เช็คก่อนเฉือน!สวยได้ต้องปลอดภัยด้วย
อันตรายที่ตามมาหากผู้บริโภค “รู้ไม่เท่าทัน” ผู้ประกอบการ รวมถึงสื่อโฆษณาอาจทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
ไม่ว่าจะขึ้นสักกี่ศักราชใหม่ แต่เทรนด์ศัลยกรรมความงามยังแรงดีไม่มีตก แม้นวัตกรรมปรับ-เปลี่ยน-แปลง หน้า หู-ตา-จมูก จะสนองจริตคนไทยได้ดีเพียงใด แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าอันตรายที่ตามมาหากผู้บริโภค “รู้ไม่เท่าทัน” ผู้ประกอบการ รวมถึงสื่อโฆษณาอาจทำให้เกิดความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาลทางชีวิตเเละทรัพย์สิน จนยากจะเรียกกลับคืนได้
ศ.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ ประธานวิชาการ สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นผ่านเวทีสัมมนา “รู้จริง รู้ทัน โฆษณา ก่อนศัลยกรรมหรือใช้ผลิตภัณฑ์ความงาม” จัดโดยผู้เข้าอบรมหลักสูตรสื่อสารมวลชนระดับต้น สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ระบุว่า ค่านิยมเรื่องความสวยความงามไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดมา 10-20 ปีให้หลัง แต่มีมานานแล้วเพียงแต่เทคโนโลยีในอดีตไม่เอื้ออำนวย แต่ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกลายเป็นใบอนุญาตให้หลายคนกล้าที่จะทำศัลยกรรมมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าการลงทุนทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง และความเสี่ยงในการทำศัลยกรรม คือ อันตรายที่เกิดขึ้นตามมาหากไม่ศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ดังที่ได้เห็นตัวอย่างกรณีพริตตี้สาวฉีดฟิลเลอร์ แต่สารอันตรายเข้าเส้นเลือดสู่ตา ทำให้อาการโคม่าตาบอด
“หรือในกรณีที่ผู้บริโภคโดนหลอกจากพวก “หมอกระเป๋า” พวกนี้เป็นกลุ่มคนที่อาจเคยทำงานเป็นผู้ช่วยเตรียมเครื่องมือแพทย์ เห็นแพทย์ทำบ่อยครั้งจนคิดว่าตัวเองทำได้ จึงออกไปซื้ออุปกรณ์ขายบริการให้ผู้บริโภค โดยฉีดเองเสร็จสรรพ ทั้งที่ไม่เคยเรียนมาด้านนี้โดยตรง คนจึงหลงเชื่อ แต่มีความเสี่ยงเกิดขึ้นตามมาภายหลัง”
ศ.นพ.ประวิตร บอกว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า หากไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ผู้บริโภคยังคงหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพ รวมไปถึงบรรดาโฆษณาชวนเชื่อได้ง่าย ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีงานวิจัยของต่างประเทศระบุว่า ผู้บริโภคจะเชื่อถือผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้นหากมีกลุ่มเซเลบริตี้มาโฆษณา รวมถึงกรณีหากมีการใช้ชื่อภาษาอังกฤษที่ผู้บริโภคไม่รู้จักมาโฆษณาผลิตภัณฑ์จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความน่าเชื่อถือต่อผลิตภัณฑ์นั้น สะท้อนว่าสื่อโฆษณายังมีอิทธิพลต่อประชาชนอย่างมาก
แพทย์มือฉมังด้านผิวหนังผู้นี้ มองว่า ท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญในการติดอาวุธให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากกว่าความรู้ ดังนั้นสื่อควรมีบทบาทในการชี้นำตักเตือนให้ประชาชนศึกษาหาความรู้ให้มากที่สุด ก่อนทำศัลยกรรม หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงต่อสุขภาพ โดยเบื้องต้นอยากเตือนประชาชนว่า หากจะทำศัลยกรรมกับแพทย์รายใด ขอให้นำรายชื่อแพทย์รายนั้นไปค้นหาในเว็บไซต์แพทยสภาว่าอยู่สถาบันใด และมีความน่าเชื่อถือจริงหรือไม่ ก่อนไปใช้บริการ
“หรือแม้กระทั่งการปลูกฝังค่านิยมเอง ผมมองว่าสื่อมีบทบาทในการชี้นำว่า แท้จริงแล้ว ความงามเป็นสิ่งสำคัญหรือไม่ อย่างหนังญี่ปุ่นเองเน้นชูประเด็นว่า คนต้องออกไปสู้ จึงจะชนะ แต่สื่อเมืองไทยอาจยังยึดติดกับค่านิยมที่ว่าคนหน้าตาดี ถึงจะประสบความสำเร็จ ทั้งที่จริงแล้วแม้จะดำเราก็เก่งได้ แม้ไม่สวยเราก็ประสบความสำเร็จได้ บางทีมันก็ขึ้นอยู่กับสื่อว่าจะชี้นำไปทางไหน และสร้างเกราะป้องกันความรู้สึกให้แก่ประชาชนได้อย่างไร” ศ.นพ.ประวิตร ระบุ
สมเจตน์ บุญวิทย์ Executive Creative Director ผู้คลุกคลีกับวงการโฆษณามากว่า 30 ปี ให้ทรรศนะของนักโฆษณาว่า การทำโฆษณาไม่ได้หมายความว่าต้องหลอกลวงประชาชนทั้งหมด ทั้งนี้ 80% ของเนื้อหาโฆษณาเป็นการให้ข้อมูลที่เป็นความจริง แต่นักโฆษณาย่อมต้องมีศิลปะในการบอกเล่าและโน้มน้าวใจ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง พร้อมกับเน้นความสร้างสรรค์ แปลกใหม่ และสื่อข้อความออกไปให้ตรงกับแบรนด์ผลิตภัณฑ์มากที่สุด ซึ่งถือว่าเป็น “พาณิชย์ศิลป์” อย่างหนึ่ง
สมเจตน์ กล่าวว่า การจัดทำโฆษณาต้องส่งให้องค์การอาหารและยา (อย.) และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตรวจสอบก่อน หากผ่านก็จะเข้าสู่กระบวนการจัดทำ โดยเป็นการอนุญาตเฉพาะกรอบกว้าง ๆ ซึ่งหลังจากนั้นหากกระบวนผลิตภาพเคลื่อนไหวเสร็จสิ้น ต้องกลับไปตรวจอีกครั้งภายใต้เงื่อนไขว่าถ้ามีปัญหาผู้จัดทำต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตามจำนวนโฆษณาในบ้านเรามีเยอะมาก โดยเฉพาะด้านความงามมีหลายเลเยอร์ทั้งเครื่องสำอาง สถานบริการ ยารับประทาน ยาประทินโฉม ซึ่งทำให้องค์กรที่ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบไม่ทัน
ผู้คร่ำหวอดวงการโฆษณาบอกอีกว่า นอกจากนั้นกระบวนการผลิตโฆษณายังเกิดขึ้นเร็ว และนักโฆษณาหลายคนกลับถ่ายทอดแบบเล่าความจริงไม่ครบและไม่มีประสิทธิภาพ บางครั้ง โฆษณาเหล่านี้จึงหันไปหาสื่อรองอย่างเคเบิ้ลทีวีแทน เมื่อการตรวจสอบไปไม่ถึง คนที่รับผลกระทบโดยตรง คือ “ผู้บริโภค” อีกทั้งเมื่อมีการเผยแพร่โฆษณาออกไป สคบ.หรือหน่วยงานอื่นอาจไม่ได้ทำงานเชิงรุกโดยการเข้าไปตรวจสอบเอง แต่ต้องรอให้มีผู้บริโภคไปร้องเรียน ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้นอาจไม่ทันการณ์ เพราะมีผู้บริโภคหลายคนรับข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบไปแล้ว
“บางครั้งวุฒิภาวะของนักโฆษณาต่ำ เพราะคิดเพียงความแปลก แต่ไม่ได้คิดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้นด้วยสื่อปัจจุบันที่กว้างขวางมาก เราต้องมีการเซ็ตกติกาให้ชัดเจน นอกจากนั้นเราต้องให้สื่อมาคอนโทรลคนทำโฆษณาอีกที ออกมาสต็อป ตักเตือนภาวะที่นักโฆษณาทำไม่ถูกต้อง เพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีในวงการ”
นนทพร ธีระวัฒนสุข หรือ “หญิงแย้” ไอคอนด้านความงามที่ผ่านการศัลยกรรมหลากหลายจนเป็นที่โด่งดังในโซเชียลเน็ตเวริค ร่วมแชร์ประสบการณ์ว่า ใช้บริการศัลยกรรมความงามมาเยอะโดยเฉพาะจมูกและส่วนอื่นของใบหน้า โดยจะใช้วิธีการค้นหาข้อมูลผ่านเว็บไซต์มีดหมอและเว็บไซต์ดั้งโด่งดอทคอม แต่ไม่ได้เชื่อถือข้อมูลในเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว เพราะจะต้องตรวจสอบข้อมูลของแพทย์ก่อน ซึ่งจะค้นหาประวัติแพทย์ที่สนใจโดยการนำชื่อแพทย์ไปคีย์รายชื่อในเว็บไซต์ของแพทยสภา
“เราจะปรึกษาแพทย์ที่น่าเชื่อถือและมีชื่อเสียง อย่างเราไปฉีดโบท็อกซ์ก็ไปฉีดกับคุณหมอแถวพระราม 9 เพราะเสิร์จเจอว่าเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งที่จุฬาฯ แล้วทุกครั้งก่อนทำ เราจะถามหมอตลอด อย่างเช่นว่า ชีวิตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หากมีการทำศัลยกรรม จะนอนตะแคงได้ไหม จะสามารถเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมได้หรือไม่ และเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยทุกครั้ง”อดีตพริตตี้ที่ฮอตระดับท็อบเล่าประสบการณ์
หญิงแย้บอกว่า สิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคอย่างเธอ คือ ต้องรู้ทันโฆษณาชวนเชื่อ เธอบอกว่าบางครั้งไม่ต้องคิดอะไรให้ลึกมาก ยกตัวอย่างเช่น หากมีโฆษณาที่บอกว่าผิวกระจ่างใสใน 3 สัปดาห์ ถ่ายทอดผ่านนางแบบในจุดเดิมแล้วผิวค่อยๆ ขาวขึ้น ถามว่ากระบวนการถ่ายทำจะมีนางแบบคนใดเสียสละเวลามาถ่ายที่เดิม จุดเดิม และมุมเดิมทุกสัปดาห์ เพียงแค่นี้ก็คิดได้ว่ากระบวนการทำต้องนำรูปเดิมมาปรับให้ขาวขึ้นผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์
“แต่เราเข้าใจว่าในวงการสื่อหรือโฆษณา ถ้าจะมายึดหลักจรรยาบรรณ 100% ถามว่าจะเอาอะไรกิน เพราะหากพูดความจริง 100% จะไปเอาค่าโฆษณามาจากไหน บางครั้งสื่อ หรือนิตยสารจึงบอกความจริงได้ไม่หมด แต่เราต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้คนก็ยังติดตามสื่อเป็นจำนวนมาก หากมีนิตยสารกับวารสารทางการแพทย์วางอยู่ ถามว่าเราจะเลือกหยิบเล่มไหน ดังนั้นหากเป็นไปได้ อยากให้นำข้อมูลในวารสารแพทย์มาเผยแพร่ในรูปแบบนิตยสารให้มีความน่าสนใจบ้าง”
เซเลบริตีด้านศัลยกรรมความงามผู้นี้ เล่าว่า แม้เธอจะมีประสบการณ์การทำศัลยกรรมโชกโชน แต่เคยมีกรณีครีมบำรุงผิวหน้าติดต่อให้ใช้ผลิตภัณฑ์และเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตอนแรกไม่เชื่อ แต่ได้ทดลองใช้ก็พบว่าเห็นผลในคืนเดียวตามที่โฆษณาจริง จึงตัดสินใจเป็นพรีเซ็นเตอร์ และเชิญชวนผู้ที่ติดตามเธอผ่านโซเชียลแคมให้ลองใช้ แต่หลังจากนั้น 2-3 เดือนปรากฏว่าเกิดสิวผดบนใบหน้า และมีผู้ที่ใช้ตามติดต่อสอบถามมาเยอะเพราะเกิดอาการเดียวกัน
“พอไปศึกษาพบว่าในครีมมีสารสเตียรอยด์ หลังจากนั้นจึงรอบคอบมากขึ้นในการเผยแพร่เชิญชวนการใช้ผลิตภัณฑ์ต่อผู้อื่น ดังนั้นจึงฝากสื่อมวลชนว่าขนาดตนที่มีประสบการณ์เยอะมีพ่อและแฟนเป็นหมอยังเสียทีให้กับผลิตภัณฑ์บางชิ้น ดังนั้นจึงอยากให้สื่อถ่ายทอดความรู้ ข้อแนะนำให้กับผู้บริโภค อย่าไปคิดว่าผู้บริโภครู้แล้ว เพราะข้อมูลเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่ง”
พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ระบุถึงการโฆษณาด้านศัลยกรรมหรือผลิตภัณฑ์ความงามเกินจริงว่า ทุกวันนี้สื่อให้ความรู้กับสังคมมากกว่าห้องเรียน ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือต่อสื่ออย่างมาก แต่อยากฝากไว้ว่าแพทยสภานั้นดูแลเรื่องการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่การทำให้ประชาชนเกิดความคาดหวังนั้นล้วนมาจากสื่อที่ต้องถามตัวเองว่า ได้เผยแพร่เนื้อหาในสิ่งที่เกินจริงหรือไม่ จนสุดท้ายสิ่งที่เผยเเพร่ออกไปทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชนคาดเคลื่อนไปจากสิ่งที่สื่อให้ความคาดหวัง
นพ.อิทธพร โฟกัสประเด็นเดียวกันอีกว่า สื่อเป็นปัจจัยในการสร้างผลกระทบต่อผู้ประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันมีคนไข้เข้ารับการรักษาทั้งประเทศ 200 ล้านครั้งต่อปี แต่มีผู้มาฟ้องร้องแพทย์ 135 ครั้ง ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก แต่หากเกิดเหตุใดเหตุหนึ่งขึ้นมา สื่อมักจะลงข่าวคึกโครมและเน้นไปในทางดราม่าที่หนักขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดความชิงชัง ไม่ได้ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาเเต่อย่างใด ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการรักษากรณีศัลยกรรมความงามหรือรักษากรณีใด แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์อยากให้สื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวในเชิงวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริงมากกว่าเน้นเชิงดราม่า เพราะสาเหตุในการรักษาแต่ละครั้งมีหลายปัจจัย เช่น โรคเข้ามาไม่เท่ากัน สังขารมาไม่เท่ากัน สถานที่รักษา ความพร้อมของพย







