโอ่อ่าอลังการไม่แพ้พระราชวังอื่นในทวีปยุโรป สร้างด้วยหินทั้งหลังในปี ค.ศ. 1738 เป็นศิลปะแบบบาร็อกผสมผสานระหว่างศิลปะแบบฝรั่งเศสกับอิตาลี
พระราชวังนี้มีห้องทั้งหมด 2,830 ห้อง ที่ตกแต่งอย่างงดงาม แล้วยังเก็บภาพเขียนชิ้นสำคัญซึ่งวาดโดยศิลปินในยุคนั้น รวมทั้งสิ่งของมีค่าต่างๆ
ข้ามทวีปมาเพื่อมาเยือนถิ่นเมืองไกล เมื่อร่างกายปรับตัวเข้าที่ได้ ก็ถึงเวลาเดินทางกลับ...นึกแล้วก็น่าเสียดาย...ที่ต้องจากมาเร็ว...
ระวังภัย
สถานเอกอัครราชทูตกรุงมาดริด รวบรวมคดีโจรกรรมที่พบบ่อยในสถานที่กรุงมาดริด ดังนี้
1.เพอตา เดอ โซล
2.พาลาซิโอ เรียล พลาซา โอเรียล
3.บริเวณแกรนเวีย
4.ย่านเขตลาวาพี
5.ตลาดนัดวันหยุดเอราโทร
6.สถานีเมโทรของซานทิอาโก เบอนาโบ, โซล, อโทชา, พลาซา, เอสพานา, โคโลน และแกรนเวีย







