
ลงมือปฏิบัติ พิสูจน์อริยสัจ
เพื่อพิสูจน์ว่า ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ได้อยู่นอกตัว เราต้องพิสูจน์ ขอให้ทดลองด้วยการนั่งขัดสมาธิ
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
เพื่อพิสูจน์ว่า ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ได้อยู่นอกตัว เราต้องพิสูจน์ ขอให้ทดลองด้วยการนั่งขัดสมาธิ มือขวาวางบนมือซ้าย เท้าขวาวางบนเท้าซ้าย แล้วมองไปข้างหน้า นั่งหลังตรง ๑๐ นาทีจากนี้ห้ามเปลี่ยนอิริยาบถ
เราจะมาดูกันว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันไกลตัวไหม ตั้งปณิธาน ถวายพระพุทธเจ้า นั่งหลังตรง อย่าไปพะนอกิเลส ถ้ามันกระซิบว่า ผ่อนลงมาก็ได้ อย่าไปเชื่อมัน ระวังให้ดี มีกิเลสชนิดหนึ่งเขาเรียกว่า อภิชัปปา แปลว่าตัณหาที่คอยกระซิบ มันจะคอยกระซิบเป็นเสียงในสมอง มันจะกระซิบว่า ถ้ามันปวดนักผ่อนบ้างก็ได้ไม่เป็นไรหรอก เราไม่ได้มุ่งมรรคผลนิพพานอะไรนี่ เราทำให้ได้ภาพเฉยๆ ไม่ต้องจริงจังก็ได้ จริงจังมากเดี๋ยวบรรลุมันจะยุ่ง นี่คือเสียงในหัว อย่าไปฟังมัน ทุกคนมีเสียงในหัวมันจะก้องอยู่ในหัวอย่างนี้
ถ้าเราจะเห็นธรรมจริงๆ ก็ต้องผ่านกระบวนการรู้ทั้ง ๔ กระบวนการ นั่นคือ
1.รู้จัก เป็นการศึกษาหาความรู้ในเชิงปริยัติ หรือในเชิงทฤษฎีความรู้
2.รู้จำ เป็นการทำความเข้าใจ ผ่านกลไกสมองผ่านระบบเหตุผล และก็บันทึกไว้ในหน่วยความทรงจำ
3.รู้แจ้ง คือ เมื่อเรานำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตจริงๆ เช่น นั่งสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาวางบนมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น เรากำลังจุ่มตัวเองลงไปในน้ำ คือ การประพฤติปฏิบัติสิ่งที่เราได้ตระหนักรู้อยู่ ณ ขณะนี้ เรากำลังปวด หลังของเราซึ่งนั่งให้ตรงกำลังเกร็งและกำลังแสดงอาการปวดนิดๆ แหย่มาทีละนิด ทีละนิดๆ บั้นเอวมันรู้สึกว่าอยากจะผ่อนลงๆ ต้องฝืนมันไว้ ทุกขังกำลังแสดงตัว ทุกข์แบบนี้ไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องคิดเชิงวิเคราะห์ สัมผัสเองได้ รู้ซื่อๆ สัมผัสซื่อๆ ลงตรงกายของเรา ตรงจิตของเรา ถ้ามันอึดอัดขัดข้อง หงุดหงิด ก็รู้ลงไปตรงนั้นตรงๆ ไม่ต้องปรุงไม่ต้องแต่ง นี่คือสภาวธรรมตรงๆ ที่เราสัมผัสได้ เหมือนเอามือไปจี้ไฟไม่ต้องคิด พอจี้ปุ๊บ ร้องจ๊าก อัตโนมัติ สัจธรรมแท้ๆ ต้องสัมผัสตรงๆ โดยไม่ผ่านการคิดของหัวสมอง นี่คือรู้แจ้ง
4.เมื่อท่านรู้แจ้งแล้วท่านประพฤติไปปฏิบัติไปตามลำดับ จนวันหนึ่งกิเลสลดน้อยถอยลง ถอยลงๆ ท่านเริ่มเข้าสู่กระบวนการรู้จบ คือรู้อย่างแท้จริง ไม่ต้องกลับมาเกิดอีกต่อไป
ถ้าท่านจะให้ได้ประโยชน์จากอริยสัจจริงๆ ต้องผ่านกระบวนการรู้ ๔ ขั้นตอนนี้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ทุกข์ ความจริงอันประเสริฐ
อริยสัจ 4 มี 4 ข้อ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ดังมีรายละเอียดดังนี้
ประการแรก ทุกข์ ความหมายพื้นๆ ก็คือ ความไม่สบายกายความไม่สบายใจ เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ พลัดพรากเป็นทุกข์ ได้สิ่งใดแล้วก็ต้องพลัดพรากจากสิ่งนั้นเป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ คับแค้นใจก็เป็นทุกข์ คร่ำครวญหวนไห้ก็เป็นทุกข์ โศกก็เป็นทุกข์ ได้พบได้เจอได้อยู่กับสิ่งที่เราไม่รักไม่ชอบใจก็เป็นทุกข์ ทุกข์ทั้งหมด
ทวนอีกครั้งหนึ่งว่า เกิดก็เป็นทุกข์ แก่ก็เป็นทุกข์ เจ็บก็เป็นทุกข์ ตายก็เป็นทุกข์ พบกับสิ่งที่เราไม่รักไม่ชอบใจก็เป็นทุกข์ พลัดพรากจากสิ่งที่เรารักที่ชอบใจก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น กล่าวคือ ความผิดหวังก็เป็นทุกข์ คร่ำครวญหวนไห้ก็เป็นทุกข์ อาฆาตพยาบาทก็เป็นทุกข์ กล่าวโดยรวบยอด ความทุกข์บรรดามีทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเรามีขันธ์
ขันธ์ ก็คือ ร่างกายและจิตใจนี้เอง เป็นฐานที่ตั้งที่เกิดของทุกข์ แต่ทุกข์อยู่ไหนสุขก็อยู่นั่นแหละ ทุกข์อยู่ที่ขันธ์ สุขก็อยู่ที่ขันธ์ ถ้าเราไม่ยึดติดถือมั่นในขันธ์ 5 สุขก็อยู่ตรงนั้นเหมือนกัน เรากำลังเรียนรู้ความทุกข์ ในชีวิตจริง เป็นความทุกข์น้อยๆ เป็นความปวดแต่ไม่ต้องไปทำอะไรมัน มันเกิดขึ้นเดี๋ยวมันดับลง อย่าอ่อนข้อให้ตัวเอง อย่าไปพะนอกิเลส
ความทุกข์บรรดามีเหล่านี้ทั้งหมด พระพุทธองค์สรุปรวบรัดว่า แท้ที่จริง ทุกข์มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น คือ ความยึดติดถือมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวฉันของฉัน หรือเป็นตัวกูของกู ถ้าเรายึดติดถือมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นตัวฉันตัวกูของกูเมื่อไหร่ เราก็ทุกข์กันเมื่อนั้น
คนที่อยากเห็นตัวเองเป็นคนสำคัญตลอดเวลาก็จะทุกข์มาก คนที่อยากโดดเด่นตลอดเวลาก็จะทุกข์มาก คนที่ใครมาด่ามาว่าแล้วก็จะหงุดหงิดงุ่นง่าน ฉุนเฉียว อาฆาต พยาบาทก็จะทุกข์มาก คนที่ถูกข่มเหงรังแกแล้วก็รู้สึกว่าฉันยอมไม่ได้ก็จะทุกข์มาก ทำไมจึงทุกข์มาก ก็เพราะเขาคิดว่า ตัวฉัน กำลังถูกกระทำ
ถ้ามีตัวฉันผู้รับการกระทำ หรือมีตัวฉันไปกระทำคนอื่น ยังจะต้องทุกข์อีกหนักหนาสาหัสนัก เคยสังเกตตาข่ายของวอลเลย์บอลไหม เวลาลมพัดผ่านมามันแค่พะเยิบพะยาบ มันไม่ปลิวไปตามลม นี่คือตาข่ายดักลม ลมแค่พัดมาก็แค่ตระหนักรู้ พะเยิบพะยาบแล้วก็ทรงตัวอยู่เหมือนเดิม ในทางกลับกันเคยเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ สิบคนโอบ ห้าคนโอบ พายุพัดมา จู่ๆ โค่นล้มตึง ถอนทั้งต้นทั้งรากลงไป
เคยเห็นป้ายคัตเอาต์ใหญ่ๆ ข้างถนนไหม ลมพัดมาล้มตึงลงไป เพราะอะไร ไม้ใหญ่ๆ ป้ายคัตเอาต์ใหญ่ๆ ที่มันล้มลงไปเพราะมันมีอัตตารองรับการปะทะ ปะทะเมื่อไหร่ก็ล้มตึงลงไป อาการที่ล้มลงไปนั่นแหละคือ ทุกข์ ส่วนตาข่ายทั้งหลายเมื่อลมพัดมาแค่พะเยิบพะยาบไม่ปลิวไปตามลม เพราะว่าอัตตามันเบาบาง มันปล่อยให้ลมผ่าน ปล่อยให้กิเลสไหลผ่าน ปล่อยให้การกระทบกระทั่งไหลผ่าน แค่กระทบ แค่กระเทือน แต่ไม่ถูกกระทำ
ฉะนั้นตัวอัตตานี่เอง เป็นดั่งกำแพงเมืองจีน ที่เราแต่ละคนเมื่อยึดติดถือมั่น ทำให้กิเลสผ่านมากระทบแล้วเราก็ทุกข์หนักหนาสาหัส ทำอย่างไรหนออัตตาตัวนี้จะสลายไป เราก็ต้องคลายความยึดติดถือมั่นในอัตตา เราก็ต้องมาเรียนรู้ว่า แท้ที่จริงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ตัวฉันของฉัน ที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนี้ไม่มีหรอกตัวฉันของฉัน เป็นเพียงธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็จิตใจ มันประกอบกันขึ้น สมมติเรียกว่า คน ตัวคนจริงๆ มีไหม ไม่มี มีแต่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นจากธาตุ 4 ขันธ์ 5 และจิตใจมารวมกัน สมมติเรียกว่า คน







