
รักของ ‘กะเทยกู้ชาติสส.ขี้ข้า’
แม้ว่าสังคมไทยจะยอมรับกันจนเป็นมาตรฐานกลายๆ แล้วว่า เราปฏิเสธความรุนแรง
โดย...ภัทระ คำพิทักษ์
แม้ว่าสังคมไทยจะยอมรับกันจนเป็นมาตรฐานกลายๆ แล้วว่า เราปฏิเสธความรุนแรง แต่ปรากฏการณ์ทางการเมืองหลายอย่างก็แสดงให้เห็นว่า เรายังต้องเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนอีกมาก และต้องเรียนรู้ประชาธิปไตยอีกมาก สิ่งเหล่านี้ถึงจะเกิดขึ้นได้จริงในสังคมเรา
ความขัดแย้งทางการเมืองในรอบหลายปีที่ผ่านมานำมาซึ่งความถดถอยหลายอย่างในบ้านเมือง แต่ขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งความก้าวหน้าในหลายๆ ประเด็น
เรื่องหนึ่งซึ่งไม่มีคนเอ่ยถึงมากนัก คือ บทบาทของ ดร.เสรี วงษ์มณฑา ครูลิลลี่ และอีกหลายคนที่เรียกตนเองว่า กะเทยกู้ชาติ
น่าดีใจว่า ไม่มีฝ่ายไหนหยิบยกเรื่องเพศสภาพมาทำลายกันในทางการเมือง แม้ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกัน แม้จะมีอยู่บ้างกรณีหนึ่ง แต่ในที่สุดก็เป็นเรื่องที่จุดไม่ติด เพราะไม่ได้รับความสนใจจากสังคมเอาเสียเลย เรื่องจึงเงียบหายไปในที่สุด แต่โดยรวมแล้วถือว่าเราได้มองข้ามลักษณะของเพศสภาพของคน แต่ให้คุณค่าของกันและกันในเรื่องความคิด อุดมการณ์ จิตสำนึก หรือพูดง่ายๆ ว่า เรื่องที่พวกเขาคิดและทำมากกว่าเรื่องเพศ
นี่ อาจจะนับได้ว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งของสังคมไทย
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากแง่มุมด้านนี้ ไม่ว่าใครจะมีความเห็นแตกต่างจากท่านทั้งสอง หรือกลุ่มผู้เรียกหาตัวเองว่า กะเทยกู้ชาติ อย่างไรก็ตาม เรื่องหนึ่งที่เราต้องค้อมหัวให้คนเหล่านี้ คือ สิ่งที่พวกท่านได้ทำและแสดงออกนั้นเป็นการยกระดับกลุ่มคนที่เป็นเพศที่สามให้มีสถานะมั่นคงในสังคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
อาจารย์เสรีเป็นผู้คนแรกๆ ที่ไม่ปิดบังเรื่องเพศสภาพของท่าน และได้เอาชีวิตตนถากถางให้เกิดที่ทางของเพศที่สามในสังคมไทย โดยยกเอาต่อสู้ด้วยความรู้ ความสามารถ จนทำให้สถานะเพศที่สามได้มีที่ยืนอยู่ในสังคม ทำให้กะเทยหัวโปกทั้งหลายแสดงออกได้ ไม่ต้องปกปิดซ่อนเร้นจนทำให้ชีวิตตีบตัน จนต้องนำไปสู่การอัตวินิบาตกรรมตนเองอย่างที่เป็นอยู่ในหลายๆ สังคม และการออกมารณรงค์ทางการเมืองของท่านในครั้งนี้โดยไม่ตั้งใจ อาจารย์เสรีก็ได้ทำให้สังคมไทยจัดเอาเรื่องสถานะของเพศไปอยู่ท้ายแถวของการตัดสินคน แต่เอาความรู้ ความสามารถมาอยู่เป็นปัจจัยหลักที่หัวแถว
อาจารย์เสรี ครูลิลลี่ และท่านอื่นๆ คงไม่คิดเรื่องเหล่านี้แม้แต่นิด แต่ผลผลิตจากสิ่งที่ท่านทำ มันจะออกดอกออกผลในวันข้างหน้าในเรื่องนี้อย่างแน่นอน
ถึงกระนั้นก็เถอะ โลกของความเป็นจริงอีกด้านหนึ่ง คือ แม้กำแพงอคติเรื่องความรักและพอใจในเรื่องเพศจะลดลง แต่คนไทยรักกันมากขึ้นหรือไม่นั้นยังเป็นที่กังขา เพราะสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การใช้เฟซบุ๊กในสถานการณ์การเมืองร้อนระอุ ก็ทำให้คนไทยรักกันน้อยลง
แม้เรื่องเพศสภาพจะเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นในสังคมไทย แต่การจะได้รับการรับรองไว้เป็นกฎหมายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็อดขำและฉงนไม่ได้ว่า กฎหมายว่าด้วยสรรพนามนำหน้าชื่อซึ่งยอมรับให้สตรีไทยทั้งหลายใช้สรรพนามว่า “นางสาว” ได้นั้น เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นในยุคปฏิวัติปี 2549
จำได้ว่า เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สิ้นสภาพไปแล้ว สภาซึ่งมีพรรคเพื่อไทยเป็นใหญ่ก็ขู่ฟอดๆ ว่าจะล้างกฎหมายที่ออกในสมัยนั้นให้หมด ซึ่งถ้าทำตามที่กล่าวจริงก็คงต้องล้ม พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปด้วย
สส.พรรคเพื่อไทยยุดลักหลับรัฐธรรมนูญคงลืมไปว่า หัวหน้ารัฐบาลของเขาเองที่ได้อานิสงส์จากกฎหมายฉบับนี้ จึงได้ใช้สรรพนามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ผมเคยตรองดูเล่นๆ ว่า ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติโดย อาจารย์จุรี วิจิตรวาทการ ไม่ริเริ่มเรื่องนี้ และไม่มี สนช.หัวก้าวหน้าช่วยกันผลักดัน เรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นในสังคมไทยได้ไหม? สส.ที่ได้รับเลือกคิดจะทำอะไรแบบนี้ไหม นอกเหนือจากรับใบสั่งมาออกกฎหมายตามความต้องการของเจ้านาย?
ครับ สิ่งที่เราทำ มันมีความหมายมากกว่าสถานะที่เราเป็น
ถ้าเป็นกะเทยแล้วคับแคบอยู่แต่เรื่องเพศสภาพ ไม่อุทิศตัวเพื่อสังคมและบ้านเมือง คุณค่าสิ่งที่คุณเป็นก็จะไม่ได้รับการเชิดชู เช่นเดียวกัน เป็น สส. เป็น สว. แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนชาวไทย กลับเป็นตัวแทนของใครก็ไม่รู้ มันก็ไม่มีค่า มีศักดิ์ศรี ควรแล้วที่จะถูกเขาเรียกว่า “ขี้ข้า”
เรามาลองขยายความรักที่เรามีให้ใหญ่ขึ้น กว้างขวางขึ้นดูไหม
เพราะผลของมันมักจะทำให้อะไรๆ จะดีขึ้นเกินกว่าจะคาดฝันเสมอ







