
แนท คิง โคล ราชาแห่งเสียงบาริโทน(2)
คิดถึงจริงๆ นานๆ จะได้เจอกันทีกับแฟนๆ คนคอเดียวกัน ในครั้งที่แล้วได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับชีวิต
โดย...กบยูเนียน
คิดถึงจริงๆ นานๆ จะได้เจอกันทีกับแฟนๆ คนคอเดียวกัน ในครั้งที่แล้วได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับชีวิตของนักร้องผิวสีผู้มากความสามารถ แนท คิง โคล (Nat King Cole) ซึ่งบทเพลงของเขาได้รับการยอมรับถึงความเป็นเอกลักษณ์ของน้ำเสียงทุ้มนุ่มหู เจ้าของเสียงบาริโทนที่โดดเด่นและบทเพลงอมตะมากมาย เขียนถึงแล้วก็ไม่วายคิดถึง ขณะที่เขียนบทความนี้ กบยูเนียนจึงขอเปิดแผ่นเร้าอารมณ์ (ตัวเอง) ไล่มาตั้งแต่ When I Fall In Love, Too Young, Monalisa และ Unforgettable
ผู้คนทั่วโลกรู้จักแนท คิง โคล ในฐานะนักร้องเสียงบาริโทนที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในยุคของเขา ย้อนกลับไปก่อนคืนวันอันโด่งดังที่จุดเริ่มต้นมาจากคนเมาในคลับแห่งหนึ่งชื่อ สวานี อินน์ ที่เมืองลอสแองเจลิส ผู้จู่โจมเอากับนักดนตรีให้ร้องเพลงที่ตนต้องการฟัง แม้จะไร้สติและหยาบคายในประการหนึ่ง แต่การกระทำของเขาก็ได้ชื่อว่า ทำให้วงการเพลงได้รู้จักกับเพชรเม็ดเอก
เดอะ คิง โคล ทรีโอ ซึ่งเป็นวงดนตรีของแนทนั้น เป็นวงบรรเลงไม่มีการร้องเพลงมาก่อน แต่แนทตัดสินใจร้องเพลง Sweet Lorraine ให้กับแขกที่โวยวายว่าต้องการฟัง ก็เพื่อให้บรรยากาศในคลับสงบลง เมื่อเพลงจบแขกขี้เมารายนี้จะชอบหรือไม่ ไม่มีใครจำได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเสียงปรบมือกราวใหญ่ เสียงของแนทเอาคนฟังทั้งคลับอยู่หมัด แขกหลายคนเวียนมาฟังเสียงของเขาจนกลายเป็นแฟนขาประจำ และเป็นกำลังใจให้แนทตัดสินใจก้าวสู่การเป็นนักร้องอาชีพในเวลาต่อมา
แนทเริ่มต้นอาชีพนักร้องในปี 1940 กับบริษัทแผ่นเสียงชื่อเด็คก้า ในช่วงต้นๆ มีแผ่นที่ได้รับความนิยมมาก คือ Honeysuckle Rose/Sweet Lorraine กับอีกแผ่นคือ This Side Up/Gone With The Draft จากนั้นได้บันทึกแผ่น All For You กับบริษัทแผ่นเสียงชื่อ Excelsior หากต่อมามีบริษัทแผ่นเสียงเปิดใหม่คือ Capitol ซึ่งซื้อลิขสิทธิ์เพลง All For You ไป และทำให้ All For You กลายเป็นเพลงยอดนิยม รวมทั้งแนท คิง โคลผู้ร้องก็โด่งดังไปด้วย
เจ้าของเสียงบาริโทนผู้มีเอกลักษณ์โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ ไล่มาตั้งแต่ช่วงปี 19401950 แนทออกผลงานเพลงที่โด่งดังมากมาย ไล่มาตั้งแต่ช่วงแรกๆ คือ Gee, Baby, Ain’t Good to You, Jumpin at Capitol หรือเพลงที่แนทแต่งคำร้องทำนองด้วยตัวเองอย่าง Straighten Up And Fly Right ซึ่งทำให้ชื่อของแนทและ The King Cole Trio เป็นที่กล่าวขวัญในวงการเพลงสากลทั่วโลก ในช่วงนี้เขายังแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกใน Here Comes Elmer ด้วย
ชื่อเสียงในวงการไหลมาเทมา อย่างไรก็ตาม กับชีวิตครอบครัวแล้วเขาและภรรยาต้องเลิกร้างกัน แนทหย่าขาดจาก นาดีน โรบินสัน ภรรยาคนแรก จากนั้นในปี 1948 ได้สมรสใหม่กับนักร้องชื่อ แมรี เอลลิงตัน ทั้งคู่แต่งงานกันในฮาเร็ม นิวยอร์ก มีบุตรด้วยกัน 5 คน หนึ่งในนั้นคือ นาตาลี โคล นักร้องสาวชื่อดังที่รู้จักกันดี
ชีวิตคนดังไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ชีวิตของแนท คิง โคล ก็เช่นกัน น่าคิดว่าหากเขาได้เห็นอนาคตของตัวเองล่วงหน้า เขายังอยากจะเป็นนักร้องดังหรือไม่ หลังแนทแต่งงานใหม่ เขาย้ายมาอยู่ที่เรือนหอหลังงามที่แฮนค็อค พาร์ค ซึ่งเป็นถิ่นหรูหราของพวกผู้ดีมีอันจะกิน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวในลอสแองเจลิส ทำให้แนทและภรรยารวมทั้งลูกๆ ถูกต่อต้านจากเพื่อนบ้านอย่างรุนแรง ความสุข ความทุกข์ การถูกตั้งข้อรังเกียจ ทั้งหมดระคนปนเปอยู่ในชีวิตคนดังอย่างกล้ำกลืนและฝืนจะทน
เบื้องหน้าคือการเป็นศิลปินยอดนิยมของบรรดาแฟนเพลงทั่วโลก แต่เบื้องหลังในอเมริกา แนท คิง โคล ประสบปัญหาการเหยียดสีผิวอย่างที่เรียกได้ว่าสุดทน การแสดงคอนเสิร์ตหลายครั้ง โดยเฉพาะทางตอนใต้ที่เจอปัญหาเหยียดผิวรุนแรง แนทเคยถูกคนผิวขาวโห่ไล่อย่างหยาบคายหลายครั้ง และในหลายครั้งนั้นก็ถึงขั้นถูกรุมทำร้าย การแสดงบางทีต้องยุติกลางคันรายการโทรทัศน์ The Nat King Cole Show ก็ต้องยุติการแพร่ภาพในปี 1957 เพราะปัญหาผู้อุปถัมภ์รายการเหยียดสีผิว
ไม่แปลกที่ แนท คิง โคล จะเป็นศิลปินผิวดำผู้อยู่เบื้องหลังการเรียกร้องสิทธิความเสมอภาค เขายังได้รับการจัดอันดับเป็นศิลปินที่ได้รับความนิยมอันดับ 5 จากนิตยสารบิลบอร์ด (19551959) และเป็นหนึ่งในศิลปินที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลของแคปปิตอล ในปี 1956 แนทเซ็นสัญญาร้องเพลงในลาสเวกัสด้วยค่าจ้างปีละ 5 แสนเหรียญสหรัฐ ต่อการร้องเพลงปีละแค่ 3 สัปดาห์ นับเป็นค่าจ้างที่สูงมากในยุคนั้น งานที่รัดตัวและบรรยากาศการเหยียดผิว ทำให้สุขภาพนักร้องดังย่ำแย่ แนทสูบบุหรี่จัด มีอาการเจ็บหน้าอกเสมอ กระทั่งแพทย์ตรวจพบว่าเขาเป็นมะเร็งปอด มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน ก่อนจะครบวันเกิดอายุ 48 ปีเพียงเล็กน้อย แนทก็จากทุกคนไป







