
@ work
โดย...กันย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...กันย์ ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี
สภาวะตลาดโลกและความผันผวนทางเศรษฐกิจได้เข้ามาเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของการดำเนินธุรกิจ ให้ต้องมุ่งเน้นในความรวดเร็วและคล่องตัว ประเด็นสำคัญคือ แต่ละองค์กรจะมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีเพียงใด
อริญญา เถลิงศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทที่ปรึกษา เอพีเอ็ม กรุ๊ป การปฏิรูปหรือ “แปลงร่าง” ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลด้วยการปรับเปลี่ยน สร้างจุดแข็ง ลบจุดอ่อน รวมถึงการเลือกระบบและเครื่องมือที่เป็นประโยชน์มาใช้อย่างเหมาะสมและลงตัวกับวัฒนธรรมขององค์กร อันจะเป็นพลังขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จและเพิ่มรายได้ทางธุรกิจ จึงได้กลายเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรที่ต้องการอยู่รอดในสภาวการณ์เช่นนี้
ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากหลักการดำเนินงานที่ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อสิบกว่าปีก่อน ซึ่งนับจากนั้นเป็นต้นมาองค์กรต่างๆ ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าแนวทางต่างๆ ในด้านบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล อาทิ การจัดงบประมาณด้านการพัฒนาบุคลากรและการประเมินค่าตอบแทน ยังคงยึดติดอยู่กับแนวคิดแบบเดิมๆ ซึ่งไม่สามารถใช้กับโลกธุรกิจในยุคปัจจุบันได้อีกต่อไปแล้ว
สภาพธุรกิจปัจจุบันความรวดเร็วในการปรับให้ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญให้องค์กรอยู่ได้อย่างเข้มแข็งในสภาพแวดล้อมใหม่ และแรงผลักดันด้านการเปลี่ยนแปลงตรงนี้เองที่กลายเป็นพลังขับเคลื่อนซึ่งอยู่เบื้องหลังเทรนด์ในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้งานในด้านบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลเพื่อยกระดับองค์กรไปสู่จุดสูงสุด
ขอกล่าวถึง 3 มิติสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลซึ่งเทคโนโลยีสามารถเป็นส่วนสำคัญที่จะเข้ามาช่วยยกระดับและเพิ่มประสิทธิผลในการสร้างผลปฏิบัติงานขององค์กรให้ดีขึ้นได้ ดังนี้
1.การบริหารความหลากหลายของบุคลากร เพราะความหลากหลายของบุคลากร องค์กรจึงต้องการระบบการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ใหม่ ที่สามารถรับมือกับความท้าทายของความหลากหลายได้ อีกทั้งการที่องค์กรเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นผ่านทางช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัยยังเป็นการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วมของพนักงาน อันจะส่งผลให้องค์กรได้รับมุมมองหรือความคิดใหม่ที่สามารถต่อยอดและสร้างรายได้ให้กับองค์กร
2.เป็นเรื่องของการดำเนินกลยุทธ์ขององค์กรเพื่ออนาคต หลายองค์กรต้องดำเนินกลยุทธ์ในท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แตกต่างและหลากหลาย ทั้งในเรื่องของโซนเวลาที่แตกต่างกัน สถานที่ วัฒนธรรม และกฎระเบียบ ดังนั้นระบบข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์จึงต้องถูกยกระดับขึ้นเพื่อให้การดำเนินกลยุทธ์สำเร็จลุล่วง และเพื่อให้ผู้นำองค์กรได้รับข้อมูลที่ทันท่วงที พร้อมที่จะตัดสินใจและดำเนินการกลยุทธ์ท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจที่ซับซ้อน
3.กลยุทธ์การบริหารจัดการกลุ่มพนักงานที่มีความสามารถขององค์กร กระบวนการพัฒนาบุคลากรที่ดีนั้น ต้องช่วยให้ผู้นำในองค์กรสามารถประเมิน เตรียมความพร้อม และเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานได้ซึ่งเทคโนโลยีนับเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในการวางแผนและบริหารจัดการบุคลากรที่มีความสามารถในภาพรวมทั้งระบบขององค์กร อีกทั้งยังจะช่วยในการปิดช่องว่างระหว่างวัยในการปฏิบัติงานภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระบวนการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีจะเสริมให้กลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลต่างๆ เช่น การวางแผนกำลังคน การจัดการประสิทธิภาพการทำงาน การวางแผนผู้สืบทอดตำแหน่ง มีประสิทธิผลสูงขึ้นโดยปราศจากข้อจำกัดด้านขนาดหรือสถานที่ดังเช่นในอดีต แล้วองค์กรของคุณพร้อมที่จะก้าวไปสู่อนาคตแล้วหรือยัง
คุณสมบัติที่โดดเด่นของผู้นำ
อังคณาลักษณ์ จงจิต Head of Coaching บริษัท ออร์คิด สลิงสอท กล่าวว่า คุณสมบัติของผู้นำนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นหัวหน้างานหรือผู้บริหารระดับสูงก็ได้ ทุกๆ คนมีภาวะผู้นำในตัวเอง แต่เนื่องจากโปรเจกต์โค้ชส่วนใหญ่ประมาณ 80% เป็นการโค้ชระดับหัวหน้างานและผู้บริหาร
1.ความสามารถในการเลือกเฟ้นสมาชิกในทีมและมอบหมายงานที่เหมาะสม : สิ่งสำคัญคือการเลือกคนถูกต้องถูกคนเข้ามาทำงาน งานนั้นจะประสบความสำเร็จได้เพราะสามารถเลือกสมาชิกในทีมได้ถูกคน และมอบหมายได้ถูกงาน
2.การเป็นผู้ฟังที่ดี ยอมรับในความคิดเห็นของลูกทีมที่เหมาะสม : การฟัง 3 อันดับแรก ที่ลูกน้องอยากให้เจ้านายช่วยฟังเขาหน่อย เอาความคิดเห็นเขาไปพิจารณาบ้าง ลูกน้องอยากให้นายฟัง คิดสนับสนุนและช่วยเสริมให้ความคิดนั้นสมบูรณ์มากขึ้น
3.สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีเยี่ยมในทุกๆ สถานการณ์ ผู้นำที่โดดเด่น ต่างกับผู้นำธรรมดาตรงนี้คือ การรู้จักจัดการสถานการณ์และการควบคุมอารมณ์ตนเองจะทำให้เรามีสติมากขึ้นและสามารถควบคุมอีกฝั่งได้ด้วย
4.รับผิดชอบร่วมกันไม่กล่าวโทษคนอื่นๆ : เมื่อผิดพลาดในงาน แม้งานนั้นจะไม่ใช่ฝีมือของเรา แต่เมื่อเราเองเป็นผู้มอบหมายงานและดูแลงานนั้น ผู้นำที่ดีต้องยอมรับผิดโดยไม่กล่าวโทษใคร ถ้าได้หัวหน้างานแบบนี้ เราก็พร้อมจะเต็มที่ในการทำงาน
5. กำหนดเป้าหมาย ชี้แจงบทบาทให้ทีมทราบ : การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ การตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่เหมาะสมก็สำคัญไม่แพ้กัน ทั้ง 2 อย่างมาควบคู่กัน เมื่อกำหนดเป้าหมายก็ต้องไม่ลืมที่จะสื่อสารภารกิจ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ และบทบาทให้ทีมทราบอย่างชัดเจน เพื่อให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน
6. กระตุ้น จูงใจ และให้กำลังใจลูกทีมเสมอๆ หมายถึงการให้ความไว้ใจ เชื่อใจ สร้างความมั่นใจให้ลูกทีมสม่ำเสมอ ไม่ใช่มาเป็นพักๆ และผลักดันให้ลูกทีมชมกันเองด้วย การให้กำลังใจ เป็นแรงผลักดันกระตุ้นให้ทีมเดินต่อไป หัวหน้างาน หรือผู้นำมักตกม้าตายตรงนี้ แค่กล่าวขอบคุณยังปากหนักแล้วลูกน้องที่ไหนจะมีแรงทำงานให้
7. มั่นในสัญญา บ่อยครั้งที่หัวหน้างานหรือผู้นำมักจะสัญญากับลูกทีมมากมาย แต่บ่อยครั้งที่ไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่แน่ใจว่าจะทำให้ได้อย่าสัญญาดีกว่า เพราะลูกทีมจะไม่ศรัทธาระลึกไว้เสมอว่า ยิ่งโต ยิ่งสูง การยอมรับสำคัญที่สุด คุณจะได้กลายเป็นหัวหน้าทีมที่ผู้ทีมรักและทำงานให้สุดชีวิต!!!
ประกายความคิด
ปกครองด้วยพระเดชขาดทุน ปกครองด้วยพระคุณได้กำไร
โดย พระธรรมกิตติวงศ์







