
ร่มแก้ว นิยายรักที่มากกว่าเรื่องรัก
ฉัตรารัศมิ์ แก้วมรกต อาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูของใครต่อใคร แต่หากบอกว่าเป็นชื่อจริงของนักเขียน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ฉัตรารัศมิ์ แก้วมรกต อาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูของใครต่อใคร แต่หากบอกว่าเป็นชื่อจริงของนักเขียนเจ้าของนามปากกา “ร่มแก้ว” นักอ่านหลายๆ คนคงต้องร้องอ๋อ ยิ่งหากบอกว่าเป็นนักเขียนเจ้าของผลงาน คุณชายปวรรุจ ปฐพีเล่ห์รัก ต้นรักริมรั้ว แอบรักออนไลน์ ฯลฯ หลายคนคงจะได้มีโอกาสผ่านหูผ่านตาผลงานของเธอ
จากเด็ก ป.5 ที่ไม่ได้คิดเป็นนักเขียน แต่แค่หลงใหลเสน่ห์ใน “นิยายรัก” ชนิดที่เข้าออกร้านเช่าหนังสือข้างบ้านบ่อยกว่าร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย โดยเฉพาะกับผลงานของ วลัย นวาระ ทมยันตี และกิ่งฉัตร นักเขียนในดวงใจที่ซื้อสะสมเก็บเกือบทุกเล่ม ผลงานเหล่านี้ได้จุดประกายจินตนาการและอาการคันไม้คันมือ จนทดลองหยิบจับปากกามาขีดๆ เขียนๆ
“ตอนเด็กๆ ปิดเทอมตื่น 1011 โมง ก็ออกไปเช่าหนังสือกลับมากินข้าวแล้วเริ่มอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ ถึงตีสอง ทำต่อเนื่องทุกวัน ก็ซึมซับมาเรื่อยๆ จนตอนหลังอ่านแล้วรู้สึกว่าบางฉากเราชอบ ก็เริ่มใส่ความคิดตัวเองเข้าไป อย่างฉากพระเอกนางเอกขี่ม้าเราชอบ แต่ขี่ม้าแล้วจบ เราก็เขียนเพิ่มเติมต่อจากเขา บางเรื่องจบแล้วประทับใจ แต่เราอยากให้มีต่อ ก็เขียนต่อให้มีเรื่องจู๋จี๋ กุ๊กกิ๊ก ใส่กระดาษเก็บใส่ตู้ล็อกกุญแจไว้ไม่ได้ให้ใครอ่าน อาย ตอนหลังก็เริ่มมาเขียนเรื่องยาวขึ้น ไม่ได้เขียนแค่เป็นฉากๆ แต่เขียนทั้งเรื่อง ใส่สมุดนักเรียนที่เหลือๆ ใส่ตู้ไว้เหมือนกัน แต่ตอนหลังเผาทิ้งหมดแล้ว (หัวเราะ)”
เกือบสิบปีที่ได้ฝึกปรือฝีมือ มีทั้งเรื่องสั้น เรื่องยาว มีทั้งเขียนจบบ้าง ไม่จบบ้าง จนกระทั่งได้ย่างก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เธอจึงเริ่มต้นส่งนิยายที่เขียน 23 เรื่องที่เขียนเสร็จไปให้นิตยสารหลายแห่งได้พิจารณา แม้จะไม่มีสัญญาณตอบรับแต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอย่อท้อและลงมือเขียนต่อไปเรื่อยๆ ก่อนที่ “แอบรักออนไลน์” จะได้รับการตีพิมพ์เป็นเล่มแรกกับสำนักพิมพ์ปริ๊นเซส ซึ่งเขียนเสร็จในช่วงเรียนจบพอดี
หลังจบจากภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉัตรารัศมิ์เริ่มต้นอาชีพนักข่าวที่หนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น ควบคู่ไปกับการเขียนนิยาย ซึ่งเธอเล่าว่าแม้การเขียนข่าวจะไม่เหมือนเขียนนิยาย แต่ก็สามารถนำเอาความรู้จากการทำงานข่าวมาใช้ประโยชน์ในการเขียนนิยาย ทั้งการสัมภาษณ์ หาข้อมูล หรือตอนนักข่าวเคยไปสัมภาษณ์พ่อแม่เด็กที่เสียชีวิต เห็นมุมมองความเศร้าก็นำมาใช้ได้ ถ้าทำอาชีพอื่นอาจจะไม่ได้เห็นมุมพวกนี้
“การเขียนข่าวต้องจับประเด็น เอามาไฮไลต์ พาดหัว นวนิยายก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีประเด็นก็ไปเรื่อยๆ แค่การเขียนไม่เหมือนกันคือเราไม่ได้เอาประเด็นมาพาดหัวในทันทีให้คนรู้ทั้งหมด แต่เรามีวิธียังไงที่ทำให้ไฮไลต์มันซ่อนนิดๆ รู้แค่ว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วค่อยไปบอกตอนจบ ซึ่งจะทำให้การเขียนนวนิยายมีทิศทางมากขึ้น การเล่าเรื่องกระชับไม่ยืดเยื้อ”
จนถึงวันนี้ “ร่มแก้ว” มีผลงานนิยายออกมาสู่สายตาผู้อ่านแล้ว 17 เล่ม เธอยอมรับว่ายิ่งเขียนยิ่งยาก เพราะเหมือนเล่มแรกยากสุด แต่จริงๆ ง่ายสุด เราอยากเขียนอะไรก็เขียน แต่เล่มสอง สาม สี่ มันจะเริ่มติดขัด ความจริงการเขียนนวนิยายไม่ใช่การมานั่งเพ้ออยู่หน้าจอ แต่ต้องทำงานหนักกว่านั้น เพราะถ้านั่งหน้าจอเขียนไปเรื่อยๆ ทุกเรื่องมันก็จะเหมือนกัน ให้พระเอกนางเอกรักกัน มีอุปสรรค สุดท้ายฝ่าฟันจบ แต่เราต้องคิดว่าแต่ละเล่มจะบอกอะไร และนอกจากจะไม่ซ้ำกับคนอื่นแล้วยังต้องไม่ซ้ำกับตัวเองด้วย
“ตอนเขียนเล่มแรกเราชอบแค่พระเอกนางเอกมาเจอกันในเอ็มเอสเอ็น บทสนทนาน่าจะน่ารักดี คิดแค่นั้นจริงๆ แล้วค่อยมาใส่นู่นใส่นี่ ธีมของเรื่องคืออะไร เมื่อก่อนเราไม่เคยคิด คิดแค่ว่าพระเอกกับนางเอกพบกันด้วยวิธีนี้น่ารัก แต่พอเรื่องสองเรื่องสามเขียนไปครึ่งเรื่องแล้วจะติดตรงกลางตลอด เพราะมันต้องมีคำตอบตั้งแต่แรกว่าเราจะบอกอะไร ไม่ใช่บอกรักความรักของคนคู่หนึ่งแล้วจบ แต่บอกว่าคนเราควรมีความสุขกับการเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ต้องไปเลียนแบบใคร มันจะทำให้เขียนแล้วไม่ติด เพราะรู้ว่าจะเขียนตอบกับเมสเซจที่เราคิดไว้”
กระแสตอบรับจากผู้อ่านทำให้หนังสือหลายเล่มของเธอถูกนำมาทำเป็นละคร เธอเล่าว่า ทั้งดีใจ ทั้งตื่นเต้น และอยากเห็นว่าแต่ละฉากภาพจะออกมาเหมือนที่เราคิดไว้ไหม ซึ่งที่ผ่านมาก็มีทั้งเหมือนและไม่เหมือน บางเรื่องก็ยังคงใจความของเรื่อง แต่บางเรื่องก็อาจจะเปลี่ยนไปตามมุมมองคนจัดละคร อย่างเรื่อง 365 วันแห่งรัก เราเขียนเป็นแนวแฟนตาซีย้อนเวลาไปมา แต่คนทำจะเน้นเรื่องครอบครัว ไม่เน้นเรื่องการย้อนเวลา
นอกจากนี้ ยังทำให้เราได้เห็นมุมมองของคนอื่นด้วย อย่างเรื่องคุณชายปวรรุจ มีตัวละครชื่อกระถิน แต่เขาไปเพิ่มมุมความตลก เราก็ได้เห็นว่าเราเขียนตัวละครตัวนี้ตื้นๆ แต่ทำไมเขาถึงมองได้ลึก เขาใส่อะไรแล้วดูสนุก คล้ายๆ ได้แชร์ความคิดกับคนที่ไปทำ เขาจะขยี้มันยังไง แต่ทำไมเราคิดไม่ถึง เราจะได้ขยายความตรงนี้เอามาใช้กับการเขียนนิยายเรื่องใหม่
ร่มแก้ว มองว่า นวนิยายรักไม่ได้มีแค่เรื่องประโลมโลก พาฝัน ซึ่งเป็นเหมือนน้ำตาลที่เคลือบไว้ข้างหน้า 70% แต่ความจริงยังมีแก่นสารอยู่ข้างใน 30% ถ้าตอนเด็กๆ ให้ไปอ่านธรรมะแล้วได้แก่นสารเดียวกันนั้น เราคงไม่ไปหยิบมาอ่าน แต่เราอาจจะเริ่มต้นจากเพราะเราอยากได้ความเพ้อฝัน แต่ถ้าเป็นนวนิยายดีๆ ก็จะได้สาระควบคู่ไปด้วย ส่วนหนังสือของเธอก็พยายามสอดแทรกสาระเข้าไปมากบ้างน้อยบ้าง
“จริงๆ แล้วอ่านนิยายรัก อาจทำให้เข้าใจความรักมากขึ้น ความรักมีอยู่หลายแบบ ไม่ใช่เพ้อฝัน เจ้าหญิงเจ้าชายอย่างเดียว แต่นิยายรักหลายเรื่องซ่อนอะไรให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น คนที่มีปัญหาความรัก ชีวิตตัวเองเจอปัญหาแบบเดียว ไม่เคยรู้คนอื่นมีปัญหาอย่างไร เขาได้รับการแก้ไขอย่างไร บางทีในนิยายก็บอกว่าความรักที่ประสบปัญหาตัวละครแก้ไขอย่างไร และบางเรื่องก็มีคนบอกว่าตรงกับชีวิตเขา ได้แนวคิดใหม่
...เหมือนเราก็รู้สึกกับนิยายคนอื่น อย่างของ ว.วินิจฉัยกุล นางเอกมีความรักล้มเหลว เขาใช้ชีวิตใหม่อย่างไร ไม่ใช่เพ้อฝันอย่างเดียวแต่ให้ความหวังด้วย มองโลกในความเป็นจริง ความรักที่ล้มเหลวก็มีได้ บางทีพระเอกนางเอกไม่ใช่คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ชีวิตจริงมีข้อบกพร่อง เราก็ใส่ข้อบกพร่องลงไป แล้วดูว่าตัวละครจะแก้ปัญหายังไง เคยมีคนอ่านเขียนจดหมายมาบอกว่าได้ความคิดจากที่ได้อ่านหนังสือ บอกว่าตัวเองเป็นเหมือนนางเอก งี่เง่าๆ พออ่านจบความคิดก็เปลี่ยนไป ไปคุยกับแฟนความสัมพันธ์ดีขึ้น”







