
ลอกช่องมองไกล..ไทยอย่านิ่ง
เมื่อสัปดาห์ก่อนมีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวศึกเทนนิส ดับเบิลยูทีเอ แชมเปี้ยนชิพ ที่สิงคโปร์ ซึ่งรับไม้ต่อจากตุรกี เซ็นสัญญาเป็นเจ้าภาพ 5 ปี
โดย...มิวโกโตะ
เมื่อสัปดาห์ก่อนมีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวศึกเทนนิส ดับเบิลยูทีเอ แชมเปี้ยนชิพ ที่สิงคโปร์ ซึ่งรับไม้ต่อจากตุรกี เซ็นสัญญาเป็นเจ้าภาพ 5 ปี โดยแร็กเกตระดับโลกจะประเดิมความยิ่งใหญ่ที่แดนลอดช่องช่วงเดือน ต.ค.นี้ และเท่ากับสิงคโปร์กำลังเดินตามรอยบิ๊กโปรเจกต์ที่วางเอาไว้
ฝันให้ไกล (กำลัง) ไปให้ถึง
สิงคโปร์ถือเป็นประเทศที่พัฒนาแบบเขย่งก้าวกระโดดที่สุดในอาเซียน ล่าสุดเตรียมใช้กีฬาเป็นตัวช่วยในการเปิดประเทศแบบเต็มรูปแบบ พวกเขาจึงคลอดเมกะโปรเจกต์สร้างศูนย์กีฬาระดับโลกที่ชื่อว่า “สิงคโปร์ สปอร์ต ฮับ” นั่นเปรียบเหมือนสัญญาณอันตรายต่อเพื่อนบ้านอย่างเราๆ แน่นอน
ก่อนหน้านี้ สิงคโปร์ เรียกเสียงฮือฮาเริ่มเป็นเจ้าภาพศึกฟอร์มูลาวัน กรังด์ปรีซ์ เมื่อปี 2008 ซึ่งไอเดียที่พาให้ประสบความสำเร็จจนเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาลคือ เป็นชาติแรกที่จัดซิ่งแบบ “ไนต์ เรซ” เพื่อเลี่ยงอากาศร้อน ถือว่าตอบโจทย์แฟนๆ มอเตอร์สสปอร์ตได้อย่างลงตัว
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ต้องการเป็นศูนย์กลางกีฬาแห่งทวีปเอเชีย รัฐบาลจึงเดินหน้ากำหนดคอนเซปต์ที่มีชื่อว่า “สปอร์ต เอนเตอร์เทน” นั่นหมายถึงกีฬาต้องควบคู่ความบันเทิง โดยเลือกพื้นที่บริเวณคัลลัง ซึ่งมีสนามกีฬาแห่งชาติขนาดใหญ่ตั้งอยู่ก่อนแล้ว โดยจะปรับภูมิทัศน์ขนาดใหญ่ในพื้นที่รอบข้างถึง 220 ไร่ ภายใต้งบประมาณมหาศาลถึง 1,870 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 หมื่นล้านบาท)
หากโครงการสปอร์ต ฮับ เสร็จ สิ่งที่คนทั่วโลกจะได้เห็น คือ สนามกีฬาแห่งชาติสุดไฮเทค พร้อมใช้งานในทุกสภาพอากาศ รองรับการแข่งขันฟุตบอล คริกเกต กรีฑา ไปจนถึงการจัดคอนเสิร์ตระดับโลก
มาร์ค คอลลินส์ กรรมการผู้จัดการ สปอร์ต ฮับ เผยว่า การก่อสร้างดำเนินไปกว่า 70% จะเปิดใช้งาน กลางปีนี้ พร้อมมั่นใจใน 5 ปี จะขึ้นเป็นเจ้าพ่ออีเวนต์กีฬาในอาเซียน อีก 10 ปีจะขยับเข้าสู่เอเชียเต็มตัว
“ผมมั่นใจว่าสนามแห่งนี้จะเป็นความภาคภูมิใจของผู้คนในประเทศ และจะช่วยให้สิงคโปร์ยกระดับขึ้นมาเป็นผู้นำด้านกีฬาแห่งภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจากนี้ ไปจะมีอีเวนต์กีฬาใหญ่มาที่นี่มากขึ้น นอกจากฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ, ดับเบิลยูทีเอ แชมเปี้ยนชิพ, ว่ายน้ำชิงแชมป์โลก และซีเกมส์ ที่บรรจุอยู่ในโปรแกรมอยู่แล้ว” คอลลินส์ เผย
พอนึกย้อนมองดูไทยเรา มันน่าเสียดายที่ทรัพยากรดีๆ หลายอย่างถูกบั่นทอนไปด้วยวิธีคิดบริหารสไตล์ “ไทยแลนด์ โอนลี่” ถึงขนาด แอนดรูว์ จอร์จิโอ ซีอีโอ เวิลด์ สปอร์ต กรุ๊ป เจ้าของลิขสิทธิ์ทัวร์นาเมนต์กีฬาระดับโลก ยังเอ่ยปากเสียดายแทนเรา
“วงการกีฬาจะพัฒนาขึ้นได้ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาลและเอกชน ซึ่ง ณ วันนี้ สิงคโปร์ก้าวไกลผลักดันตัวเองขึ้นเป็นเจ้าแห่ง อาเซียน พวกเขาทำได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งที่ไม่ได้มีนักกีฬาระดับแม่เหล็ก ผิดกับไทยที่หวังเป็นเจ้าภาพกีฬาระดับโลก แต่สุดท้ายต้องหยุดชะงัก เพราะความไม่พร้อมและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” จอร์จิโอ กล่าว
คำพูดดังกล่าวสอดคล้องกับปัญหาที่ไทยกำลังประสบอยู่ “บิ๊กหนุ่ม” กนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เคยต้องพับโครงการ “ฟอร์มูลาวัน อิน ไทยแลนด์” หลังหาสถานที่อันเหมาะสมไม่ได้ ทั้งที่ตอนนั้นภาคเอกชนประกาศหนุนเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ประมุข กกท.ไม่ท้อ และยืนยันว่ายังตั้งใจพัฒนา แม้จะอยู่ในบั้นปลายวาระ
“เราไม่เคยหยุดพัฒนา มันเป็นห้วงเวลาที่การกีฬาไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง ผมทำหน้าที่เต็มความสามารถทั้งในเรื่องระบบงาน หรือการมีส่วนร่วมเตรียมนักกีฬาไปแข่งขันรายการสำคัญต่างๆ ที่นำความสำเร็จมาสู่แฟนกีฬาชาวไทย” กนกพันธุ์ กล่าว
นอกจากนี้ กนกพันธุ์ ยังส่งสัญญาณไปยังการเมืองที่ร้อนระอุว่า หากสถานการณ์สงบและจัดตั้งคณะรัฐมนตรีได้ ให้ ครม.ชุดใหม่รีบนำพระราชบัญญัติการกีฬาฉบับใหม่มาปัดฝุ่นโดยเร็ว และหวังว่าผู้ว่าการ กกท.คนใหม่ ที่จะมานั่งเก้าอี้หลังเดือน มิ.ย.นี้ จะเน้นความเป็นเลิศด้านกีฬา โดยเฉพาะระดับอาชีพมากขึ้น
“พ.ร.บ.ฉบับใหม่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จหลายเรื่อง อย่างเรื่องจดทะเบียนรับรองกีฬา ก็จะไม่ต้องผ่านนายทะเบียนกรมการปกครองเหมือนฉบับปี พ.ศ. 2528 ส่วนแผนการระยะยาว ขึ้นอยู่กับทีมบริหารชุดใหม่จะกำหนดทิศทาง” กนกพันธุ์ กล่าว
สาเหตุที่หยิบยกประเด็นขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องจัดเอฟวัน หรือต้องเอาอย่างสิงคโปร์ เพียงแต่อยากให้ทุกภาคส่วนบริหารพัฒนาในทิศทางที่สอดคล้องกัน ไม่เช่นนั้นมีสิทธิถูกเพื่อนบ้านแซงหน้า และเราก็จะก้าวหน้าไม่ยั่งยืน







