posttoday
งานที่ชอบ...อาชีพที่ใช่ ยุค  2014

งานที่ชอบ...อาชีพที่ใช่ ยุค 2014

22 กุมภาพันธ์ 2557

ได้ทำงานที่ตัวเองรัก เป็นความฝันอันสูงสุดของทุกคนเพราะนอกจากได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและมีชีวิตเหมือนได้พักผ่อนทุกวันแล้ว ยังได้รับผลตอบแทนเพื่อเลี้ยงชีพอีกด้วย

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

ได้ทำงานที่ตัวเองรัก เป็นความฝันอันสูงสุดของทุกคนเพราะนอกจากได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและมีชีวิตเหมือนได้พักผ่อนทุกวันแล้ว ยังได้รับผลตอบแทนเพื่อเลี้ยงชีพอีกด้วย

แต่จะมีสักกี่คนที่ได้งานตามความใฝ่ฝันของตัวเอง

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยผลสำรวจเดือน ต.ค. 2556 พบว่า เมืองไทยมีคนว่างงาน 2.3 แสนคน และในจำนวนนี้ 8.3 แสนคนจบระดับอุดมศึกษา

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สำรวจบัณฑิตจบใหม่ มธ.เดือน ส.ค. 2555 พบว่า คณะที่จบแล้วมีงานทำแน่นอนและเงินเดือนสูงล้วนแล้วแต่เป็นคณะพื้นฐานดั้งเดิมคือ แพทย์ ได้เงินเดือนสูงสุด และบัญชี แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาลและสหเวชศาสตร์ที่มีงานทำมากที่สุด

สำหรับคนรุ่นเบบี้บูมที่อยู่ในวัย 49 ปีขึ้นไป อาชีพพื้นฐานคงชื่นชอบและรักในอาชีพที่ทำเงิน

แต่สำหรับวัยต่ำกว่า 48 ปีแล้ว พวกเขาไม่นิยมอาชีพแบบนี้แน่เพราะไม่มีเวลาให้กับชีวิตส่วนตัว

โดยเฉพาะคนวัยไม่เกิน 40 ปี จะมีอาชีพที่แตกต่างและหลากหลายจากรุ่นพ่อรุ่นแม่อย่างสิ้นเชิง ไม่ต้องตรากตรำทำงานหนักเท่า เพราะความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีช่วยให้ไปถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าจะเป็นเถ้าแก่ยุคใหม่ หรืออาชีพนักชิมไวน์ ล้วนหล่อเลี้ยงตัวเองได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาทำงาน

เถ้าแก่ยุคใหม่

ถ้าเป็นเถ้าแก่ยุคใหม่ที่สร้างธุรกิจของตัวเองจะเป็นเถ้าแก่ที่เก่งภาษา มีความรู้รอบด้าน มีความคิดสร้างสรรค์ เชี่ยวชาญเทคโนโลยี ไม่ใช้แรงงานมาก และไม่จำเป็นต้องมีสถานประกอบการ

“อัฐวุฒิ จ่างวิทยา” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัท อินโนเวทีฟ ดีไซน์ แอนด์ คอนซัลแทนซี และ “วิลาส ฉ่ำเลิศวัฒน์” เจ้าของบริษัท โวเน่ บริษัทรับจัดทำเว็บไซต์ และบริษัท บ๊อก บ๊อก บริษัทรับจัดทำบัตรสะสมแต้มออนไลน์ เป็นตัวแทนของเถ้าแก่รุ่นใหม่ที่ว่านี้ ทั้งคู่จบปริญญาเอกธุรกิจเทคโนโลยีและการจัดการนวัตกรรม ด้านสหวิทยาการ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เถ้าแก่ศิลปิน

“อัฐวุฒิ” วัย 38 ปี จบปริญญาตรีมัณฑนศิลป์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ช่วงอยู่ชั้นปีที่ 4 ได้ทำโครงการใหญ่เรื่องโรงเรียนสอนแฟชั่น ภายหลังเรียนจบได้เข้าไปทำงานบริษัทโมเดลลิ่งเป็นอาร์ตไดเรกเตอร์ รับจัดงานแฟชั่นโชว์ ได้ทำงานร่วมกับ โอ “เทพรัตน์ สงเคราะห์” ผู้เชี่ยวชาญแฟชั่นมหภาคและผู้กำกับแฟชั่นโชว์ชื่อดังของไทย ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ

“ช่วงปี 2540 ฟองสบู่แตก ได้ทำงานศิลปะ ดีไซน์ สวยงาม เงินเดือน1.5 หมื่นบาท สูงกว่าคนจบปริญญาตรีที่ส่วนใหญ่ได้เงินเดือนเริ่มต้น 8,000บาท แต่ทำได้ 8 เดือนเริ่มเบื่องานประจำ”

จากนั้นลาออกไปทำงานธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของครอบครัว พร้อมกับลงเรียนปริญญาโทปรัชญาการออกแบบรุ่นแรก ที่มหาวิทยาลัยรังสิต

ช่วงจบปริญญาโท โลกธุรกิจเปลี่ยน เมื่อบริษัทขนาดใหญ่เจ๊ง บริษัท ไนกี้ (ประเทศไทย) ยุบฝ่ายออกแบบ และส่งงานให้คนข้างนอกรับทำ เขาได้รับการติดต่อให้ไปรับงาน ออกแบบหน้าร้าน หรือ Visual Merchandising

จนถึงปัจจุบันรับงานออกแบบหน้าร้านให้ไนกี้มานานนับกว่า 10 ปีแล้ว โดยรับออกแบบหน้าร้านให้ไนกี้ทุกสาขาที่อยู่ในประเทศไทย

หน้าที่ของเขาคือ คุยกับบริษัทไนกี้ คิดงาน และวางกำลังคนทำงาน

“ผมคุยกับเขาได้ มีความเชี่ยวชาญในงานออกแบบ และมีกำลังคนของตัวเอง ไนกี้จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกเดือน นั่นหมายถึงว่าเรามีงานทำแน่นอนทุกเดือน”

นอกจากนั้น ยังเคยถวายงานออกแบบเวทีแฟชั่นโชว์แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระราชพิธีถวายรางวัลจากองค์กรด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมโลก ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

“งานนั้นผู้ที่รับเชิญให้เข้าร่วมงานเป็นทูตทั่วโลก เรียกได้ว่าเป็นงานเผือกร้อนมีเวลาเตรียมงานแค่ 7 วัน เรียกว่าเป็นผลงานชิ้นเอกเลยทีเดียว”

เขาบอกว่าทำในนามบริษัทอื่น รับช่วงงานมาอีกทอดหนึ่ง โดยระยะเวลาจัดงานกระชั้นชิดมาก แต่ก็รับทำเพราะมีความเชื่อว่า เป็นงานที่อยากจะทำ ยิ่งท้าทาย ยิ่งสร้างชื่อ

“งานทั่วไป ให้คนทั่วไปทำ แต่งานยากๆ เป็นหน้าที่ของเรา ถ้าจะบินต้องบินให้สูง”

“อัฐวุฒิ” กล่าวว่า ในวงการแฟชั่นโชว์จะมีการแสดงชุดประหลาดบนเวทีที่ใช้เทคนิคมากเพื่อให้เป็นที่กล่าวขวัญถึง เป็นกลยุทธ์ทางการตลาด เป็นงานฝันๆ ซึ่งในมุมมองของคนทั่วไปอาจคิดได้ว่าในโลกความเป็นจริง ชุดเหล่านี้จะใส่เดินถนนไม่ได้ แต่ในโลกของการตลาดถือว่าเป็นการสร้างแบรนด์

ในความเป็นเถ้าแก่ของเขาเมื่อรับนโยบายการทำงานมา ก็มีหน้าที่คิดวางแผนงาน และวางกำลังคน ไม่มีพนักงานประจำ มีแต่คนทำงานเป็นโครงการ ไม่มีสำนักงานมีเพียงเทคโนโลยีอำนวยความสะดวก คือ สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวเท่านั้น

เรียกได้ว่า เป็นงานในฝันอย่างที่อัฐวุฒิต้องการ คือ ไม่ต้องตอกบัตรเช้าเย็น ได้ทำงานที่ชอบ และมีเวลาส่วนตัวตามที่ตัวเองต้องการ

เคล็ดลับเถ้าแก่

1.เมื่อเปิดธุรกิจของตัวเอง อย่าคิดมีสำนักงานสวยๆ เพราะเป็นต้นทุนที่ไม่จำเป็น

2.สิ่งไหนที่ทำเงินได้ จำเป็นต้องลงทุน ต้องลงทุน

3.ควรรู้ลึก และรู้รอบ ถ้าเป็นศิลปินควรทำการตลาดเป็นด้วย หากไม่รู้ต้องหาพันธมิตรหรือผู้ร่วมทุนมาร่วมงานด้วย

4.ทำงานเพื่อความสนุกแบบฝันๆ บ้างเพื่อสะสมประสบการณ์และสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี

มนุษย์ไอที

วิลาส วัย 37 ปี จบปริญญาตรีด้านคอมพิวเตอร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นเริ่มงานแรกเป็นวิศวกรระบบที่ศูนย์เทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ทำได้ 2 ปี ได้ออกไปเรียนต่อปริญญาโทด้านคอมพิวเตอร์ เมื่อจบออกมาได้ตั้งบริษัท โวเน่ รับจัดทำเว็บไซต์ตามประสามนุษย์ไอที เคยทำเว็บไซต์ให้ ISOC หรือ The Internet Society ที่เป็นองค์กรระดับโลก เพื่อประชาสัมพันธ์งาน INET 2014 คือ www.inetbangkok.in.th

โวเน่ เปรียบเสมือนบริษัทที่ทำให้เขาเริ่มต้นค้นหาตัวเองว่าอยากทำอะไร พร้อมกับการสร้างทีมงานไปในตัว ไม่มีพนักงานประจำ เมื่อรับงานมาก็จะจ้างมนุษย์ไอทีที่ทำงานประจำร่วมกันทำ เป็นแต่ละงานไป จนกระทั่งบัดนี้ทำมานานถึง 7 ปีแล้ว

“ผมเคยร่วมกับเนคเทคทำ Search Engine หรือโปรแกรมค้นข้อมูล ภายใต้ www.eventpro.in.th คล้ายกูเกิล แต่เป็นการค้นข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าในเมืองไทย คือ การรวบรวมข้อมูลว่าอะไรเกิดขึ้นที่ไหนในประเทศไทย มีการใส่ข้อมูลเรื่อยๆ โดยการซื้อใบอนุญาตมา 34 แสนบาท ใช้ทุนเริ่มต้น 12 ล้านบาท และมีรายได้จากยอดขายโฆษณาที่เจ้าของงานซื้อ

“เสิร์ชเอนจิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติด้วยทำให้เราเริ่มต้นงานนี้ได้ แต่ถ้าจะให้เติบโตไปกว่านี้ต้องมีเงินทุน 10100 ล้านบาทขึ้นไป”

เขาได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติหรือซิปา และสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ตั้งบริษัทบ๊อก บ๊อก เมื่อ 23 ปีก่อนเพื่อรับทำบัตรสะสมแต้มออนไลน์ ในรูปแอพพลิเคชั่นแทนที่บัตรสะสมแต้ม สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกทั้งหมด 600700 ร้านค้า

“ลูกค้าของเอสเอ็มอี เมื่อมาซื้อสินค้าที่ร้าน แค่มีสมาร์ทโฟนที่มีแอพสะสมแต้มที่เราพัฒนาขึ้นมา โทร.โชว์ก็สามารถสะสมแต้มได้แล้ว โดยไม่ต้องพกกระดาษ ทำให้เอสเอ็มอีไม่สิ้นเปลือง ค่าธรรมเนียมที่เราเก็บก็ถูกกว่าค่ากระดาษที่ลูกค้าจะต้องเสียเงินจัดทำ”

วิลาส กล่าวว่า ธุรกิจของเขายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากจากเอสเอ็มอีทั้งหมดในไทยที่มี 3 ล้านราย

นอกจากมีธุรกิจส่วนตัวแล้ว “วิลาส” ยังเป็นกรรมการสมาคมผู้ดูแลเว็บไซต์ในประเทศไทย ที่เป็นวาระที่ 2 ปีที่ 3 แล้ว

ประสบการณ์ในวงการอินเทอร์เน็ตนานนับ 10 ปี ทำให้เขาพัฒนาธุรกิจของเขาไปได้เรื่อยๆ ด้วยการส่งเสริมจากหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ที่สนับสนุนผู้ประกอบการด้านนี้อยู่แล้ว

“ผมทำงาน 7 วัน ว่างตอนไหนทำตอนนั้น พนักงานของผมทำงานที่ไหนก็ได้มีคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว เพียงแต่งานต้องเสร็จตรงตามกำหนด”

บริษัท บ๊อก บ๊อก มีพนักงาน 4 คน เป็นพนักงานขาย 2 คน พนักงานพัฒนาโปรแกรม 2 คน

นั่นเป็นอีกแนวทางหนึ่งของมนุษย์ไอที ที่สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ไม่ยากนัก เพราะยุคนี้เป็นยุคของพวกเขาอยู่แล้ว

เคล็ดลับเถ้าแก่

1.เจ้าของธุรกิจมีอิสรภาพมากกว่าลูกจ้าง แต่ต้องมีวินัยในการทำงานมากกว่าเพราะความรับผิดชอบมากกว่า

2.ควรทำงานประจำที่ชอบ เพื่อหาประสบการณ์และความรู้ก่อน เพื่อค้นหาตัวเอง

3.ลองทำงานเพื่อความสุข ทำงานแปลกๆ อย่าคิดทำเงินอย่างเดียว ต้องสร้างบุคลิกตัวเองและสั่งสมประสบการณ์ด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท