
เปลี่ยนผ่านแบบไร้ตะเข็บ
คุณพ่อของเพื่อนผมคนหนึ่งเรียนจบด้านการออกแบบอากาศยานจากต่างประเทศ พอกลับมาเมืองไทยก็หางานไม่ได้
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
คุณพ่อของเพื่อนผมคนหนึ่งเรียนจบด้านการออกแบบอากาศยานจากต่างประเทศ พอกลับมาเมืองไทยก็หางานไม่ได้ สุดท้ายต้องกลับไปทำงานอยู่ต่างประเทศหลายสิบปีถึงมีโอกาสกลับมาอยู่เมืองไทย
คนรุ่นผม ถ้าใครอยากไปเรียนด้านศิลปะการแสดง มีหวังโดนพ่อโดนแม่ด่ายับว่า หาเงินมายากลำบากเพื่อส่งเสียให้เรียนหนังสือเป็นเจ้าคนนายคน ไม่ได้ให้มาเต้นกินรำกิน ผิดกับสมัยนี้ มีแต่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นดารา ยิ่งเป็นได้ตั้งแต่แบเบาะยิ่งดี
หลายปีมานี่แกนโลกไม่ได้เอียงอย่างเดียว โลกทัศน์ของคนในสังคมของเราก็กลับตาลปัตรไปด้วย
การเปลี่ยนผ่านแบบนี้ไร้ตะเข็บ ถ้าไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็น
นานพอสมควรแล้วที่รุ่นน้องซึ่งมีกิจการอยู่ที่สวนจตุจักรคนหนึ่งชี้ให้ผมดูคูหาขายเสื้อของคนหนุ่มบางคน พลางชี้ชวนให้ดูว่า คนนั้นลาออกจาก ปตท. คนนี้ลาออกจากบริษัทโน้น ฯลฯ มันมีสัญญาณและความงอกงามในการต่อสู้ถากถางที่ทางใหม่ๆ ของคนหนุ่มคนสาวที่ไม่คิดแสวงหาที่พึ่งพิงบรรษัทหรือบริษัทขนาดใหญ่ หรือกระทั่งคิดฝากชีวิตไว้กับระบบราชการซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นระบบที่มีความมั่นคงที่สุดอีกต่อไป
เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ได้เกิดเฉพาะที่บ้านเรา หากแต่เป็นกันทั่วโลก
ที่ญี่ปุ่น หลังมีการปรับปรุงกฎหมาย ว่าด้วยการจ้างแรงงาน ในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี โคอิซูมิ กฎหมายฉบับนั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนญี่ปุ่น และการจ้างงานของบริษัทญี่ปุ่นแบบกลับตาลปัตร
คือ เปลี่ยนจากการรับสมัครคนงานเข้ามาแล้วจะดูแลกันไปจนกว่าจะหาไม่ไปข้างหนึ่ง มาเป็นระบบที่ทำให้การเลิกจ้างจะกลายเป็นเรื่องสามัญประจำบริษัท
โลกสมัยใหม่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคง และเปี่ยมไปด้วยความท้าทายและนิยามของความมั่นคง ก้าวหน้า เกียรติยศ หรือแม้แต่จุดมุ่งหมายของการมีชีวิตอยู่ก็ต่างไปจากเดิมลิบลับ
สวีเฟน ฮอว์กิง คนที่ได้ชื่อว่าฉลาดที่สุดในโลกเพราะไขความลับของเอกภพได้ บอกว่า หลัง ค.ศ. 1920 มีความรู้ใหม่ๆ ที่ทำให้เราพบแล้วว่า เอกภพขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
เขาบอกด้วยว่า เรามีความเห็นแก่ตัวอยู่ในพันธุกรรม และมีสัญชาตญาณความรุนแรงอยู่ ซึ่งแม้ว่าข้อดีของมันคือทำให้เราตั้งมั่นและขยายเผ่าพันธุ์ได้ และเชื่อว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ทรงภูมิปัญญาในกาแล็กซีนี้ แต่การเพิ่มขึ้นของจำนวนพลโลกและการพร่าผลาญทรัพยากรธรรมชาติ ก็ทำให้เราก้าวไปสู่ยุคที่เป็นอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ หากต้องการจะดำรงเผ่าพันธุ์ให้รอดต่อไปภายในช่วง 100 ปีข้างหน้านี้ เราต้องไม่ปิดกั้นตัวเอง
มนุษย์ต้องเดินทางไปสู่อวกาศ
ฮอว์กิง มองเห็นอนาคตเช่นนั้นแล้ว
ด้วยความรู้ของเขาทำให้เขามีญาณทัศนะที่ไปไกลกว่าความมั่นคง หรือความสำเร็จในแบบที่มนุษย์ทั่วไปจะมองเห็น ปรารถนา หรือให้ค่า
การเปลี่ยนแปลงใดๆ อาจจะเป็นเรื่องสามัญและปกติธรรมชาติ
มันไม่ใช่แค่ความผันผวนในกาลปัจจุบัน หรือญาณหยั่งรู้ของฮอว์กิงเท่านั้น สองพันปีก่อนพระพุทธองค์ก็ตรัสไว้แล้วว่า
“สัตว์ทั้งหลายทั้งหมดในโลกล้วนต้องเผชิญความตาย ชีวิตความเป็นอยู่เป็นของไม่เที่ยง เบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีมาแต่ปัจจัยต่างๆ มี อวิชชา เป็นต้น
เกิดขึ้นและดับไป
ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าไม่เที่ยง เป็นอย่างนั้นแล้ว หาเป็นอย่างนั้นอีกไม่ เพราะเป็นเหมือนขอยืมเขามา เป็นต้น
ธรรมเหล่าใดไม่เที่ยง ธรรมเหล่านั้นแล ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นสภาพถูกความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเบียดเบียนอยู่ร่ำไป
...ธรรมเหล่านั้นเสมอเรือนถูกไฟไหม้ เป็นของน่าเบื่อหน่าย
ขันธ์ 5 นี้เป็นทุกข์ ควรแสวงหาอุบายเป็นเครื่องพ้น ตัณหาเป็นสมุทัย ความดับตัณหานั้นเสีย เป็นอันดับทุกข์...” (โมกขุปายคาถา)
การแสวงหาที่ทางของคนหนุ่มคนสาวในยุคสมัยนี้อาจจะแพรวพราวมากกว่าการพึ่งพิงร่มเงาใต้ไม้ใหญ่ แต่จะปฏิเสธได้อย่างไรว่า การสร้างชาติ สร้างตนของคนในอดีตนั้น ก็มีเรื่องเล่าอันโอ่อ่าตระการตาเช่นเดียวกัน
ที่ทางใดๆ ล้วนหนีสามัญธรรมชาติไปไม่ไพ้น
การไปสู่จักรวาลอาจจะเป็นหนทางรอดของมนุษยชาติในอนาคต แต่มันก็หาได้พ้นไปจากวัฏฏะแห่งการเปลี่ยนแปลง
จริงไหมว่า จะโลกนี้โลกไหน จะยุคนี้ยุคไหน ถ้าทำอะไรแล้วไม่เบียดเบียนตัวเอง ไม่ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ คนอื่นเป็นทุกข์ มันดีทั้งนั้น







