
จุไรกาญจน์ ตระกูลเวช ที่ปรึกษาวางแผนการสื่อสารการตลาดมือฉมัง
การเป็นที่ปรึกษาวางแผนการสื่อสารการตลาดที่ดี ต้องมีคุณสมบัติเป็นคนรอบรู้ อย่ายอมแพ้กับสิ่งที่เริ่ม
โดย...วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
การเป็นที่ปรึกษาวางแผนการสื่อสารการตลาดที่ดี ต้องมีคุณสมบัติเป็นคนรอบรู้ อย่ายอมแพ้กับสิ่งที่เริ่มแล้ว และต้องมุ่งมั่นเมื่อตัดสินในแน่วแน่แล้ว เพราะการวางกลยุทธ์ด้านการตลาดต้องผ่านกระบวนการอ่าน วิเคราะห์ และลงมือทำ แนวคิดการทำงานที่มีมาตรฐานนี้เป็นของ จุไรกาญจน์ ตระกูลเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีเดีย พลัส คอนเนคชั่น ดีกรีปริญญาโท สาขาการติดต่อสื่อสาร จาก เมอร์เรย์ สเตท ยูนิเวอร์ซิตี้ นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และคร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 17 ปี จากองค์กรอินเตอร์อย่าง โอกิลวี่ เอเยนซี และ Weber Shandwick Thailand ที่นี่เธอได้ศึกษาการทำงานระดับอินเตอร์มากมาย และฝีมือเป็นที่ยอมรับ เธอต้องดูแลลูกค้าแบรนด์อินเตอร์และโลคัลแบรนด์ที่มีประวัติยาวนาน เช่น PEPSICO, Sigha Corporation, โบอิ้ง คอมเมอร์เชียล แอร์ไลน์ กรุ๊ป น้ำมันคาสตอล ฯลฯ
เน้นกระบวนการคิด อ่าน และวิเคราะห์
จากแรกที่จุไรกาญจน์ทำหลังจากจบคณะรัฐศาสตร์ บริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ใหม่ๆ คือ พนักงานต้อนรับภาคพื้นดินสายการบินอินเตอร์อย่าง คาเธ่ย์แปซิฟิค ทำให้จุไรกาญจน์รู้ว่าการติดต่อสื่อสารที่ดีจำเป็นกับทุกสาขาอาชีพ จึงบินไปร่ำเรียนด้านการติดต่อสื่อสารโดยตรง และค้นพบตัวเองว่างานที่ปรึกษาการวางแผนการสื่อสารการตลาดเป็นงานที่ต้องผ่านกระบวนการอ่าน วิเคราะห์ และลงมือทำ ซึ่งบางงานเป็นงานที่ยาก พอลงมือทำต้องมีการปรับแผนเพื่อทำให้งานประสบความสำเร็จ คือ ต้องประเมินผล ปรับ ทำใหม่ ซึ่งงานทุกอย่างจะดีได้ต้องรู้สึกสนุกและต้องเคารพกับสิ่งที่เราทำ มุ่งมั่นฝ่าฝัน อย่าทิ้งกลางคัน
“การทำงานระดับอินเตอร์ที่คาเธ่ย์แปซิฟิคเป็นองค์กรที่อินเตอร์มากๆ เขาไม่ยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของพนักงาน เราได้รับการอบรมการทำงานตลอดเวลา สอนให้เราดิวกับลูกค้าที่วีน สอนเราแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าเวลาเครื่องบินดีเลย์จัดการอย่างไร คือ องค์กรสอนให้เราคิดอย่างเป็นระบบ”
ทำงานเป็นที่ปรึกษาวางแผนการตลาดทำให้จุไรกาญจน์ต้องเป็นคนรอบรู้ ศึกษางานวางแผนกลยุทธ์ด้านการตลาดจากรายงานเก่าๆ ร่วมทั้งต้องติดตามข่าวสารบ้านเมืองอ่านหนังสือพิมพ์เป็นนิสัย “การทำงานในเอเยนซีอินเตอร์ เขามีวิธีมีรูปแบบการคิด การกำหนดในการวางกลยุทธ์ต่างๆ เหมือนเป็นโรงเรียนฝึก มีเคสสตาร์ดดี้ ได้คุยแลกเปลี่ยนระหว่างบริษัทโฆษณาจากทั่วโลก อ่านมากเท่าไหร่ยิ่งได้ เพราะไม่มีใครขโมยความรู้ของเราไปได้ รุ่นพี่สอนเสมอว่าเราเป็นพีอาร์เอเยนซี เราวางแผนการตลาดก็จริงแต่ลูกค้าฉลาด เขาอยู่กับแบรนด์และโปรดักต์ เขาย่อมรู้และเข้าใจสินค้าของเขามากกว่า แต่เขาอาจมีเรื่องที่กระจัดกระจาย เมื่อเราไปคุยเราต้องให้ประโยชน์กับเขา ลูกค้าก็จะเชื่อถือเรา ดังนั้นต้องอ่านเยอะ เข้าใจองค์กร เข้าใจธุรกิจที่กระทบต่อแบรนด์เขา ต้องพยายามอัพเดทตัวเองตลอด ถ้าเราทำงานด้านดนตรี ก็ต้องฟังเพลง ด้านกีฬาก็ต้องชมกีฬา ต้องอัพเดทต้องรู้เทรนด์ใหม่ๆ และหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องดูว่าโซเชียลมีเดียไปทิศทางไหนแล้ว เพื่อเป็นอีกช่องทางให้ลูกค้าของเราเข้าสู่กลุ่มเป้าหมายของเขาได้ ทำงานสายไหนต้องชำนาญทุกสาย ไม่ว่าธุรกิจอะไรเราดึงคีย์หลักของสิ่งที่เขาอยากสื่อออกมาให้ได้”
อุปสรรค และวิธีแก้ไข
อุปสรรค์ในงานคอมมูนิเคชั่น พีอาร์ คือ นักการตลาดบางรายไม่เชื่อถือในพีอาร์ เอเยนซี มักคิดว่าเมื่อมีสตางค์นำเงินไปซื้อแอดในสื่อต่างๆ ดีกว่า ซึ่งมีน้อยที่จะเข้าใจการทำงานของที่ปรึกษาวางแผนการสื่อสารการตลาดจริงๆ แต่จริงๆ แล้วแอดโฆษณาพูดได้นิดเดียว แต่สินค้าที่ต้องการการสื่อสาร ไม่สามารถทำให้ผู้บริโภคเข้าใจสินค้าได้ เราต้องสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างสินค้า
“ยกตัวอย่าง ห้ามโฆษณาสินค้า นม เหล้า เบียร์ เราก็ต้องสื่อสารออกไปแบบไม่ผิดกฎ นมมีแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เราก็ต้องทำแผนการสัมมนาให้ความรู้ผู้บริโภค ปัญหาด้านมาร์เก็ตติ้ง พีอาร์ คือ แผนจะสำเร็จไม่ได้ หากลูกน้องไม่ทำการบ้านมากพอ ไม่เข้าใจลูกค้า ไม่อ่าน การวางแผนการตลาดก็ไม่สำเร็จไปได้”
แนะนำรุ่นน้องๆ
สำหรับรุ่นน้องๆ ที่อยากเป็นนักวางแผนด้านการตลาดที่เก่ง ไม่ว่าน้องๆ จะเรียนด้านการสื่อสารหรือเป็นการตลาดก็แล้วแต่ เริ่มแรกต้องกำหนดเป้าหมายของตัวเอง ในแง่ทำงาน
“เด็กจบใหม่ต้องถามตัวเองก่อนว่า อยากทำอะไรเล็กหรือใหญ่ มีเป้าหมายใหญ่ก็ต้องพยายามให้มากๆ ที่สำคัญต้องมีแนวคิดทำงานและการดำเนินชีวิตที่ดี ก้าวแล้วต้องก้าวให้เต็มที่อย่าหยุด อย่าท้อ อีกอย่างที่จะทำให้เรารับมือกับงานยากหรือง่ายได้ คือ เราต้องชอบงานนั้น และต้องมีการเคารพตัวเอง คือ เราจะทำทุกอย่างที่เราได้รับมอบหมาย ไม่มีใครว่าเราลับหลังได้ หากเราเป็นคนใฝ่รู้ และอย่าตกเทรนด์ ไม่ว่าเขาจะเอาตัวไปอยู่ในธุรกิจไหน เราก็จะทำได้ทั้งแฟชั่น” และข้อที่ท้าทายเด็กใหม่ๆ มากที่สุด คือ อย่ากลัวที่จะลงมือทำ แม้ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ทำให้รู้สึกกลัวไปหมด แม้ต้องทำงานหนักอย่ากลัว และอย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว หากคิดว่าเราดีแล้ว เก่งแล้ว สมบูรณ์แล้ว มันจะปิดการรับรู้ ก็จะโตช้าและโตยาก ดังนั้น ต้องกล้าลอง ต้องมั่นใจในตัวเอง ถ้ามั่นใจทำอะไรก็ได้
หมายเหตุ ขอขอบคุณสถานที่ โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน เอื้อเฟื้อสถานที่
การพูดและโทนเสียงสำคัญ : ใครจะรู้บ้างว่า ที่ปรึกษาวางแผนการสื่อสารการตลาดแบรนด์อินเตอร์ นอกจากมีความคิดที่ทันสมัยแล้ว เรื่องบุคลิกภาพที่ดูน่าเชื่อถือ เวลาการพูดสื่อสารก็ต้องให้มีโทนเสียงที่เหมาะสม เวลาเปล่งเสียงต้องมีการโปรเจกต์เสียงที่ดี เพราะโทนเสียงในการพูดขายมีผลต่างกัน ร่วมถึงสไตล์การพูด ถือเป็นศิลปะแบบหนึ่ง วิธีสังเกตว่าการพูดแบบไหนเวิร์ก คือเวลาพรีเซนต์แผนการตลาดไปแล้วลูกค้าเชื่อหรือไม่เชื่อ บุคลิกเราต้องนิ่ง แพลนที่เราคิดไปพรีเซนต์ลูกค้าจะซื้อไม่ซื้อ ต้องมีเทคนิคพิเศษในการเจรจา
หัวใจของการวางแผนการสื่อสาร : ต้องใช้คอมมอนเซนส์ของเรา การทำงานทุกครั้งต้องนำวัตถุประสงค์ของลูกค้าเป็นตัวตั้ง ลูกค้าต้องการอะไร อะไรที่เขาอยากสื่อสาร ช่องทางการรับรู้อยู่ตรงไหน ต้องเข้าใจสินค้าของเขา และเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย
ภาษาอังกฤษสำคัญ : หากเราเก่งภาษาอังกฤษโอกาสแข่งขันเราจะสูงและเหนือกว่าคู่แข่ง ตอนนี้ได้ 2 ภาษาไม่พอแล้ว ถ้าให้ดีต้อง 3 ภาษา คือ จีน เพื่อเราจะได้พัฒนาไปพร้อมกับโลกได้







