แวดวงศ์สงฆ์
ไหว้พระมหาเจดีย์กับสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ในพม่า
วันที่ 28-29 ธ.ค. 2556 คณะทัวร์วีไอพี 11 ท่าน ประกอบด้วย พระ 4 โยม 7 นำโดย สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (อุปสมเถระ ป.ธ. 9) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เดินทางสู่กรุงย่างกุ้ง สหภาพเมียนมาร์ โดยสายการบินไทยอินเตอร์ เที่ยว 8 โมงเช้า ใช้เวลา 1 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบินนานาชาติ นครย่างกุ้ง โดยสวัสดิภาพ จุดประสงค์หลักของคณะวีไอพี คือ ส่งพระนิสิตปริญญาโท สาขาวิปัสสนาภาวนา จากวิทยาเขตบาฬีพุทธโฆส มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เข้าอบรมและปฏิบัติวิปัสสนา ที่สำนักมหาสีสาสนเยกต้า หรือที่คนไทยคุ้นในชื่อสำนักมหาสีสยาดอว์ ต้นตำรับวิปัสสนากรรมฐาน ยุบหนอ พองหนอ
เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จ และพระติดตามอีก 3 รูป ฉันเพล ญาติโยมนำโดย คุณหญิงสมนึก เปรมวัฒนะ ส่งมอบพระนิสิตปริญญาโท สาขาวิปัสสนาภาวนา ให้กับ ดร.พระภัททันตะ โอวาทาจริยะ อูชฏิละ แห่งสำนักมหาสีสยาดอว์ (รายละเอียดในคอลัมน์สว่าง ณ กลางใจ วันนี้) เรียบร้อย โดยมี ทุน ทุน อู แห่งบริษัท Jamess 3Jewelry 19 Kanbarin, Yagon เป็น ผู้ประสานงาน เพราะพูดและเข้าใจภาษาไทยดี เนื่องจาก เคยอุปสมบทอยู่วัดชนะสงคราม บางลำพู 10 กว่าปี จึงเดินทางไปที่ Sitagu Buddhist Academy ที่ท่านญาณิสสระเป็น ผู้สถาปนา ทั้งนี้ เพราะเจ้าประคุณสมเด็จคุ้นเคยกับญาณิสสระ พระเถระที่มีอิทธิพลสูงรูปหนึ่งในพม่า นอกจากพูดคุยดัวย ความสนิทสนมแล้ว ยังได้พบกับแขกสำคัญที่มาเยี่ยมท่านญาณิสสระในวันนั้นคือลูกสาวท่านอู ถั่น อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ที่มากับเพื่อน จึงได้ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกกับคณะจากไทยด้วย
เวลาค่ำพวกคณะวีไอพีเดินทางไปบูชามหาเจดีย์ชเวดา กอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของชาวพุทธทั่วโลก และ เป็นที่ที่นักท่องเที่ยวทุกชาติทุกภาษาต้องมาดู มิเช่นนั้น ไม่ถึงพม่า
มหาเจดีย์นี้มีความสูงถึง 326 ฟุต กว้าง 1,355 ฟุตในปัจจุบัน มีทองคำโอบหุ้มอยู่เป็นน้ำหนักถึง 1,100 กิโลกรัม โดยช่างชาวพม่าจะใช้ทองคำแท้ตีเป็นแผ่นปิดองค์เจดีย์ไว้รอบองค์ หากสังเกตในรายละเอียดจะเห็นรอยต่อของแผ่นทองคำ ซึ่งมิได้ผสานเป็นเนื้อเดียว แต่จะเป็นแผ่นๆ มาเรียงกัน ครั้งเมื่อแผ่นทองหมองคล้ำก็จะถอดหมุดแล้วแกะแผ่นทองออกมาขัดล้าง ปีละครั้งเป็นประเพณีสืบเนื่องกันมาตลอด ที่รอยซ่อมใหม่จะเห็นทองเหลืออร่ามตา
ความสำคัญของมหาเจดีย์มีขนาดไหนไม่ต้องบรรยาย เพราะอยู่คู่กับประเทศนี้มานานกว่า 2,500 ปี จึงไม่มีเจดีย์ อื่นสูงเกิน แม้ที่สร้างใหม่ที่เมืองหลวงเนย์ปิดอว์ก็ต้องสร้าง ต่ำกว่า 1 ฟุต
เจ้าประคุณสมเด็จพาคณะสวดมนต์ และให้เวลาบูชาที่มหาเจดีย์นี้นานถึง 1 ชั่วโมง
รุ่งขึ้นไปเยือนหงสาวดี เมืองผู้ชนะสิบทิศ หรือบุเรงนอง หรือบะยิ่นหน่อง คนไทยที่มีโอกาสไปพม่าต้องไปหงสาวดี เช่นเดียวกันกับชาวพม่ามาเที่ยวไทยต้องไปกรุงศรีอยุธยา ต่างกันแต่ว่ากรุงศรีอยุธยานั้นมีของเก่า โบราณ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกให้ดูของจริง แต่กรุงหงสาวดี ไม่มีอะไรที่เป็นของจริง หรือของโบราณให้ดู เพราะเมืองของผู้ชนะสิบทิศนั้นถูกเผาทิ้งไปนานเนกาเล ที่คนไทยเห็นเป็นของที่พม่าสร้างใหม่ คล้ายฉากจำลองในโรงถ่ายภาพยนตร์ เพื่อให้คนไทยดู แต่ฝรั่งหรือชาติอื่นไม่ไปดูให้เสียเวลา ไกด์จากอิรวดี ทราเวล จึงให้พวกเรานั่งบนรถบัสดูโดยรอบเท่านั้น เพราะดูไปก็เห็นของใหม่ นอกจากคำบรรยายทางประวัติศาสตร์ที่สร้างความเจ็บใจให้คนไทย (ที่ต้องแพ้พม่า) เท่านั้น
อย่างไรก็ดี ที่หงสาวดีมีของเก่าแท้ๆ คู่บ้านคู่เมือง ได้แก่ เจดีย์มุเตา และพระนอนที่มีชื่อว่าพระพุทธไสยาสน์ชเวตาลยอง
พระเจดีย์มุเตา เป็นเจดีย์โบราณที่ก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยมอญเรืองอำนาจ มีการบูรณะและต่อเติมอีกหลายครั้ง ภายในเจดีย์บรรจุพระเขี้ยวแก้วไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าราชาธิราช และต่อมาในสมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์ได้โปรดให้มีการหล่อระฆังจารึกไว้ที่ฐาน
ในวันที่ 5 ก.ค. 2473 ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จนยอดพระมหาธาตุได้พังทลายลงมา แต่ส่วนที่พังก็ไม่แตกสลาย จึงเป็นส่วนที่หลายคนไปบูชาและอธิษฐานพร้ออมทั้งปิดทอง (คนไทยชอบปิดทอง)
พระพุทธไสยาสน์ชเวตาลยอง หรือ พระนอนชเวตาลยอง (อังกฤษ : Shwethalyaung Buddha) แห่งเมืองหงสาวดี (พะโค) เป็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่พุทธศิลป์แบบมอญ สร้างขึ้นมาร่วมสมัยเดียวกับปราสาทบันทายศรีของกัมพูชา จุดเด่นของพระนอนองค์นี้คือ บริเวณพระบาทไม่วางเสมอกันเหมือนอย่างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ของไทย อันมีความหมายว่า ในขณะนั้นพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่ ซึ่งเป็นอากัปกิริยาก่อนที่พระองค์จะเสด็จสู่ปรินิพพานในวันถัดมา องค์พระมีความยาว 55 เมตร สูง 16 เมตร เคยถูกทิ้งล้างจนชาวบ้านคิดว่าเป็นภูเขา
ปัจจุบัน พระพุทธไสยาสน์ชเวตาลยองเป็นพระพุทธรูปองค์สำคัญแห่งเมืองหงสาวดี เป็นเสมือนสัญลักษณ์ประจำเมืองอย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับพระมหาธาตุเจดีย์มุเตา
ที่บริเวณหลังองค์พระนอนมีชนชาวพม่ามากันเป็นครอบครัว จัดอาหารกลางวันมารับประทานร่วมกัน เหมือนมาปิกนิก เป็นบรรยากาศที่ไม่มีให้เห็นในเมืองไทยในปัจจุบัน
เวลาเพียง 2 วัน คณะวีไอพีนำโดย สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ก็ได้เห็นความจริงของพม่าหลายอย่าง รวมทั้งความเจริญ แบบก้าวกระโดด แต่ไม่ลืมรากเหง้าที่น่าภาคภูมิใจของตน (น่าอิจฉาไหม)







