
@ life
โดย...พุสดี
โดย...พุสดี
เข้าใจสรีระ ก่อนเลือกสุขภัณฑ์
บ้านอันเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มคนหลายช่วงวัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ เด็ก วัยรุ่น รวมไปถึงผู้สูงอายุ ประโยชน์ใช้สอยของสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้านย่อมต้องคำนึงถึงความสะดวกและปลอดภัยเป็นสำคัญ การเลือกสุขภัณฑ์ที่ตอบโจทย์โดยสามารถปรับเข้ากับสรีระของคนในครอบครัวทุกเพศและทุกวัยนั้น จึงเป็นส่วนที่ไม่ควรมองข้าม อเมริกัน สแตนดาร์ด มีคำแนะนำดีๆ มาบอก
1.ความสูงของโถสุขภัณฑ์ โดยทั่วไปจะมีระดับความสูงที่ต่ำกว่าเก้าอี้นั่ง ด้วยเหตุนี้จึงอาจส่งผลกระทบต่อสรีระของผู้ใช้ที่เป็นผู้สูงอายุหรือสตรีมีครรภ์ที่จะลุกและนั่งได้ไม่สะดวก และอาจทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย และเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อมได้ในผู้สูงอายุได้ ดังนั้น ถ้ามองหาโถสุขภัณฑ์ที่มีความสูงเหมาะสม สูงเพิ่มขึ้นจากโถสุขภัณฑ์ทั่วไป จะได้ลดการย่อตัวและกดทับของน้ำหนัก และอำนวยลงความสะดวกในการลุกนั่งของผู้ใช้
2.มองหาอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยรองรับสรีระต่างๆ ของร่างกาย เช่น ราวจับสำหรับผู้สูงอายุ จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเคลื่อนไหวมากขึ้น
3.สุขอนามัย ดีไซน์ที่โค้งมนเพื่อให้น้ำไหลได้สะดวกและลดการตกค้างของสิ่งสกปรก จะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำความสะอาด
อ้วนมาก เสี่ยงตาบอด!
ปัจจุบันสภาวะสังคมที่เร่งรีบ ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของคนในสังคมต้องเปลี่ยนแปลงไป มีอาหารหลายประเภทที่ถูกผลิตขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน ในขณะเดียวกันความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บก็ตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งโรคที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคผิดๆ ในปัจจุบัน เป็นโรคใกล้ตัวและมักพบมากสุดนั่นก็คือ โรคอ้วน
พญ.โสมสราญ วัฒนะโชติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา จากมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาประชาชน เผยว่า นอกจากโรคอ้วนจะส่งผลกระทบให้ผู้ป่วยเกิดโรคความดัน เบาหวาน หัวใจ ฯลฯ ตามมาแล้วนั้น โรคอ้วนยังสามารถทำให้ผู้ป่วยตาบอดได้เลยทีเดียว ทั้งนี้ คุณหมอได้อ้างอิงจากผลการวิจัยของสถาบันไกเซอร์ ที่อธิบายว่า โรคอ้วนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันในโพรงสมองสูง ซึ่งจะมีอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ มองไม่ชัด จนอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนถึงขั้นตาบอดได้นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้โรคอ้วนจะเป็นโรคที่ส่งผลกระทบให้เกิดโรคอื่นตามมาอย่างน่าตกใจ แต่สิ่งที่สำคัญสุด คือ เรื่องโภชนาการและพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภค ที่ต้องตระหนักถึงสารอาหารอันครบถ้วน ทั้งผัก ผลไม้ ฯลฯ รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับมื้ออาหาร การออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างถูกต้อง และนี่คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะต้องมาแก้ไขปัญหาปลายเหตุ
ไม่อยากเป็น ‘มือเท้าปาก’ อย่าละเลย
พญ.วนิดา พิสิษฐ์กุล กุมารแพทย์ โรงพยาบาลธนบุรี 2 กล่าวว่า โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth Disease) เป็นโรคที่พบได้บ่อยตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในหน้าฝน เกิดจากการติดเชื้อไวรัสจากการสัมผัส สารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ อุจจาระ
อาการเริ่มแรกจะเจ็บปากผสมกับเป็นไข้ หรืออาจพบตุ่มแดง ตุ่มน้ำขนาดเล็ก ในบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า รวมทั้งส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ศอก เข่า แขน ขา อวัยวะเพศ เป็นต้น อาการดังกล่าวอาจพบได้จนถึงวันที่ 710 ของโรคก็จะหายไป อาการอื่นที่พบร่วมด้วย คือ ตาแดง ถ่ายเหลว อาเจียน เนื่องจากโรคนี้มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง คือ ที่สมองและหัวใจ หากมีอาการต่อไปนี้ คือ อาเจียน ปวดศีรษะมาก หัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบเหนื่อย ตัวเย็นผิวลาย ควรมาพบแพทย์โดยด่วน
เนื่องจากโรคนี้ติดต่อง่าย และอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การป้องกันไม่ให้มีการระบาด เป็นสิ่งที่ดีที่สุด
1.การดูแลรักษาความสะอาดทั่วไป และสุขอนามัยส่วนบุคคล โดยการล้างมือ ฟอกสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง (การล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล ไม่สามารถฆ่าเชื้อได้)
2.รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม
3.ควรใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร ไม่ใช้แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน ขวดนมร่วมกับผู้อื่น
4.หลีกเหลี่ยงการคลุกคลี อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย แยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ และให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายป่วย
5.หลีกเหลี่ยงการนำเด็กทารกและเด็กเล็กเข้าไปในสถานที่แออัด หรือที่ที่เด็กอยู่รวมกันจำนวนมาก หรือเล่นของเล่นร่วมกันในที่สาธารณะในช่วงที่มีโรคระบาดมาก
6.ผู้ดูแลเด็กต้องตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อยๆ และรีบล้างมือให้สะอาดโดยเร็ว เมื่อเช็ดน้ำมูกน้ำลาย หรือเปลี่ยนผ้าอ้อม เสื้อผ้าที่เปื้อนอุจจาระ
7.ไม่ไปเล่นในสระว่ายน้ำ และควรฆ่าเชื้อในสระว่ายน้ำด้วยคลอรีนในจำนวนที่เหมาะสม
8.ทำความสะอาดพื้น เครื่องใช้ หรือของเล่นเด็กที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ ด้วยน้ำยาฟอกขาว (คลอเรกซ์) อัตราส่วน คือ น้ำยา 20 CC ต่อน้ำ 1,000 CC และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง โดยเชื้ออยู่ในสภาพแวดล้อมได้ 23 วัน เชื้อตายง่ายในที่แห้งและร้อน ดังนั้น ควรทำความสะอาดของเล่นด้วย
9.ถ้าพบผู้ป่วยโรคมือ เท้า ปาก ควรรับแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่โดยเร็ว เพื่อดำเนินการควบคุมโรคต่อไป
โรคนี้ไม่มีการป้องกันด้วยการวัคซีน ดังนั้น ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กควรเน้นที่สุขอนามัยของเด็กมากที่สุด โดยสอนให้เด็กล้างมือให้เป็นนิสัย ไม่เอาของเข้าปาก เป็นต้น







