
(ภาพยนตร์) อาเซียน & ออสการ์
ฟังดูแสนจะไกลเกินเอื้อม (อยู่ไม่น้อย) ออสการ์กับอาเซียน ทว่า วันที่ 2 มี.ค. รางวัลอันทรงเกียรติ
โดย...จีไอโจ
ฟังดูแสนจะไกลเกินเอื้อม (อยู่ไม่น้อย) ออสการ์กับอาเซียน ทว่า วันที่ 2 มี.ค. รางวัลอันทรงเกียรติด้านภาพยนตร์รางวัลนี้ อาจตกอยู่ในมือของผู้กำกับอาเซียน (ก็เป็นได้)
ไม่ได้โม้เลย สมมตินะสมมติ ว่าถ้าเกิดซองใส่ผลรางวัลสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศถูกเปิดออก แล้วคนประกาศบนเวที (ซึ่งก็ไม่รู้เป็นใคร) ประกาศเสียงดังฟังชัด ภาพยนตร์ที่ชนะเลิศ ได้แก่ The Missing Picture ตัวแทนจากประเทศกัมพูชา กำกับโดย “ริทธี ปานห์”
โอ้!!! ครานี้แหละ คำว่าไกลเกินเอื้อม ระหว่างออสการ์กับอาเซียน ก็คงไม่มีอีกต่อไป
ในขณะที่ทุกคนกำลังรอลุ้นผลออสการ์ 2014 เชื่อเถอะ คนที่มีชื่อเข้าชิงอย่างริทธีคงไม่หลับไม่นอน ยิ่งใกล้วันก็ยิ่งตื่นเต้น แม้หลายสำนักวิจารณ์จะฟันธง (ขำๆ) ว่าริทธี กับ The Missing Picture ไม่มีทางที่จะครองรางวัลยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ เพราะวัดตัวต่อตัว คู่แข่ง 4 เรื่อง The Broken Circle Breakdown จากเบลเยียม The Great Beauty จากอิตาลี The Hunt จาก เดนมาร์ก Omar จาก ปาเลสไตน์ แต่ละเรื่องล้วนเขี้ยวลากดิน
จะยังไงก็ตาม แม้ริทธีจะไม่ได้รางวัล หรือกรรมการเมินใส่ The Missing Picture แต่การมีชื่อเข้าชิงออสการ์ 5 เรื่องสุดท้าย ก็สร้างประวัติศาสตร์ให้โลกภาพยนตร์ให้จดจำตราบนาน
เพราะมันคือภาพยนตร์เรื่องแรกของริทธีและของกัมพูชา ที่สามารถผงาดบนออสการ์ มิหนำซ้ำ The Missing Picture ยังเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของชาติอาเซียน ที่ออสการ์มิอาจละสายตาโดยไม่ไยดีไปได้
ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ อาจะเป็นหักหอกด้านภาพยนตร์ในย่านอาเซียน แต่ชาติเหล่านี้กลับไม่เคยมีหนังเข้าชิงออสการ์เลยสักครั้ง ประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์จารึกไว้เพียง The Scent of Green Papaya ภาพยนตร์เวียดนาม
จริงเหรอ? จริงแท้และแน่นอน เวียดนามคือชาติแรกในอาเซียนที่มีโอกาสไปย่ำพรมแดงออสการ์ ปี 1994 และถูกประกาศชื่อบนเวที คนที่พาเวียดนามไปสู่จุดนั้น ก็คือ “ตรัน อานห์ หุง” ผู้กำกับเลือดใหม่ที่ลี้ภัยไปอยู่ประเทศฝรั่งเศสหลังสงครามเวียดนามสิ้นสุด
นำมาซึ่งความภูมิใจของคนเวียดนามและคนอาเซียน มาปีนี้ก็เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของคนกัมพูชาและคนอาเซียน เมื่อผู้กำกับวัย 49 ปี ผู้สูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยุคเขมรแดง กลายเป็นส่งต่อภาพยนตร์ชีวิตให้โลกได้รู้จัก
ริทธีให้สัมภาษณ์กับสื่อว่ารางวัลออสการ์น่าจะเป็นของขวัญปลอบประโลมหัวใจอันบอบช้ำให้แก่เหยื่อไม่มากก็น้อย นั่นหมายถึงเขาหวัง (ยัง) ลึกๆ กับการคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ
“คุณไม่ได้รอดจากยุคเขมรแดงเพราะคุณแข็งแกร่ง หรือฉลาด แต่คุณรอดเพราะผู้คนเสียชีวิตช่วยคุณไว้ต่างหาก ฉะนั้น คุณต้องถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ เพราะนี่คือสิ่งที่บรรดาผู้รอดชีวิตควรต้องทำ”
ด้วยว่าออสการ์เป็นรางวัลเก่าแก่และยิ่งใหญ่ (จัดมาตั้งแต่ปี 1929) จึงไม่แปลกที่มันจะกลายเป็นความใฝ่ฝันสูงสุดในชีวิตของคนวงการภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกา ยุโรป ละตินอเมริกา แอฟริกา แต่ยังรวมถึงเอเชีย ขาดไม่ได้คือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน
ทุกๆ ปี จำนวนภาพยนตร์ตัวแทนจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากมาย ถูกส่งชื่อให้กรรมการสถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์พิจารณาในรอบแรก และคัดให้เหลือ 5 เรื่องสุดท้าย มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นทีจะได้รับการประกาศชื่อเป็นผู้ชนะบนเวที
The Scent of Green Papaya ทำไม่สำเร็จในการชิงชัยออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ปี 1994 (ผู้ชนะคือ ภาพยนตร์จากสเปน Belle Epoque) ทว่า เรื่องราวที่อยู่ใน The Scent of Green Papaya กลับมัดใจแฟนๆ ที่ได้ชมภาพยนตร์ เพราะมันคือภาพชีวิตสาวใช้ในครอบครัวชนชั้นสูงและเผลอไผลไปตกหลุมรักชายหนุ่มรูปงาม ซึ่งโดดเด้งด้วยวิธีนำเสนอผ่านงานถ่ายภาพอันวิจิตร องค์ประกอบศิลป์สมบูรณ์แบบ ถือเป็นผลงานแห่งอาเซียนสร้างความฮือฮาอย่างมาก
The Missing Picture จะรู้ผลก็วันพรุ่งนี้ อาจมีเฮดังๆ หากว่าเป็นวันแห่งชัยชนะ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แพ้ ชนะ อาจไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ภาพยนตร์กำลังเล่าเรื่องอยู่บนจอ ที่ได้สร้างความประทับใจและสะเทือนใจให้กับคอภาพยนตร์แบบมิรู้ลืม โดยมีตัวละครตุ๊กตาดินเหนียว ซึ่งถูกแทนตัวละครคนจริงทำหน้าที่โอบรัดผู้ชมด้วยความโหดร้ายทุกข์ทรมานจากการเข่นฆ่ากันเองของคนในชาติ
“ดรสรณะ” นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ให้ความเห็นว่าการชนะออสการ์ของภาพยนตร์อาเซียน รวมถึงเอเชียเป็นเรื่องยากมาก เนื้อหาหนัก เข้มข้น ดรามาน้ำตาไหลพราก เสียดเย้ย หรือตีแผ่สังคม กระทั่งโปรดักชั่นที่ทุ่มทุนอลังการ ก็อาจไม่ใช่ตัวชี้วัด เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ชนะอยู่ที่การโหวตของกรรมการ การนำเสนอขายภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ ของผู้จัดจำหน่าย และที่มองข้ามไม่ได้ ก็คู่แข่งรอบชิง
“พูดยากจริงๆ ครับว่าปีนี้ใครจะชนะ แต่ส่วนตัวชอบ The Missing Picture อยากให้ชนะครับ แต่ก็ยากอยู่เหมือนกัน เพราะอย่าลืมว่ากรรมการเป็นอเมริกัน ไม่ใช่คนเอเชีย หรืออาเซียน ถ้า The Missing Picture ชนะออสการ์ ผมว่ามันคือประเด็นที่นำเสนอ คือจริงทั้งเหตุการณ์และชีวิตของผู้กำกับ
ปีที่ The Scent of Green Papaya เข้าชิงแล้วไม่ชนะ ผมมองว่าน่าจะเพราะเจอคู่แข่งที่แข็งกว่า ส่วนปัจจัยอื่นๆ ก็เหมือนที่ผมพูดมานั่นแหละครับ มันอยู่ที่ว่ากรรมการจะโหวตให้ใคร”
เอเชียในอ้อมกอดออสการ์
อิหร่าน เนปาล อินเดีย อิสราเอล ปาเลสไตน์ คาซัคสถาน จีน ฮ่องกง ไต้หวัน คือชาติที่ได้เข้าชิงออสการ์ สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ ทำสถิติมีชื่อติดโผออสการ์รอบสุดท้ายเยอะกว่าใคร ได้แก่ ญี่ปุ่นกับอิสราเอล แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่าเข้าชิงแล้วครองรางวัล ในประวัติศาสตร์โลกภาพยนตร์จารึกไว้ ชาติเอเชียมีเพียง 3 ชาติเท่านั้น ที่ได้สัมผัสออสการ์ อิหร่าน (Nader and Simin, a Separation / อัสการ์ ฟาร์ฮาดี กำกับ / ปี 2012) ญี่ปุ่น (Departures / โยจิโระ ตาคิตะ กำกับ / ปี 2009) ไต้หวัน (Crouching Tiger, Hidden Dragon/ หลี่อัน กำกับ/ ปี 2001)
น่าสนใจคือ ปี 1994 ถือเป็นปีทองของภาพยนตร์เอเชียก็ว่าได้ เมื่อทะลุเข้าไปตัดเชือกถึง 3 เรื่อง Farewell My Concubine จากฮ่องกง The Wedding Banquet จากไต้หวัน และ The Scent of Green Papaya จากเวียดนาม ซึ่งทั้ง 3 เรื่อง ต่างก็อกหักกลับบ้าน
ภาพยนตร์ไทยยังห่างไกลออสการ์
แม้ระยะหลังจะขยันส่งตัวแทนภาพยนตร์ไทยไปชิงออสการ์ แต่มิวายก็ตกรอบแรกตลอด จนมีคนตั้งคำถามภาพยนตร์ไทยแย่ขนาดนั้นเชียว กรรมการออสการ์ถึงได้เมินใส่ จะอะไร ยังไง ไม่ขอวิจารณ์ ลองดูรายชื่อภาพยนตร์ไทยที่เรารวบรวมมาไว้ว่าเข้าใกล้ออสการ์หรือยัง
น้ำพุ, คนเลี้ยงช้าง, น้องเมีย, กาลครั้งหนึ่ง เมื่อเช้านี้, เสียดาย 2, ท้าฟ้าลิขิต, เรื่องตลก 69, 14 ตุลา สงครามประชาชน, มนต์รักทรานซิสเตอร์, เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล, โหมโรง, มหา’ลัย เหมืองแร่, อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม, ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๒ (ตอน ประกาศอิสรภาพ), รักแห่งสยาม, ความจำสั้น แต่รักฉันยาว, ลุงบุญมีระลึกชาติ, คนโขน และเคาท์ดาวน์ คือตัวแทนภาพยนตร์ไทยชิงออสการ์ปีล่าสุด
ในจำนวนตัวแทนภาพยนตร์ไทยชิงออสการ์ที่ผ่านมา ปรากฏว่าผลงานที่เข้าตากรรมการ กลายเป็นของผู้กำกับ “เป็นเอก รัตนเรือง” ติดโผมากที่สุด 3 เรื่อง ขณะที่ภาพยนตร์ที่สะท้อนความเป็นไทยก็ยังไม่เคยหลุดโผเช่นกัน
ออสการ์ไม่ง่าย แค่เข้าชิงก็ว่ายากแล้ว ได้รางวัลเรียกว่าโคตรยากกกก วันหนึ่งวันใด ภาพยนตร์ไทยคงก้าวข้ามจุดนั้นได้ สู้! สู้!







