posttoday
ก้าวที่กล้าของภาพยนตร์นอกกระแส

ก้าวที่กล้าของภาพยนตร์นอกกระแส

22 มีนาคม 2557

การผงาดคว้า 4 สาขาใหญ่ รางวัลสุพรรณหงส์ครั้งล่าสุด บท นักแสดงสมทบชาย

โดย...จีไอโจ

การผงาดคว้า 4 สาขาใหญ่ รางวัลสุพรรณหงส์ครั้งล่าสุด บท นักแสดงสมทบชาย ผู้กำกับ ตลอดจนภาพยนตร์แห่งปี ของภาพยนตร์นอกกระแสชื่อ “ตั้งวง” ทำเอาหลายคนออกอาการเงิบ มุมหนึ่งคนอีกจำนวนไม่น้อย (น่าจะเป็นคอภาพยนตร์กระแสหลัก) ก็เริ่มมองหน้าเลิ่กลั่ก นี่มันภาพยนตร์อะไรเหรอ ทำไมไม่รู้จัก แล้วเข้าฉายที่ไหน เมื่อไหร่

ความรู้สึกและข้อสงสัยนี้ยังมีต่อภาพยนตร์นอกกระแสอีกเรื่องที่ติดโผเข้าชิงถึง 10 สาขา “Mary Is Happy, Mary Is Happy” แล้วภาพยนตร์ก็จบลงสวยๆ ด้วยการกวาดไป 4 สาขา นักแสดงนำหญิง นักแสดงสมทบหญิง ถ่ายภาพ และลำดับภาพ

จะเงิบ จะงง จะมึน หรือจะยังไม่เคยได้ดู แต่ผลงานทั้ง 2 เรื่อง โดย 2 ผู้กำกับ “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” และ “นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” ก็ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์ไทย ในฐานะภาพยนตร์นอกกระแสที่สามารถเบียดบี้ภาพยนตร์กระแสหลัก ยิ่งเฉพาะภาพยนตร์พันล้าน “พี่มากพระโขนง” รวมทั้งภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ “จันดารา ปัจฉิมบท” “ต้มยำกุ้ง 2” “คู่กรรม” ได้อย่างเหนือชั้น

ก้าวที่กล้าของภาพยนตร์นอกกระแส

 

นั่นจึงนำมาซึ่งความคาดหมายกันว่า ถึงเวลาแล้ว (หรือยัง) ที่ภาพยนตร์นอกกระแสจะก้าวมายืนหยัดอย่างสง่าผ่าเผยในโลกภาพยนตร์ไทย

1. แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาพยนตร์นอกกระแสคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ แต่การผงาดชนะ 8 สาขา จากทั้งหมด 16 สาขา ของ 2 ภาพยนตร์นอกกระแสดังกล่าว ก็ถือว่าไม่ธรรมดาและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย

คงเดช ในฐานะเจ้าของแชมป์สุพรรณหงส์ปีล่าสุด ให้ความเห็นว่า การคว้ารางวัลของ “ตั้งวง” กับ “Mary Is Happy, Mary Is Happy” สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการภาพยนตร์ไทย มีคนใส่ใจกับภาพยนตร์นอกกระแสมากขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่เพิ่งเกิด เพียงแต่ปีนี้ได้รางวัลเยอะกว่าทุกๆ ปี ทำให้ถูกจับตามองเป็นพิเศษ

ก้าวที่กล้าของภาพยนตร์นอกกระแส

 

“รางวัลมันก็ไม่ได้ชี้วัดอะไรมากหรอกครับ บางทีอาจไม่ได้เป็นการช่วยคนทั้งวงการเสียด้วยซ้ำ เพราะสุดท้ายแล้วคนทำหนังก็ยังต้องซื่อสัตย์กับการทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ทำตามความรู้สึก ตามแนวคิดที่ตัวเองอยากจะเล่า ไม่ใช่ทำตามโจทย์ หรือทำตามตลาด”

เป้าหมายของคนทำภาพยนตร์นอกกระแสก็ไม่ต่างกับคนทำภาพยนตร์กระแสหลัก คงเดช บอกอย่างนั้น คือทุกคนอยากพาผลงานไปถึงคนดู จะด้วยวิธีไหนก็ตาม ไม่มีใครอยากทิ้งขว้างภาพยนตร์อันเปรียบเสมือนลูกรักของตัวเองแน่นอน ภาพยนตร์นอกกระแสอาจเหนื่อยหน่อย อาจต้องใช้พลังงานมากกว่าภาพยนตร์กระแสหลัก กว่าจะทำให้ผลงานโดนใจและเข้าไปอยู่ในใจผู้ชม

ก้าวที่กล้าของภาพยนตร์นอกกระแส

 

“ส่วนตัวแล้วผมอาจไม่ถนัดเรื่องการตลาดเลย สิ่งที่ผมทำได้คือต้องพยายามขายเนื้อหาหนัง ซึ่งนั่นก็ไม่หมายความว่าหนังดีจะเป็นคำตอบสุดท้ายว่าจะได้เงิน มีคนดู หรือกระทั่งจะได้รางวัล ก็เป็นเรื่องคาดเดาได้ยากเหมือนกัน ฉะนั้นการได้รางวัลของหนังผม หรือหนังของเต๋อ (นวพล) ก็ไม่ได้วัดว่าหนังนอกกระแสดีกว่าหนังกระแสหลัก เพียงแต่รางวัลสะท้อนถึงความเปลี่ยนไปของการแจกรางวัล และรสนิยมผู้ให้รางวัลมากกว่า”

อีกหนึ่งรายที่เคยทำภาพยนตร์นอกกระแสควบคู่กับภาพยนตร์กระแสหลัก “ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์” มองว่าที่ทางของภาพยนตร์นอกกระแสถูกเปิดกว้าง ยิ่งคุณภาพภาพยนตร์กระแสหลักคุณภาพต่ำ ก็เป็นโอกาสที่ภาพยนตร์นอกกระแสจะเข้าไปทำคะแนนได้ไม่ยาก

ก้าวที่กล้าของภาพยนตร์นอกกระแส

 

“มันเหนื่อยและยากคนละแบบนะคะ ตอนทำหนังนอกกระแสก็เหนื่อยและยาก ตอนมาทำหนังกระแสหลักก็เหนื่อยและยาก แต่อาจจะคนละแบบ ทุกอย่างไม่ง่ายค่ะ แต่เมื่อโอกาสมาก็ต้องคว้า ต้องทำค่ะ อยากทำตามใจก็ทำหนังนอกกระแส อยากทำตามใจแต่ได้เงินทุนเยอะหน่อยก็ทำหนังกระแสหลัก เพราะเราเป็นคนทำหนังที่อยากเล่า อยากทำ ต่อให้เป็นหนังกระแสหลัก ถ้ามันไม่คลิกก็ไม่ทำ ทำแล้วไม่แฮปปี้ อย่าทำค่ะ เพราะสุดท้ายมันก็ไม่ใช่ทางของคุณ คุณจะไม่ภูมิใจกับผลงานที่ทำหรอกค่ะ”

2. ตลอดปี 2556 เมื่อเช็กโปรแกรมทองภาพยนตร์ไทยที่เข้าฉายและถูกนำมาพิจารณารางวัล ก็เรียกว่าภาพยนตร์นอกกระแสไม่ได้ตกขบวนเลย “ประชาธิป’ไทย” โดย “เป็นเอก รัตนเรือง” และ “ภาสกร ประมูลวงศ์” “Wish Us Luck” ของ 2 ศรีคู่แฝด “วรรณแววแวววรรณ หงส์วิวัฒน์” “สาวคาราโอเกะ” ของ “วิศรา วิจิตรวาทการ” และเรื่องอื่นๆ “แม่” “เมนูของพ่อ” “Coffee Please แก้วนี้หัวใจสั่น” “รักโง่ๆ”

ก้าวที่กล้าของภาพยนตร์นอกกระแส

 

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ “ฟ้าต่ำแผ่นดินสูง” สารคดีอื้อฉาวที่เคยถูกห้ามฉาย แต่สุดท้ายก็ได้ไฟเขียวจากกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ ฉายในเรต น+18 พร้อมดูดเสียงบางประโยค ด้วยเกรงเนื้อหาที่ข้องแวะวิถีชีวิตและการเมือง ณ พรมแดนไทยกัมพูชา จะหมิ่นเหม่ต่อความมั่นคง

ผู้กำกับ “นนทวัฒน์ นำเบญจพล” บอกกับเราแบบทีเล่นทีจริงว่า ภาพยนตร์นอกกระแสของเขาตกสำรวจ แรกนั้นไม่มีชื่อในลิสต์ภาพยนตร์ชิงรางวัล ซึ่งใจจริงเขาก็ไม่ได้คาดหวังถึงขั้นนั้น แต่แค่สงสัยว่าทำไมตกสำรวจ แล้วภายหลังก็มีชื่อปรากฏ ผลลัพธ์คือภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เข้าชิงแม้สักสาขา

ก้าวที่กล้าของภาพยนตร์นอกกระแส

 

เขาไม่ได้น้อยใจ ตรงข้าม นนทวัฒน์ กลับไม่ยี่หระ ยังเดินหน้ามุ่งมั่นที่จะทำภาพยนตร์ตามฝันต่อ ล่าสุดผลงานสารคดีเรื่องใหม่ “by the river สายน้ำติดเชื้อ” ก็เสร็จสมบูรณ์และมีโอกาสเดินสายไปอวดโฉมยังต่างประเทศ และจะเข้าฉายที่เมืองไทยเดือน เม.ย.นี้ สำหรับการคว้ารางวัลของ 2 ภาพยนตร์นอกกระแส นนทวัฒน์ บอกว่า เป็นนิมิตหมายอันดีที่หนังนอกกระแสจะมีโอกาสเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

“การที่หนังนอกกระแสเรื่องหนึ่งได้รางวัล ได้ฉายในโรง หรือได้เงิน แม้ไม่มาก นั่นก็แสดงให้เห็นว่าหนังกระแสหลักมันซ้ำเดิม ไม่มีอะไรแปลกใหม่ คนก็เลยหันมาสนใจกับอีกหนึ่งทางเลือก

ทำหนังนอกกระแสมันก็ดีตรงที่ผมได้ทำอะไรเอง ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานเอง อย่างตอนไปต่อสู้เรื่องการห้ามฉาย ถ้าไม่ใช่หนังผม ผมคงไม่ได้รู้ว่าการต่อสู้มันเป็นยังไง หรือแม้แต่การเอาหนังเข้าโรง ก็เป็นอะไรใหม่ๆ ที่ต้องเรียนรู้ ถามว่าอยากทำหนังกระแสหลักมั้ย เคยคิดครับ แต่ยังไม่มีโอกาสครับ”

ก้าวที่กล้าของภาพยนตร์นอกกระแส

 

3. โอกาสมา ปัญญาเกิด ยิ่งมีเงินทุนมาช่วยต่อลมหายใจ ก็ยิ่งช่วยปูทางให้คนทำภาพยนตร์นอกกระแสมีพื้นที่ยืนมากขึ้น แต่โอกาสไม่ได้มีมาให้กับทุกคน จะนั่งรออย่างเดียวคงไม่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองฝัน

ว่าแล้ว “ณิชภูมิ ชัยอนันต์” จึงสานฝันด้วยการลงทุนควักเงินส่วนตัว เปิดบริษัทเล็กๆ “วายุฟิล์ม” เพื่อสร้างสรรค์ภาพยนตร์นอกกระแส ประเดิมด้วยสารคดี “ฝันฉันคือผู้กำกับ” ตามด้วย “’รงค์ วงษ์สวรรค์” แม้ไม่ได้เปรี้ยงปร้างและได้เงินมากมาย แต่นั่นก็เป็นใบเบิกทางให้เขาได้ทำผลงานแห่งความภาคภูมิใจ “พี่ชาย My Bromance” ที่กำลังเข้าฉายในโรงกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอยู่ตอนนี้

ณิชภูมิ ยอมรับว่า เมื่อลงทุนควักเงินไปกับการทำภาพยนตร์ ก็อยากได้เงินคืนกลับ ไม่ได้ให้มันเสียเปล่าโดยไม่มีดอกผล นั่นทำให้เขาตัดสินใจเดินสายกลาง ทำภาพยนตร์นอกกระแสแต่ว่าขายคนกระแสหลัก ฉายในโรง ดูได้ทุกเพศทุกวัย ไม่อาร์ตแตกเกินไป

“ผมไม่อยากเจ๊งครับ ทำหนังก็อยากได้สตางค์ แล้วผมก็ไม่อยากทำหนังแค่ว่าสนองตัวเองอย่างเดียว แต่ผมอยากให้หนังออกมาตอบคำถามสังคมได้ด้วย”

วิธีคิดแบบนี้อาจจะต่างจากคนทำภาพยนตร์ แต่สำหรับผู้กำกับวัย 28 เขาว่ามันเป็นทางรอดของคนทำภาพยนตร์นอกกระแสยุคนี้ ไม่เจ็บตัวมาก ได้ทำโปรเจกต์ในฝัน ขายได้ มีเงินทำโปรเจกต์ใหม่ต่อ

“ทำยังไงหรือครับที่หนังนอกกระแสจะได้เงินและได้กล่อง มันพูดยากนะครับ ส่วนตัวผมคิดว่ามีอยู่ที่ 2 องค์ประกอบ หนึ่งคือนักแสดง สองคือเนื้อเรื่อง ต้องเข้มข้นทั้งสองส่วน นักแสดงโนเนมก็จริง แต่ถ้าเราเอามาปั้นมาฝึก บางคนผมยังเชื่อว่าแสดงดีกว่านักแสดงชื่อดังเสียอีก เรื่องเนื้อหาผมว่าถ้ามองประเด็นที่น่าเล่า แต่ยังไม่มีคนเคยทำ ก็หยิบมาเล่าในมุมของเรา อย่างกรณีหนังเรื่องพี่ชาย มันเป็นหนังชายรักชายก็จริง แต่มันมีความละเมียดที่ไม่มีคนตอนนี้ ผมก็เลยหยิบมาเล่า

ร่วม 2 ปี กว่าผลงานจะเสร็จสมบูรณ์ เขาเล่าว่าการทำงานของเขาไม่ใช่เรียงลำดับ 1 เป็น 2 3 และ 4 แต่เป็นการทำงานแบบไขว้สลับไปมา มีเงินก็ทำ ไม่มีเงินก็หยุด เรื่อยๆ มาเรียงๆ น่าสนใจคือ เขาเลือกโปรโมทภาพยนตร์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีเกินคาด ที่สำคัญแทบไม่ต้องเสียเงินสักแดง ใครจะนำไปปรับใช้ เชิญตามสบาย

1 ปีก่อนเข้าฉาย ผมใช้วิธีโปรโมททางเฟซบุ๊ก ปล่อยรูปนักแสดงและโปรไฟล์ของนักแสดงออกมา ให้รายละเอียดหนัง ได้ผลครับ กว่าหนังจะเสร็จและก่อนจะเข้าฉาย ผมมีคนติดตามความเคลื่อนไหวและมีแฟนคลับหนังเยอะพอสมควร”

นี่ไงภาพยนตร์นอกกระแสที่เคยคว้ารางวัล

ปี 2551 Wonderful Town เซอร์ไพรส์ด้วยการกวาดไป 4 สาขา ผู้กำกับ “อาทิตย์ อัสสรัตน์” บท ถ่ายภาพ และกำกับศิลป์ ทั้งยังเป็นปีที่มีชื่อภาพยนตร์นอกกระแสปรากฏติดโผชิงอีก 2 เรื่อง “แปดวัน แปลกคน” “โลงต่อตาย”

ถัดมาปีเดียว ภาพยนตร์นอกกระแสพาเหรดเข้าชิงสาขาใหญ่ “พลเมืองจูหลิง” กับ “สามชุก” ซึ่งเรื่องหลังก็คว้านักแสดงนำชายไปครอง

ขณะที่ปี 2553 เป็นคิว “สวรรค์บ้านนา” สารคดีรางวัลจากต่างประเทศการันตีโดย “อุรุพงศ์ รักษาสัตย์” ชนะสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม

ปีที่แล้วภาพยนตร์นอกกระแสยังถูกจับตามอง ชิงรางวัลก็เยอะ ได้รางวัลก็ไม่น้อย “แต่เพียงผู้เดียว” ของคงเดช “36” ของนวพล และ “ปาดังเบซาร์” งานกำกับโดย “ต้องปอง จันทรางกูร”

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี