“มุมพักในที่ทำงาน”ของ”กิติเมธี มนต์เสรีนุสรณ์”
“กิติเมธี มนต์เสรีนุสรณ์” วัย 29 ปี กรรมการ บริษัท สุธากัญจน์ (SUTHA) รุ่นที่ 3 ของผู้ผลิตและจำหน่ายปูนขาวร้อนรายใหญ่ของประเทศ
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง / ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
“กิติเมธี มนต์เสรีนุสรณ์” วัย 29 ปี กรรมการ บริษัท สุธากัญจน์ (SUTHA) รุ่นที่ 3 ของผู้ผลิตและจำหน่ายปูนขาวร้อนรายใหญ่ของประเทศ เขาเป็นลูกเจ้าของหรือผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา ที่ยกหน้าที่บริหารงานบริษัทให้ญาติสนิท “ปัญชฤทธิ์ มนต์เสรีนุสรณ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้บริหารหลักทำหน้าที่ดูแล SUTHA สำหรับ”กิติเมธี”รับหน้าที่ ดูเรื่องข้อมูลและตัวเลขของบริษัทต่างๆ ในการเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)
“กิติเมธี” จบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียแห่งเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ และปริญญาโท ด้านบริหารความเสี่ยงจากมหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย
สำหรับเมืองไทยการเรียนทางด้านการบริหารความเสี่ยงยังอาจจะดูใหม่ เพราะจะมีเรียนเพียงเป็นวิชาหนึ่งเท่านั้น จบมาก็ได้ไปลองวิชา ในตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโส ของบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ ซึ่งเป็นหนึ่งใน ท็อป 4 บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของเมืองไทย โดยเข้าไปดูด้านบริหารความเสี่ยงกับบริษัทพลังงานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งอยู่พักใหญ่ รวมถึงสถาบันการเงินชั้นนำแห่งหนึ่ง
สำหรับเขาถือว่าเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่มาก เนื่องจากยังมีอายุยังน้อยมากเมื่อเทียบกับคนที่เขาทำงานและมีประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานและการเงินซึ่งเป็นอุตสากรรมชั้นนำของประเทศอยู่แล้ว แต่เขาต้องคอยให้คำแนะนำและประเมินความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่งสิ่งที่ยากคือ การทำอย่างไรที่ทำให้คนส่วนใหญ่ที่เราประสานงานด้วย ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุมากกว่าเรา ยอมรับในสิ่งที่เราคิดและแสดงความคิดเห็นออกไป
ทำได้เพียง 2 ปี ถึงเวลาที่ต้องมาช่วยธุรกิจที่บ้าน จึงเป็นเรื่องปกติที่ทำให้โครงการนี้เดินหน้าไปให้ได้
ความเครียดจากงานที่ได้รับมอบหมายทำให้เขาต้องหาวิธีผ่อนคลาย และวิธีคลายเครียดง่ายๆก็คือบรรยากาศในสำนักงานบริษัทนั่นเอง
“กิติเมธี” บอกว่า ปกติงานอาจจะต้องขับรถไปยังที่โรงงาน จ.สระบุรี กับออฟฟิศ ที่ จ.นนทบุรี อาจจะเป็นเรื่องที่โชคดีที่ออฟฟิศมีการออกแบบคล้ายๆ บ้าน เพราะก่อนหน้านี้ ออฟฟิศก็เป็นส่วนหนึ่งของที่พักอาศัย และก็ปรับแต่งให้เป็นออฟฟิศมากขึ้น แต่โดยรวมก็ยังถือว่ายังมีเงาต้นไม้ใหญ่ ทางเดินเข้าก็ยังปกคลุมด้วยต้นไม้หลากพันธ์ พร้อมมีโต๊ะให้ออกมานั่งเล่น หรือเดินเล่น หรือไว้สำหรับไว้แลกเปลี่ยน ปรึกษาปัญหาหรือแม้ไว้เป็นที่ประชุม ซึ่งก็รู้สึกว่าจะช่วยเบรกอารมณ์ให้ผ่อนคลายได้ดี
นอกจากนั้นเรื่องที่ชอบมากสุดคือ การที่มีเจ้าตูบพันธุ์บีเกิลนามว่า “โมจิ” คู่ซี้ให้คอยเล่น คอยลูบหัว คอยกอด ตลอดเวลา เขาบอกว่า มันเหมือนเป็นการให้กำลังใจทางอ้อม แม้วันที่เหนื่อย คิดอะไรไม่ออก ได้มาเล่นกับมัน สักพักก็รู้สึกว่าดีขึ้น โมจิถือว่าเป็นสุนัขตัวที่ผูกพันมากที่สุด จากกว่า 10 ตัวที่มีทั้งหมด ซึ่งหลายตัวก็มีทั้งที่เขาเก็บมาจากวัดและบางตัวก็ไปซื้อมาเองด้วยเช่นกัน
สำหรับโมจิได้อยู่กับเขามา 78 ปี แล้ว ซึ่งตอนที่ไปเรียนต่อปริญญาตรีและปริญญาโทที่ต่างประเทศก็รู้สึกเศร้าและก็คิดถึงบ้าง แต่ก็จะกลับมาเยี่ยม ซึ่งก็รู้สึกว่าดีนะ ที่แรกๆ อาจจะงง แต่สักพักมันก็จะจำเราได้ รู้สึกว่า สุนัขซื่อสัตย์กับเรา มันรักเรามันก็แสดงออกชัดเจน เรารักมันก็กอด ลูบหัวมัน เรียกได้ว่าต่างคนต่างเป็นกำลังใจให้กันและกันได้ดี


