
ภูเขาไฟโบรโม่ ลมหายใจแห่งพระพรหม
บนเส้นของวงแหวนแห่งไฟ ที่ซึ่งพลังงานจากใต้เปลือกโลกยังคงปลดปล่อยออกสู่เปลือกโลก
บนเส้นของวงแหวนแห่งไฟ ที่ซึ่งพลังงานจากใต้เปลือกโลกยังคงปลดปล่อยออกสู่เปลือกโลกชั้นนอกอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบของลาวา ก๊าซ และฝุ่นร้อน ที่ทำให้เกิดทั้งหายนะและประโยชน์ให้กับผู้คนที่อาศัยอยู่รอบๆ ภูเขาไฟ ก่อให้เกิดการผสมกลมกลืนและร้อยเรียงเข้ากับหลักปรัชญาความเชื่อ เกิดเป็นวิถีชีวิตที่น่าสนใจและชวนให้ค้นหา ณ เวลานี้คงไม่มีภูเขาไฟที่ไหนในย่านอาเซียนจะมีเสน่ห์เท่ากับภูเขาไฟโบรโม่ในประเทศอินโดนีเซีย
เพียง 2 ชั่วโมงกว่าๆ ด้วยรถยนต์จากเมืองสุราบายา นำเราเข้าสู่ถนนสูงชัน ข้างทางเขียวขจีและเต็มไปด้วยโค้งหักศอก อีกไม่กี่อึดใจเราก็จะเข้าสู่หมู่บ้านเซโมโรลาวัง (Cemoro Lawang) ประตูด่านสุดท้ายในการเข้าสู่เขตอุทยานแห่งชาติ “โบรโม่เต็งเกอร์เซเมรุ” ซึ่งมีพื้นที่ครอบคลุมถึง 5,250 เฮกตาร์ ทันทีที่ถึงโรงแรมที่พัก เรารีบจัดแจงเรื่องการจองรถจี๊ปและรีบเข้านอนกันตั้งแต่หัวค่ำ เพราะวันรุ่งขึ้นเราจะต้องล้อหมุนออกจากโรงแรมตั้งแต่ 3 นาฬิกา เพื่อข้ามไปอีกฟากฝั่งหนึ่งของอุทยาน
เสียงกระหึ่มของเครื่องยนต์รถจี๊ปที่มารอเราตั้งแต่ตี 3 ทำให้คาดเดาได้ว่าเส้นทางในวันนี้คงไม่ได้ราบเรียบ เพราะเมื่อออกรถได้เพียงไม่กี่นาที เรากระเด้งกระดอนไปมาในรถตามสภาพพื้นถนนที่ขรุขระ แต่ภายนอกก็มองเห็นอะไรไม่ได้มากนัก ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถ จนกระทั่งรถไต่ระดับความสูงมาหยุดตรงจุดที่พลุกพล่านไปด้วยรถจี๊ปจำนวนมาก เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเรามาถึงยอดเขาพีนันจากัน (Penanjakan) ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 2,770 เมตร ยอดเขานี้อยู่ห่างจากหมู่บ้านเซโมโรลาวังประมาณ 20 กิโลเมตร ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที
พีนันจากันเป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไปในการชมพระอาทิตย์ขึ้นเหนือภูเขาไฟ แต่ที่นี่มีอากาศหนาวเย็นและลมแรง ดังนั้นควรเตรียมเสื้อกันหนาวชนิดกันลม ถุงมือ และหมวกไหมพรหมไปด้วย เพื่อให้การรอชมพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิประมาณ 10 องศา แบบมีลมปะทะได้อย่างไม่ทรมานร่างกาย
ราวๆ 5 นาฬิกา ขอบฟ้าเริ่มทอแสงทอง รอลุ้นเพียงให้หมอกสลายไป เพียงไม่นานเบื้องล่างก็ปรากฏกลุ่มภูเขาไฟที่ไล่เรียงตามลำดับความสูง ได้แก่ ภูเขาไฟเซเมรุ (Semeru) เป็นภูเขาไฟที่สูงที่สุดบนเกาะชวา สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,676 เมตร รองลงมาคือภูเขาไฟบาต๊อก (Batok) เป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูง 2,470 เมตร และน้องเล็กสุด ภูเขาไฟโบรโม่ พระเอกของทริปนี้ สูง 2,329 เมตร ยังไม่ดับสนิทและพร้อมจะเกรี้ยวกราดได้ทุกเมื่อ
หลังจากเก็บภาพลั่นชัตเตอร์จนพอใจ ก็ได้เวลามุ่งหน้าสู่ภูเขาไฟโบรโม่ ใช้เวลาอีกประมาณ 15 นาที จนกระทั่งรถจี๊ปของเรามาถึงจุดจอดรถ ที่ซึ่งชาวบ้านผู้ให้บริการเช่าม้าจะควบม้าเข้ามารุมล้อมรถของนักท่องเที่ยว เพื่อเสนอบริการนั่งม้าขึ้นไปยังปากปล่องโบรโม่ สนนราคาประมาณ 100 ถึง 200 บาท จะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับเทคนิคในการต่อรอง แต่เราเลือกที่จะเดินขึ้นไป เพราะต้องการเก็บภาพระหว่างทาง
การออกแรงบนที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,000 เมตรขึ้นไป ไม่ใช่เรื่องสนุก เพราะอากาศเบาบางและฝุ่นจากเถ้าภูเขาไฟทำให้หายใจลำบาก เราจึงค่อยๆ เดิน เหนื่อยตรงไหนหยุดตรงนั้น จนกระทั่งถึงส่วนที่เป็นขั้นบันได ระดับความยากจะเพิ่มขึ้น เพราะเป็นจุดที่ก๊าซกำมะถันจากภูเขาไฟลอยผ่านพอดี ทำให้แสบตาและแสบจมูกมาก ดังนั้นควรเตรียมผ้าปิดปากและจมูกให้พร้อม
เราใช้เวลาประมาณ 20 นาที ก็ขึ้นมายืนบนปากปล่องภูเขาไฟโบรโม่ ที่เบื้องล่างใจกลางคือหลุมลึกมหึมาเต็มไปด้วยน้ำและก๊าซกำมะถันกำลังพวยพุ่งและส่งเสียงคำรามเป็นระยะ ซึ่งชนเผ่าเตงเกอร์ที่อาศัยรอบๆ ภูเขาไฟเชื่อว่านี่คือลมหายใจของพระพรหม เพราะคำว่า “โบรโม่” ในภาษาชวา แปลว่าพระพรหม เทพเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งบนโลกตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ศาสนาที่ชาวเตงเกอร์ยังคงนับถือตามบรรพบุรุษที่เคยยิ่งใหญ่ในสมัยอาณาจักรมัชปาหิต ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มพิธีกรรมบูชายัน Yadnya Kasada ในทุกๆ วันที่ 14 ธ.ค.ของทุกปี ด้วยการโยนเครื่องสังเวย เช่น แพะ ไก่ และพืชผักลงไปในปล่องภูเขาไฟ เพื่อแสดงความเคารพและยำเกรงต่อเทพเจ้า มากไปกว่านั้นมีชาวเตงเกอร์อีกจำนวนไม่น้อยยอมเสี่ยงตายลงไปในปากปล่องเพื่อรอรับเครื่องสังเวย เพราะถือว่าจะนำความโชคดีมาให้ แต่ข้อมูลจากไกด์ท้องถิ่นบอกว่า พิธีกรรมนี้เริ่มต้นด้วยการใช้เด็กทารกสังเวยมาก่อน หลังจากนั้นค่อยเปลี่ยนมาเป็นสัตว์และพืชแทนทารก
รอบๆ ภูเขาไฟโบรโม่ ยังมีความอัศจรรย์ทางธรรมชาติที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งเดียวในอาเซียน เพราะอีกด้านหนึ่งของภูเขาไฟโบรโม่เป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีสุดสายตา อันเกิดจากแร่ธาตุที่เถ้าภูเขาไฟมอบไว้ให้ ชาวเตงเกอร์เรียกจุดนี้ว่า “สะวันน่า” ส่วนอีกด้านหนึ่งของภูเขาไฟกลับกลายเป็นทะเลทรายสุดสายตา ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีของก๊าซกำมะถันภูเขาไฟที่พัดผ่านตรงจุดนี้ ทำให้ไม่มีพืชชนิดใดสามารถเติบโตได้ ชาวบ้านเรียกที่นี่ว่า “Sea of sand” แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าที่นี่ลมแรงมาก ให้เตรียมแว่นตา ผ้าปิดปากปิดจมูกและปิดหู รวมถึงถุงพลาสติกคลุมกล้องถ่ายรูปให้มิดชิด เพราะทรายที่นี่มีอณูเล็กมากๆ ซึ่งจะซอกซอนไปในจุดที่เราคาดไม่ถึงได้ โดยเฉพาะในกระบอกเลนส์ของกล้องถ่ายรูป
โบรโม่ถือเป็นปลายทางที่อันซีนและคุ้มค่าในการมาเยือน เพราะเป็นภูเขาไฟเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่สามารถเดินขึ้นไปยังปากปล่องได้ง่าย แนะนำว่าควรจะมาเดือน เม.ย.เป็นต้นไป เพราะจะตรงกับฤดูร้อน ฟ้าเปิดอากาศแจ่มใสแน่นอน ไม่ต้องรอลุ้นและเสียเที่ยวเพราะอากาศปิดจนไม่สามารถมองเห็นภูเขาไฟได้ หากใครอยากจะนอนสุราบายาแล้วเหมารถออกมาตั้งแต่ 5 ทุ่ม เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้น แล้วกลับในช่วงบ่ายก็สามารถทำได้ แต่จะเหนื่อยและล้ามาก เพราะถนนที่นี่ไม่ค่อยดีนัก ทั้งขรุขระและคับแคบ ดังนั้นการนอนที่เซโมโรลาวังจึงป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แถมยังมีทัศนียภาพที่สวยงามและความน่ารักของชาวเตงเกอร์ที่ต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือนอย่างประทับใจ ขอขอบคุณสายการบินการูด้า อินโดนีเซีย ที่เปิดโอกาสให้เราไปสัมผัสประสบการณ์วันเดอร์ฟูลอินโดนีเซียในครั้งนี้







