
โลกหลังความกลัว
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
โดย...หนูดี–วนิษา เรซ
การเกิดเป็นคนมันเป็นเรื่องแปลกประหลาดสำหรับหนูดีมากเลยค่ะ ด้วยความที่เรียนทฤษฎีเกี่ยวกับจิตวิทยาของมนุษย์มาเยอะมาก หลายๆ ทฤษฎีที่โด่งดัง พอเอามาเทียบกับตัวเองแล้วงง ...เพราะรู้สึกว่า ไม่เห็นจะจริงเลย ในขณะที่อีกหลายๆ ทฤษฎีที่ไม่ดังเท่า กลับรู้สึกว่า อธิบายตัวเราได้ดีกว่า แม้ไม่ครอบคลุมก็ตาม
ประเด็นที่ทำให้หนูดีงง เมื่อมองดูชีวิตตัวเอง (แอบเอาตัวเองเป็นหนูทดลอง เพราะไปตามสังเกตคนอื่น เราคงแอบเข้าไปดูความคิดที่เป็นส่วนตัวในหัวของเขาไม่ได้) ก็พบว่า เป็นเรื่องของการ “ก้าวข้ามความกลัว”
ทุกคนย่อมมีความกลัวเป็นของตัวเองที่เฉพาะเจาะจงและไม่เหมือนใคร แต่ทุกคนต้องมีความกลัวแน่ๆ
ถ้าสำหรับหนูดีแล้ว เริ่มต้นด้วยความเป็นเด็กขี้อาย และเป็นเด็กขี้กลัวมาก ...ถึงมากที่สุด
ไม่ชอบพูดหน้าห้อง ไม่อยากแสดงออกอะไรมากมาย และเป็นคนขี้กลัวด้วย เวลาต้องเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ จะใจสั่นไปหมด จะเดินทางไปไหน จะทำอะไร ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเลย
ทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กมักบอกว่า เด็กเกิดมาจะมีแนวโน้มอุปนิสัยติดตัวมาหลักๆ สามประเภท เช่น เด็กกล้า เด็กขี้อาย ซึ่งต่างก็เป็นฝ่ายสุดโต่ง คือ กล้าสุดๆ ชอบเข้าร่วมกลุ่ม ร่วมกิจกรรม ชอบพูดคุยกับเพื่อนใหม่ ไม่มีเหนียมอาย เห็นอะไรใหม่ๆ กระโดดเข้าใส่ทันที แถมยังชอบทำตัวเป็นผู้นำอีกด้วย ส่วนอีกฝั่งสุดโต่งมาอีกด้าน ก็คือ เด็กขี้อาย ที่ให้เข้าร่วมอะไรที่ต้องแสดงออกอะไรจะหนีตลอด ถ้าโดนบังคับอาจมีขั้นถึงร้องไห้ ถ้าให้ขึ้นเวทีละก็ ...ตายดีกว่า นี่คือสองอุปนิสัยที่ต่างกันเห็นได้ชัดเจน
แต่จะมีอีกกลุ่ม ที่มีประชากรน้อยกว่า แต่ว่าพวกเขามีอยู่จริง และเป็นกลุ่มที่จะสวิงไปทางไหนก็ได้ทั้งนั้น นั่นก็คือ กลุ่มที่มีชื่อว่า Slow to Warm หรือต้องอุ่นเครื่องก่อน
หนูดีเองมานั่งสังเกต ก็คือ หากเราไม่ใช่กลุ่มขี้อาย ก็ต้องเป็นกลุ่ม “อุ่นเครื่อง” นี่ล่ะ เพราะว่าถ้าไปที่ไหนที่เขามีกิจกรรมต้องแสดงออกละก็ เด็กหญิงหนูดีหลบวูบเลย กลัว ไม่ชอบ ไม่เอาด้วย ยิ่งถ้ามีเวทีละก็ เนื้อตัวเย็นไปหมด มือสั่น แถมเหงื่อออกมืออีกต่างหาก เป็นที่น่าเวทนาสำหรับตัวเองและผู้ที่พบเห็น ที่น่าแปลกก็คือ พอโตๆ มาหนูดีกลับต้องมาทำอาชีพที่อยู่บนเวที หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องอยู่กลางสปอตไลต์ การพลิกผันแบบ 360 องศาตรงนี้ ไม่ใช่เส้นทางที่ง่าย
มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ความสับสน การฝึกฝน ความท้อถอย และความไม่แน่ใจในตัวเอง
แต่ถ้าเราไม่ทำ แล้วเราจะเอาความสำเร็จมาจากที่ไหน
มันเหมือนกับว่า โลกใบนี้ไม่มีที่ยืนให้คนขี้อาย
ถ้าขี้อาย ไม่มีความมั่นใจ ไม่กล้าแสดงออกหรือยืนหยัดเพื่อตัวเอง ก็เหมือนกับว่า โลกนี้จะลืมเรา หรือทำเหมือนเราไม่มีตัวตนอยู่
จึงไม่น่าแปลกใจที่พ่อแม่รุ่นใหม่ ...หรือไม่ว่ารุ่นไหนๆ ก็ตาม พร้อมจะผลักดันให้ลูกเป็น “เด็กกล้าแสดงออก” กันทุกบ้าน แม้กระทั่งรุ่นของหนูดี ก็มีคุณแม่นั่นเอง ที่พาไปเรียนบัลเลต์ เรียนแจซแดนซ์ เรียนเปียโน เรียนขับร้อง เรียนรำไทย เรียนแอ็กติ้ง เรียน ฯลฯ สารพัดที่จะดึงเราให้ก้าวออกมาจากโลกแคบๆ ของความเป็นเด็กขี้อายและเด็กขี้กลัว
จำได้ว่า หนูดีชอบบัลเลต์มาก แต่เกลียดการออกไปแสดงหน้าห้องหรือบนเวทีที่สุด ยิ่งห้องเรียนแอ็กติ้งนี้ไม่ต้องพูดถึง ทั้งเกลียดทั้งกลัวเหมือนจะโดนลากไปฆ่า ...แต่ว่าก็ต้องเรียนค่ะ เพราะเรารู้ว่า นี่เป็นสิ่งที่ดี แม้จะกลัวแต่แม่ไม่เคยสอนให้หนี ดังนั้น เราต้องสู้
พอโตขึ้นมาอีก ไปเรียนที่อเมริกา ก็ยิ่งถูกคาดหวังจากสังคมและคุณครูที่นั่นว่า ต้องกล้าแสดงออก
นักศึกษาทุกคนโดนบังคับให้เรียนวิชา “พูดหน้าที่ชุมชน” ซึ่งอธิการบดีให้คุณค่าเท่ากับวิชาสถิติที่ทุกคนต้องเรียน ขนาดเด็กอเมริกันยังกลัวกันมือสั่น ไม่มีใครชอบสักคน แต่ในเมื่ออธิการบดีบอกว่า รู้ไหมว่าหากต้องการเป็นซีอีโอ เป็นผู้บริหารระดับสูง คุณต้องพูดเก่ง และพูดจับใจคนฟัง ต้องเป็นคนมีสง่าต่อหน้าฝูงชน ดังนั้น ถ้าหลบวิชานี้ ก็มีเรียนไม่จบกันละค่ะ
นาทีนั้นหนูดีรู้เลยว่า โลกนี้ไม่มีที่ยืนให้คนขี้อายที่ชอบหลบหลังฝูงคนแล้วล่ะ ถ้าอยากก้าวหน้าต่อไป เราต้องทิ้งตัวตนเดิมๆ ที่ใช้ไม่ได้แล้ว และเริ่มสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา
จากนั้น เส้นทางของการก้าวออกจากความกลัวในการต้องเป็นจุดเด่น เต็มไปด้วยความทุลักทุเล
ทั้งการฝึกพูดต่อหน้าเพื่อนฝรั่งกลุ่มใหญ่ที่อาจารย์ให้หน้าที่เพื่อนแต่ละคนให้จับผิดกันเต็มที่ ทั้งอาการมือสั่น เสียงสั่น พูดเกินเวลา ฯลฯ หนูดีโดนบันทึกไว้ว่า ชอบจับนาฬิกาเวลาเขิน เลยโดนอาจารย์สอนว่า ถ้ารู้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงนี้ ห้ามใส่นาฬิกาขึ้นเวทีเด็ดขาดจนกว่าจะเลิกได้
ทั้งความไม่มั่นใจในตัวเอง ที่จะสอบคราวไหนก็คิดว่าตัวเองคงต้องตกแน่ๆ หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องได้คะแนนต่ำๆ
หนูดีต้องสอบได้คะแนนสูงหลายครั้งกว่าจะยอมเชื่อตัวเองขึ้นมาบ้างว่า คนอย่างเราก็ทำได้นะ หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ที่หนูดีในวัยเรียนไม่เคยมีความเชื่อมั่นเลยว่า มหาวิทยาลัยดีๆ ที่ไหนจะอยากรับเรา จนกระทั่งสอบเข้าเรียนฮาร์วาร์ดได้ แล้วมีเพื่อนคุณแม่จะพาไปเลี้ยง หนูดียังไม่ค่อยสบายใจ กลัวเขาเลี้ยงฟรีเพราะเราเข้าได้ แต่อาจเรียนไม่จบ
กว่าจะโตขึ้นมาทำอาชีพพูดต่อหน้าฝูงชน หรืออัดรายการโทรทัศน์ได้ หนูดีต้องก้าวผ่านความกลัวมาสารพัด และพบว่า โลกหลังความกลัวของเรา มันเป็นโลกมหัศจรรย์ค่ะ มันเป็นโลกที่มีแต่สิ่งน่าทึ่งรออยู่
และสิ่งทั้งหมดนี้ รอเราอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้หนีไปไหน แต่ที่คนส่วนใหญ่ไม่พบโลกมหัศจรรย์ และมีชีวิตทุกๆ วันที่ธรรมดา เพราะเขาไม่ยอมก้าวออกจากกรอบเล็กๆ ของความกลัวตัวเอง ไปสู่โลกใบใหม่เท่านั้นเอง
ปีใหม่นี้ มาทำสิ่งที่เรากลัวกันเถอะนะคะ







