
เพื่อนคู่คิด หุ้นส่วนธุรกิจที่ลงตัว
ท่ามกลางมรสุมปัจจัยลบที่รุมเร้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่น้องใหม่อย่างกลุ่ม “ดิ เอสเตท”
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
ท่ามกลางมรสุมปัจจัยลบที่รุมเร้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่น้องใหม่อย่างกลุ่ม “ดิ เอสเตท” ที่มีสองผู้บริหารรุ่นใหม่วัยเพียง 32 ปี ซึ่งไม่ใช่ทายาทคนดัง ไม่ใช่ทายาทเศรษฐีร้อยล้าน พันล้าน แต่กลับไม่หวั่น พร้อมเดินหน้าสู้ทุกปัญหา ภายใต้แนวคิด “เราจะไปให้ถึงจุดมุ่งหมาย”
ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับสองหนุ่มไฟแรง เล็กศุภกิจ รวีอร่ามวงศ์ และอุ้มนุชิต นาคเพ็ชรพูล มาทำความรู้จักกับบริษัท ดิ เอสเตท ดีเวลลอปเมนท์ กันก่อน โดยบริษัทดังกล่าวเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุนจดทะเบียน 55 ล้านบาท ในเครือบริษัท สร้างดี ดีเวลลอปเมนท์ ที่ก่อตั้งโดยสองหนุ่มผู้บริหารไฟแรงเล็กและอุ้ม
การตั้งบริษัทลูก “ดิ เอสเตท” ก็เพื่อใช้เป็นบริษัทร่วมทุนกับกองทุนเทเลเซีย (Terrasia) ซึ่งเป็นกองทุนส่วนบุคคลจากประเทศสิงคโปร์ โดยกลุ่มกองทุนดังกล่าวถือหุ้นในดิ เอสเตท ประมาณ 20% ร่วมกันพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมแห่งแรก ภายใต้ชื่อ “ไลบรารี เฮ้าซ์” (Library Houze) ย่านสุขสวัสดิ์ประชาอุทิศ จำนวน 221 ยูนิต ใกล้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ขณะที่บริษัทแม่ “สร้างดี ดีเวลลอปเมนท์” เป็นการร่วมทุนกันหลักๆ ของสองผู้บริหารหนุ่มที่เกิดจากความสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเล็กและอุ้ม เล่าว่า เป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยเรียนคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอนนั้นก็อายุประมาณ 1617 ปี ตอนนี้ก็ 32 ปีแล้ว คบกันมาประมาณ 15 ปี
อุ้ม เล่าว่า ในช่วงที่เรียนเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก เพราะเป็นคนฝั่งธนบุรีเหมือนกัน ไปมาหาสู่กันที่บ้านบ่อยๆ จนเรียนจบก็ยังติดต่อกัน แล้วผมก็เริ่มทำโน่นนี่ไปเรื่อยๆ ลองหาธุรกิจที่คิดว่าใช่ ทำหลายอย่างเลย ทั้งเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ ฟิตเนส ทั้งขายเสื้อผ้า ก็เคยรับมาขาย แล้วก็ไปเป็นครูสอนเปียโนด้วย ส่วนเล็กช่วงนั้นเขาไปเรียนเมืองนอกประมาณ 3 ปี
เล็ก เล่าว่า อุ้มทำหลายอย่างมาก ลองผิดลองถูก ตอนที่สอนดนตรี ผมก็ตามไปเรียนอยู่แวบหนึ่ง พอกลับจากเมืองนอก ผมก็มาทำงานแบงก์ก่อน อยู่ฝ่ายสินเชื่อดูแลลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ ตอนนั้นก็เริ่มเห็นภาพของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การเงินเป็นอย่างไร ก็จะรู้ว่าดี หรือไม่ดีอย่างไร ประกอบกับบ้านที่อยู่อาศัยเป็นอาคารพาณิชย์ คุณแม่ก็สอนเชิงธุรกิจ สอนให้ลองลงทุนซื้อตึกแถวแล้วมาขาย หรือมาปล่อยเช่า
ตอนนั้นเราก็มาเริ่มคิดว่า ทำไมต้องซื้อมาขายหรือปล่อยเช่า ทำไมไม่เป็นผู้พัฒนาเองเลย ซึ่งเรื่องนี้ก็คิดร่วมกันทั้งผมทั้งอุ้ม แล้วมันก็เหมือนฝันที่อยู่ส่วนลึกในใจ จริงๆ ยังไม่ได้คิดว่าจะเริ่มต้นเร็วขนาดนี้
อุ้ม เล่าต่อว่า ใช่ คิดไว้นานว่าจะทำอสังหาริมทรัพย์ และอยู่ๆ ก็บังเอิญได้ทำถือว่าเริ่มต้นเร็วกว่าที่คิดไว้เลย เพราะเราเริ่มตั้งบริษัท สร้างดี ดีเวลลอปเมนท์ ร่วมกัน เพื่อเป็นนายหน้าขายที่ดิน แต่รับเฉพาะกรณี (Case) ที่ยากๆ ที่ไม่ค่อยมีใครอยากทำ พอเริ่มทำได้ก็เริ่มวางแผนแล้ว เล็กก็เริ่มวางแผนว่า 5 ปีจะทำแบบนี้ อีก 10 ปีจะทำแบบนี้ แผนคร่าวๆ แต่พูดไปพูดมา มันได้เร็วกว่าที่คิด
เพราะช่วงที่เราทำนายหน้า เราก็ดูที่ดิน เราก็จะเห็นว่าคนซื้อเอาไปทำอะไร เรียนรู้จากตรงนั้นว่า ที่ดินแบบนี้ คนซื้อเอาไปทำแบบนี้ ตอนนั้นก็คิดว่า ทำไมไม่ทำเองเลย ก็เริ่มคิดว่าทำไมจะมากินแค่ค่าคอมมิชชั่น เพราะได้ค่าคอมมิชชั่นก็เท่านั้น ไม่เติบโต จะวิ่งไปขายคนอื่นทำไม ก็ซื้อไว้ทำเองดีกว่า
อุ้มและเล็ก เล่าถึงช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ว่า ช่วงนั้นปัญหาเยอะมาก แต่มีปัญหามาก็ต้องแก้ จุดเริ่มต้นมันยาก เริ่มจากตอนหาผู้ร่วมทุน ด้วยเงินทุนค่อนข้างเยอะ แล้วเรายังใหม่มาก ต้องหาผู้ร่วมทุนที่น่าเชื่อถือ แล้วพอเราไปหาผู้ร่วมทุนได้แล้ว แต่อยู่ๆ เขาก็ถอนไป ก็กลายเป็นปัญหา ตอนนั้นช็อตเงินไปหลายสิบล้าน
ตอนนั้นมัดจำที่ดินไปแล้ว อีก 2 อาทิตย์ จะต้องโอนเงินค่าที่ดิน ผู้ร่วมทุนก็ถอนหุ้นไป รู้ข่าวตอนดึก เครียดแค่ไหน เช้าตื่นมาก็ต้องรีบแต่งตัวออกไปหาผู้ร่วมทุนรายใหม่ ตอนนั้นมันหยุดไม่ได้แล้ว เราก็พยายามให้ถึงที่สุด ถ้าเราพยายามเต็มที่แล้วไม่ได้ค่อยว่ากัน เพราะถ้าเราหยุดเดินมันก็จะไปไม่ถึงเป้าหมาย ปัญหามี ก็ต้องแก้ ไม่มีเวลามานั่งคิดมาก
ถ้าถามถึงแนวคิดและเป้าหมายในการทำงาน ต้องบอกว่า คล้ายกัน นั่นคือ ไปให้ถึงเป้าหมายให้เร็วที่สุด แต่แน่นอนว่าวิธีการของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน
เล็กเป็นทั้งเพื่อนและหุ้นส่วนธุรกิจ
อุ้ม พูดว่า หลายคนอาจตั้งคำถามว่า เป็นเพื่อนกันมาทำธุรกิจร่วมกันจะดีเหรอ สำหรับผมกับเล็กมันดีหลายอย่าง ดีตรงที่ว่าเราสองคนถนัดกันคนละด้านไปเลย เล็กก็ชอบการเงินไปเลย การตลาด การสำรวจตลาด ส่วนผมก็จะชอบรูปแบบ สถาปนิก การดูที่ดิน การดูทำเล ดูก่อสร้าง ดูเรื่องกฎหมาย ใครถนัดอะไร ก็ทำอันนั้นไปเลย
“เล็กเก่ง เรื่องหาเงินทุน ไม่เคยพึ่งพาที่บ้าน หรือเพื่อนเลย ส่วนผมเป็นคนไม่กลัวอะไร แต่จะหาคนไม่กลัวแบบผม มันยาก ซึ่งเล็กเขาก็ไม่กลัวเหมือนกัน จึงทำงานด้วยกันได้ ถ้ามีอะไรที่เป็นปัญหา เราก็ต้องคุยกัน ถ้าไม่สำคัญมากก็ต้องหยวนๆ กันไป แต่ทุกอย่างต้องจบด้วยเหตุผล”
พอเขาไปทำเขาก็จะมาบอกว่า ทำแบบนี้ดีกว่า ทำแบบนั้นดีกว่าคือ เราเชื่อว่าเขาทำได้และเขาเองก็เชื่อว่าเราทำได้ พอเสนออะไรในสิ่งที่ตัวเองถนัด ต่างคนก็พร้อมจะเห็นด้วย มันเลยไม่ค่อยมีปัญหา แบ่งกันชัดเจนว่า ใครควรจะดูอะไร โดยผมจะเป็นแนวลูกทุ่งเน้นลงพื้นที่ ส่วนเล็กจะเด็กนอก ถ้าไปคุยกับต่างชาติเรื่องการเงิน เล็กจะถนัดและทำได้ดีมาก
โชคดีที่เจอเพื่อนดีแบบอุ้ม
เล็กพูดว่าไม่รู้จะพูดว่าอะไร เพราะเราคุยกันทุกวัน แต่ก็ต้องขอบใจอุ้ม ถือว่าเราโชคดี ที่เจอเพื่อนที่ดีแบบอุ้ม มีความคิดที่คล้ายกัน อุ้มเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย แต่ผมอาจจะไม่ถึงขั้นนั้น อาจจะกลางๆ ซึ่งถือว่าดีและบุคลิกที่แตกต่างกัน ก็เหมือนหยินหยาง แตกต่าง แต่เข้ากันได้ ถ้าเหมือนกันเกินไปไม่มีใครปรามใครก็ไม่ดี
“เราสองคนก็ถือว่าช่วยกันตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เวลาที่มีปัญหาก็ต้องคอยเตือนตัวเองตลอดว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ต้องนึกถึงวันที่เราทำสัญญากับคนขายที่ดินได้ ให้นึกถึงผู้ใหญ่ที่มาคอยช่วย ครอบครัวเราไม่ได้มีพื้นฐานร่ำรวย หรือทำธุรกิจนี้มาก่อน ต้องเริ่มต้นเองทั้งหมด ซึ่งการมีเพื่อนที่ดีก็ช่วยได้มาก แต่ที่สำคัญต้องคุยกันตลอด”
แม้ตอนนี้เราสองคนยังทำงานแบบลูกทุ่งกันอยู่ แต่ต่อไปถ้ามันใหญ่ขึ้น ก็ต้องเป็นระบบมากขึ้น เพราะเรามีแผนที่จะขยายธุรกิจต่อเนื่อง มีโครงการจะทำบ้านหรูจับกลุ่มต่างชาติวัยเกษียณที่เชียงใหม่ และยังมีอีกหลายโครงการที่อยากทำ ซึ่งกับอุ้มไม่ต้องพูดว่าอยากทำอะไร แค่หันมาเจอกัน แล้วรู้สึกว่า อยากทำก็ทำเลย







