posttoday
กระเป๋าแบรนด์เนม ไม่ควรเป็นสรณะของชีวิต

กระเป๋าแบรนด์เนม ไม่ควรเป็นสรณะของชีวิต

22 มกราคม 2557

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

ได้คุยกับเด็กผู้หญิงรุ่นใหม่จำนวนมากที่เพิ่งจบมาทำงานใหม่ๆ เป็นกลุ่ม First Jobber ที่ต้องเข้าสู่ระบบเงินเดือนใหม่ๆ ที่ฐานเงินเดือนเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ว่าไม่มีระบบบำนาญหรือบำเหน็จเหมือนรุ่นก่อนๆ แล้ว แถมค่ารักษาพยาบาลยังเบิกได้เฉพาะตน ไม่ได้ดูแลไปถึงพ่อแม่และบุตรเหมือนรุ่นที่แล้วอีกด้วย แต่ว่าด้วยฐานเงินเดือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รับมือไม่ทัน

ผลที่เกิดขึ้น คือ ...เกิดหนี้จากการจับจ่ายด้วยความเพลิน

คำว่า “เพลิน” น่ากลัวมากเลยนะคะ

ครั้งหนึ่งหนูดีเคยไปปฏิบัติธรรม และพระอาจารย์สอนว่า โลกนี้ที่ต้องระวังที่สุด คือ “ระวังเพลิน”

ระวังเพลินในสุข ระวังเพลินในทุกข์ ระวังเพลินในมายาต่างๆ ระวังเพลินในความหลง เพลินในความโลภ เพลินในความสัมพันธ์ ฯลฯ เพราะเวลาที่เราเพลิน เราจะลืมตัว หลงไป และไม่มีสติ

เรื่องของเงินก็เหมือนกัน เงินเดือนเยอะ เพลินหลงไปว่า ใช้เท่าไหร่ก็ได้ โดยไม่รู้เท่าทันว่า นี่เงินในอนาคตนะ เงินเกษียณนะ เด็กรุ่นนี้ หลายคนยังแยกไม่ออกเลยว่า รถยนต์ไม่ใช่การลงทุน และเป็นสินทรัพย์ที่มูลค่าลดลงทุกวัน

หนูดีเพิ่งไปบรรยายในมหาวิทยาลัยที่ภาคใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงสองมหาวิทยาลัย เลยมีโอกาสได้คุยกับอาจารย์รุ่นก่อนและน้องๆ อาจารย์รุ่นใหม่ถึงการรับเงินเดือนในแบบระบบเงินเดือนใหม่

อาจารย์รุ่นเก่าเล่าว่า เขาทำงานมาเป็นสิบปีแต่ได้เงินเดือนน้อยกว่าอาจารย์รุ่นใหม่ที่ฐานเงินเดือนใหม่อยู่มาก แต่ว่ารุ่นเก่าได้ทั้งบำนาญหรือบำเหน็จแถมเรื่องรักษาพยาบาลคนรอบตัวสองรุ่น

ฟังแล้ว คิดตามทันที

หนูดีรู้ดี คนเป็นครู ไม่ใช่คนลงทุนเก่ง จะเรื่องหุ้น เรื่องกองทุนอะไรอย่ามาพูดให้มึนหัว ฉันจะใช้จ่ายเงินเดือนของฉันนี่แหละ ที่เหลือก็เอาไปสร้างบ้านบ้าง อะไรบ้าง หรือซื้อความสุขให้ชีวิต เช่น เดินทางท่องเที่ยว ซื้อของใช้ เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ชุดสวยๆ ฯลฯ ก็ว่ากันไป หนูดีทั้งเรียนครู ทั้งเปิดโรงเรียน มีหรือจะไม่รู้ใจครู เรื่องลงทุนกับครูนี่ น้อยคนมากค่ะที่จะเซียน

ดังนั้น เงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่า เราจะเอาไปเก็บออมหรือลงทุนเพื่อความปลอดภัยยามเกษียณกันทุกคน ถ้าให้เดาไม่ผิด หนูดีว่า ไม่ต่ำว่า 90% คงเอาไปใช้จ่ายแบบ ...ไม่ได้กันไว้สำหรับอนาคตแหงๆ

ก็เลยขอเช็กความจริงเสียหน่อย

ถามน้องๆ อาจารย์รุ่นใหม่ว่า “เงินเหลือไหมคะ” โอ้โห หัวเราะกันใหญ่เลย ถามต่อไปว่า “ให้เลือกแบบฐานเงินเดือนเก่าที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์ต่างๆ แต่เงินเดือนจริงๆ น้อยหน่อย กับเงินเดือนใหม่ที่เยอะขึ้นมาก แต่ไม่ดูแลกันหลังเกษียณ ให้เราต้องลงทุนเก่งๆ และดูแลตัวเองนะจ๊ะ จะเลือกแบบไหน” น้องๆ บอก “แบบเก่าค่ะ” เป็นเอกฉันท์กันเลยทีเดียว

แน่! หนูดีเลยอยากรู้ว่าทำไม

เงินเดือนมาก ไม่ชอบเหรอ ...คำตอบคือ ชอบสิคะ แต่ว่าเงินเดือนมากก็ใช้มาก มันไม่เหลือเก็บหรอก ถ้าจะถามกันจริงๆ และที่ใช้มากน่ะ ใช้ไปกับอะไร จริงๆ แล้วก็ใช้ไปกับอะไรที่ระยะยาวนับว่าไร้สาระ เช่น โทรศัพท์รุ่นใหม่ กระเป๋าแบรนด์เนม หรือเครื่องสำอาง ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ฯลฯ ไม่ได้เอาไป “ลงทุนอย่างชาญฉลาด” กันสักเท่าไหร่

เงินเดือนที่มากขึ้น สำหรับเด็กรุ่นใหม่หลายๆ คนแล้ว มันอาจจะเป็นการไปเพิ่ม “ไลฟ์สไตล์” ที่แพงๆ แทนที่จะกลายเป็นการลงทุนที่เขาจะเก็บเกี่ยวดอกผลได้ในระยะยาว และทำให้เขามีอิสรภาพทางการเงินในวัยเกษียณ หรือก่อนเกษียณได้

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เด็กรุ่นใหม่หลายคน อิจฉาลักษณะเงินเดือนของคนรุ่นเก่า ที่มีการดูแลกันในวัยบั้นปลาย เพราะหลายๆ คนก็แค่อยากใช้เงินในเงินเดือนของตัวเองพอดีๆ และเรื่องอนาคตอยากให้มีคนดูแลแทน

ของแบบนี้ ลางเนื้อชอบลางยานะคะ

หลายคนคงชอบเงินเดือนเยอะๆ แล้วอนาคตว่ากันทีหลัง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้คืออะไร เมื่อเด็กๆ รุ่นใหม่ที่รับเงินเดือนมีสมาร์ทโฟน มีอินเทอร์เน็ตใช้ติดตัว 24 ชั่วโมง แน่นอนว่า การสมัครเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ อีกสารพัดเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ความสนุกสนานในการแชร์ไลฟ์สไตล์ของตัวเอง การเฝ้ามองไลฟ์สไตล์ของคนอื่น รวมถึงการสั่งซื้อของออนไลน์ที่ง่ายดายกว่าการเดินไปปากซอยแล้วซื้อขนม การจับจ่ายอย่างน่าตกใจในสายตาของคนรุ่นเก่าจึงเกิดขึ้น

ปรากฏการณ์หนึ่งที่หนูดีเฝ้ามองอย่างตกใจ คือ การซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาหลักหมื่น หลักแสนของสาวออฟฟิศ หรือสาวเงินเดือนจึงเกิดขึ้นแบบถล่มทลาย

ทำไม อยู่ดีๆ กระเป๋าแบรนด์เนมจึงกลายเป็นสรณะของสาวๆ ไปได้ ทั้งๆ ที่เงินก้อนนี้สามารถกลายเป็นการลงทุนในทองคำ (แบรนด์หลายยี่ห้อ หลายรุ่น ราคาเท่าทองเป็นหลายๆ บาท) การลงทุนในหุ้น การออมเงินในพันธบัตร การซื้อหุ้นกู้ หรือการผ่อนบ้าน ฯลฯ?

โรงเรียนหลายแห่งสอนเพียงความรู้ “ในการหาเงิน” ไม่ได้สอนความรู้ “ในการจัดการเงินที่หามาได้” ปัญหาจึงเกิดขึ้น

และตัวเร่งปฏิกิริยา ก็คือ ผู้หญิงหลายๆ คนที่แสดงออกถึงความหลงใหล คลั่งไคล้ในกระเป๋าแบรนด์เนมอย่างโจ่งแจ้ง พากันโพสต์ภาพตัวเองในสถานที่และบรรยากาศต่างๆ โดยเน้นที่ “กระเป๋า” ทั้งๆ ที่ถามกันจริงๆ แล้ว คนที่ไม่อยู่ในวงการ หรือไม่รู้ราคากระเป๋าเหล่านี้ต่างพากันบอกว่า “สวยตรงไหน” คือ ถ้าไม่รู้ราคา มันคงดูไม่สวยเท่านี้ พอค่านิยมเป็นแบบนี้ บูชาการใช้ของแพง เด็กรุ่นใหม่ที่วุฒิภาวะยังไม่เท่า ก็อาจทำให้หลงคิดไปว่า การได้การยอมรับในสังคม คือ การถือกระเป๋าแพงๆ

แต่ทุกคนไม่ใช่หาเงินได้เท่ากัน บางคนซื้อกระเป๋าราคาเป็นแสน แต่เงินเก็บหลายสิบล้าน กับเด็กจบใหม่เงินเดือนหลักหมื่น มาซื้อกระเป๋าสองสามหมื่น เทียบเป็นอัตราส่วนเงินแล้ว กระเป๋าหลักหมื่นแพงกว่ากันเยอะ

การสร้างค่านิยมปลื้มกระเป๋าแพง และชื่นชมไลฟ์สไตล์แพงๆ จึงอาจกลายเป็นดาบสองคม ที่ทำให้น้องๆ เด็กรุ่นใหม่เงินเดือนสูง หลง “เพลิน” ไปใช้จ่ายเกินสิทธิและพลาดการมีอิสรภาพทางการเงินในบั้นปลาย

“ความเพลิน” เป็นเรื่องน่ากลัวค่ะ อย่าหลงเพลินในเงินเดือนเยอะๆ และอย่าหลงเพลินกับกระเป๋าแพงๆ เพราะวัตถุเหล่านี้ไม่ควรเป็นสรณะของชีวิตการเงินเด็กรุ่นใหม่ ที่ต้องดูแลวัยเกษียณของตัวเองด้วยมือของตัวเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท