
ศิลปะ ณ พรมแดนของโอกาส
เมื่อเรานำสี นำแปรง นำพู่กันไปใส่มือเขา เขามีความสุขทันที เขาหัวเราะทันที และเรารู้ทันทีถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเขาว่า เด็กคนนี้คิดอะไรอยู่ นี่จึงเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดและทรงพลังที่สุด
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ / ภาพ ภัทรชัย ปรีชาพานิช/ประพล ฉัตรธารากุล &<2288;
“เมื่อเรานำสี นำแปรง นำพู่กันไปใส่มือเขา เขามีความสุขทันที เขาหัวเราะทันที และเรารู้ทันทีถึงสิ่งที่อยู่ในใจของเขาว่า เด็กคนนี้คิดอะไรอยู่ นี่จึงเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดและทรงพลังที่สุด” ดร.รัตนา แซ่เล้า นักวิจัยด้านการศึกษาและผู้ก่อตั้งกลุ่ม UNITE Thailand เล่าถึงเครื่องมือที่กลุ่มใช้ในการสนับสนุนการพัฒนาทักษะการใช้ชีวิตของเด็กๆ นั่นก็คือ ศิลปะ
ย้อนหลังกลับไป 2 ปีก่อน ปี 2554 เป็นอีกปีหนึ่งที่การเมืองร้อนแรง ผู้คนหลายๆ คน ไม่อยากใช้ชีวิตท่ามกลางความขัดแย้ง คนแบ่งแยกกันด้วยสี ดร.รัตนาแม้ไม่เกี่ยวข้องด้วยการเมือง แต่ก็เป็นคนหนึ่งที่อึดอัดขัดข้อง หญิงสาวตัดสินใจหิ้วกระเป๋า (สี) เดินทางไปยังโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ จ.กาญจนบุรี เธอแจกจ่ายสี แปรงและผ้าใบให้แก่เด็กๆ ในบ่ายที่โลกแห่งความขัดแย้งของสีไม่อาจแผ้วพานเข้าไป UNITE Thailand ก็ก่อตั้งขึ้น
ดร.รัตนาเป็นนักการศึกษาที่ศึกษาด้านนโยบายการพัฒนา การวิจัยสังคมและการศึกษา (Institute of Education,University of London) รวมทั้งการศึกษาเปรียบเทียบ (Teach College Columbia University, NYC) ในระหว่างที่เรียนปริญญาโทที่อังกฤษ มีวิชาหนึ่งที่ให้นักศึกษานำผ้าใบกลับไปที่ประเทศของตัว ให้เด็กๆ วาดสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขา แล้วนำกลับมาที่อังกฤษ
“จากความประทับใจในครั้งนั้น ผสมกับความเบื่อสีเสื้อการเมืองในอดีต (ฮา) ก็ค่อยๆ ต่อยอดเป็น UNITE Thailand การทำงานกับเด็กมันคือความสดใสมากๆ คือความสด ความสนุกสนาน ที่สำคัญที่สุดมันคือคำตอบที่เฉลยว่าเด็กๆ เหล่านี้ต้องการอะไรกับชีวิต”
คำตอบของเด็กตรงไปตรงมา บอกเล่าอย่างใสซื่อ ไม่ปิดบังอำพราง เด็กๆ ตอบออกมาตรงๆ ในภาพวาดทั้งหลายเหล่านั้น นี่คือความประทับใจของ ดร.รัตนาว่า เมื่อเอาอุปกรณ์การระบายสีให้ไป สิ่งที่ได้คืนมาคือ การล่วงรู้สิ่งที่อยู่ในใจของเด็ก และทำให้รู้ว่า จริงๆ แล้วปัญหาการศึกษาเด็กไทยก็ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว
ในมุมของนักการศึกษา เธอมองว่า เด็กไทยส่วนใหญ่ขาดทักษะในการแสดงออก คือการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนที่บกพร่อง ปัญหาคือความแตกต่างที่สูงมากของโอกาสที่เด็กได้รับ เด็กในเมืองได้รับโอกาสสูงมาก ขณะที่เด็กต่างจังหวัดส่วนใหญ่ได้รับโอกาสน้อยมากในการพัฒนาเรื่องเหล่านี้
“เด็กบางคนมีโอกาสเรียนเต้นบัลเลต์ เรียนเปียโน หรือเด็กบางคนไปแคมป์ฤดูร้อนภาษาอังกฤษ ในแง่การศึกษาสิ่งเหล่านี้เสริมสร้างทักษะที่จำเป็น ทั้งการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน รากฐานของทักษะที่เมื่อเติบโตขึ้นสำคัญอย่างมากต่อการศึกษาเรียนรู้ และการใช้ชีวิต” ดร.รัตนาเล่า
การศึกษาไทยเน้นการสอบ แต่ไม่เน้นทักษะ นั่นทำให้เด็กไทยส่วนใหญ่มีความรู้ แต่ไม่มีทักษะที่จะสื่อสารหรือแปลงความรู้ความคิดของตัวเองออกมาให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ต้องคิดถึงขนาดว่าทำอย่างไรให้ฝันเป็นจริง เพราะแค่คิดแค่ฝันก็ยังเลือนๆ รางๆ เพราะเด็กทักษะไม่แน่น เด็กบางคนเขียนแนะนำตัวเองด้วยกระดาษ 1 หน้ายังไม่ได้ บางคนแนะนำตัวเองได้แค่ 3 บรรทัด และบางคนต้องนับกันเป็นประโยค
“การศึกษาคือโอกาสสำหรับเด็กทุกคน ถ้าการศึกษาไม่มีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์คือเด็กที่ไม่กล้าแม้แต่จะคิด แต่เชื่อมั้ยว่าเด็กทุกคนมีความคิดและมีความฝัน เด็กทุกคนต้องการโอกาสที่จะได้ฝันและได้ทำ”
จากการนำสีไปให้เด็กๆ สื่อความคิดอย่างเสรีผ่านการระบายสี ต่อยอดเป็น UNITE Thailand ที่นำศิลปะมาใช้เป็นสื่อในการพัฒนาทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน ที่นอกจากจะวาดภาพแล้ว ยังมีกิจกรรมให้เด็กสร้างเรื่องราวจากภาพ เล่าและร้อยเรื่องราวจากหลายๆ ภาพเข้าด้วยกัน ทักษะเหล่านี้คือทักษะการสื่อสารสู่ความสามารถในการแสดงออกต่อๆ ไป
“ทักษะมาจากการเล่าเรื่อง การคิด การฟัง และการทำงานร่วมกันเป็นทีม อย่างที่บอกค่ะว่า เราใช้ศิลปะมาเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับสิ่งที่เขาคิด และเราก็หวังว่าเด็กจะพัฒนาทักษะในการสื่อสารเหล่านี้เพิ่มขึ้น เพราะมันจะช่วยขยายใหญ่จินตนาการให้เด็กๆ กล้าฝันและกล้าทำความฝันให้เป็นจริง” ดร.รัตนาเล่า
โครงการฯ ดำเนินต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กับอีกหลายครั้งในหลายโรงเรียนทั่วประเทศ กาญจนบุรี เลย ลพบุรี ชลบุรี เลย และกรุงเทพฯ ในบางพื้นที่มีเด็กชายขอบที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเข้าร่วมด้วย เด็กในโครงการฯ มีทั้งเด็กเล็กวัย 510 ขวบ เด็กวัยรุ่นระดับมัธยมต้นปลาย และเด็กระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัย คิดเป็นจำนวนกว่า 500 คน 500 ภาพ
ดร.รัตนาเล่าว่า ภาพของเด็กมีความคล้ายคลึงกัน ถ้าเป็นเด็กต่างจังหวัด ภาพส่วนใหญ่เป็นภาพธรรมชาติ สัตว์ป่า ภูเขา ต้นไม้ และดวงอาทิตย์ บางคนวาดภาพหิ่งห้อยเต็มท้องฟ้า บางคนวาดรูปคนถือปืน ถ้าเป็นเด็กในเมือง ทุกคนวาดภาพพ่อแม่ หรือในบริบทที่การเมืองกำลังร้อนแรง เด็กบางคนวาดภาพธงชาติในดวงตา นกสันติภาพ
“แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่นี่คือโอกาสที่เด็กๆ ทุกคนควรได้รับ พรมแดนของโอกาสทางการศึกษาที่มีศิลปะเป็นเครื่องมือ”
อดิศักดิ์ พิริยากรกุล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะรัฐศาสตร์ การระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มฯ เล่าว่า การทำงานช่วยน้องๆ ในการวาดรูป ไม่ใช่การสอนโดยตรง แต่เป็นการช่วยชี้แนะและสนับสนุนเด็กๆ ให้แสดงออก น้องอยากทำอะไร อยากวาดอะไร เราซึ่งคล้ายกับพี่เลี้ยงก็วาดด้วย โดยนั่งอยู่ข้างๆ หรือนั่งอยู่ในวงล้อมของเด็กๆ วาดไปพร้อมๆ กันกับเด็กนั่นเอง
“สำหรับผมแล้วศิลปะช่วยให้เด็กๆ มีความคิดสร้างสรรค์ในโลกจินตนาการที่กว้างใหญ่ เราทำให้เขากล้าที่จะคิด กล้าที่จะฝัน สีที่เราเอาใส่มือเขา เหมือนกับเราให้โอกาสเขา ให้พื้นที่แก่เขา และให้เขาได้เป็นผู้ออกแบบจินตนาการของตัวเองด้วยตัวเอง”
ศิลปศึกษา (Art Education) กับศิลปะบำบัด (Art Therapy)
เป้าหมายที่ต่างกัน แต่ผลลัพธ์เดียวกันคือความสมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์
โดย อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ผู้อำนวยการสถาบันศิลปะบำบัดในแนวมนุษยปรัชญา
“ศิลปะ” ในความหมายของศิลปะมนุษยปรัชญา (Anthroposophic Art) ให้คุณค่าศิลปะไว้ในระดับจิตวิญญาณและศีลธรรมไม่ต่างจากศาสนา โดยพัฒนาการในเด็กเล็ก เราเห็นธรรมชาติจริงๆ ของเด็กอย่างไร? พวกเขากำลังใช้แขนขาค้นหาความหมายของสรรพสิ่งบนโลก เด็กนั่งเล่นดินทราย ปีนป่าย หรือสัมผัสสิ่งต่างๆ รวมถึงหยิบจับสีมาระบายหรือดินสอมาลากเส้น นั่นล้วนเป็นการทำงานกับสัมผัส (Sense) ในตัวเขาทั้งสิ้น
คุณค่าในช่วงเวลาที่บ่มเพาะนี้ สิ่งที่สำคัญคือการทำงานของสัมผัสด้านสมดุล (Sense of Balance) สัมผัสแห่งการสัมผัส (Sense of Touch) สัมผัสแห่งชีวิต (Sense of Life) และสัมผัสแห่งการเคลื่อนไหว (Sense of Movement) สัมผัสกลุ่มนี้เรียกว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการฟัง การนึกคิด และด้านภาษาต่อไปในภายภาคหน้า ไม่ใช่เป็นผู้เก่งภาษาแต่เป็นการฟังและคุณภาพการรับรู้ผู้อื่นอย่างเข้าอกเข้าใจ
“ศิลปะที่อยู่ในชีวิตช่วงนี้ไม่ใช่แค่กิจกรรม แต่โน้มนำไปถึงการสัมผัสความงามในหัวใจที่พ่อแม่หรือครูสามารถนำมาใช้ในช่วงวัยนี้ กิจกรรมศิลปะใดๆ คือส่วนหนึ่งของการพัฒนาตนเอง”
ในการเปิดประตูโลกสัมผัสเพื่อเรียนรู้โลกจริงๆ ในแต่ละวัน เด็กวัยอนุบาลไปจนถึงอายุ 14 ปี ร่างกายกับจิตวิญญาณมีความพร้อมที่จะรับศิลปะอยู่แล้ว (Art Education) หากเด็กได้รับการพัฒนาที่ไม่เหมาะสม เด็กจะขาดสมดุล ขาดพลังชีวิต (Life forces) ขาดความมีชีวิตชีวา ขาดความมุ่งมั่น มีปัญหาทางอารมณ์
“อันนี้ขอให้ดูตัวอย่างเด็กไทยที่ได้รับเทคโนโลยีจนขาดความพอดี เนื่องจากพลังของสีตามธรรมชาติ ความนุ่มนวล ความช้ามั่นคงในโลกศิลปะตรงกันข้ามกับสิ่งที่เด็กได้รับจากดิจิตอล”
และนี่จึงเป็นอีกขั้นตอนของการนำศิลปะบำบัดมาดูแลเด็กที่มีปัญหา อย่างไรก็ตาม การใช้ศิลปะบำบัดนี้ควรได้รับการกำกับดูแลจากนักศิลปะบำบัด (Art Therapist) ที่มีความรู้ด้านการบำบัด รวมถึงการนำศิลปะมาใช้อย่างถูกต้องเหมาะสม
“เป้าหมายและเส้นทางการทำศิลปะบำบัด ไม่ได้เป็นเรื่องของผลงานศิลปะ หากเป็นเรื่องของกระบวนการที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าจนกว่าจะได้พบเด็กคนนั้นจริงๆ และเห็นว่าเส้นทางการบำบัดจะเริ่มขึ้นอย่างไร การบำบัดด้วยการระบายสีนั้นมีรายละเอียดกระทั่งว่าเลือกใช้สีโทนที่เหมาะสมกับเด็ก รวมถึงความอ่อนเข้มของสี เส้น ยังทำงานกับอวัยวะต่างๆ ในตัวเด็กให้คืนสมดุลได้”
ตามธรรมชาติของเด็กแล้ว สัมผัสต่างๆ ที่กระทบถึงใจเด็กมีความละเอียดอ่อนและประทับอยู่ในตัวเขา ความขัดแย้งใดๆ ตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงสังคม ย่อมกระทบถึงตัวเด็กและทุกๆ คนได้ หากสิ่งนั้นมีความรุนแรงจนกลายเป็นวิกฤตของสังคมแต่ละพื้นที่
“ศิลปะสำหรับผมคือ บทบาทในการเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ที่หัวใจไปจนถึงระดับศีลธรรมแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ และเมื่อมนุษย์ขาดสมดุล ศิลปะในบางแง่มุมก็เป็นดั่งสะพานแห่งการเยียวยาด้วยเช่นกัน”







