โคดี้ ฮัดสัน ศิลปะไร้กรอบจำกัด
ผู้ชายเครางามคนนี้ มองผ่านๆ ก็ดูธรรมดา แต่จริงๆ แล้ว เขาไม่ธรรมดา
โดย...สวลี ตันกุลรัตน์
ผู้ชายเครางามคนนี้ มองผ่านๆ ก็ดูธรรมดา แต่จริงๆ แล้ว เขาไม่ธรรมดา
เพราะเขาคือ โคดี้ ฮัดสัน ศิลปินคนดังชาวอเมริกัน ที่มีผลงานการออกแบบร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลก อย่าง Nike, Converse, Stussy และ Burton นอกจากนี้ ผลงานของเขายังจัดแสดงมาแล้วทั่วโลก ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น
เมื่อไม่นานมานี้ ผู้ชายคนนี้มีโอกาสมาเยือนประเทศไทยเป็นครั้งแรกในชีวิต ในฐานะกรรมการตัดสินผลงานประกวด Siam Center Illumination & Celebration Contest และเปิดตัวผลงานศิลปะที่ออกแบบให้กับธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย
เพราะฉะนั้น จึงไม่พลาดโอกาสที่จะไปค้นหาแรงบันดาลใจในตัวผู้ชายคนนี้
มากกว่าลายเส้น
มีคนให้นิยามสไตล์การออกแบบของ โคดี้ ว่า เป็นส่วนผสมระหว่างความเป็นศิลปะร่วมสมัย Urban Modernism กับสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในความเป็นธรรมชาติ ด้วยลายเส้นและรูปทรงเรขาคณิตที่เรียบง่าย สะอาดตา แต่ว่าแฝงไว้ด้วยแง่คิดและมุมมองต่อโลกที่เปิดไว้ให้ผู้ชมได้จินตนาการต่อ
“ผลงานของผมจะเป็นรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ และสีสันซึ่งถ่ายทอดตามอารมณ์ความรู้สึก และแม้ว่าภายนอกจะดูเป็นรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ แต่ในหัวของผม รูปทรงแต่ละอันแฝงไปด้วยคำพูดที่มากกว่านั้น และผู้ชมก็จะรู้สึกไม่เหมือนกัน คืองานของผมเป็นงานเชิงนามธรรม ซึ่งจะชวนให้ผู้ชมตีความอารมณ์ด้วยตนเอง” โคดี้ กล่าวถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในผลงานของเขา
นอกจากนี้ เขายังยอมรับว่า “ความรู้สึกของผมอาจเป็นอย่างหนึ่งซึ่งถ่ายทอดไปในงาน แต่ผู้ชมจะเป็นผู้สร้างความเชื่อมโยงกับงานของผมเอง”
เช่นเดียวกับผลงาน CIMB Thai Art Illumination Designed By Cody Hudson ซึ่งตั้งแสดงไว้ที่หน้าสยามพารากอน
โคดี้ บอกว่า โปรเจกต์นี้มีแนวคิดในเรื่องของแสงไฟ เครือข่าย และการเชื่อมโยง ซึ่งเขานำแนวคิดนี้มาสร้างเป็นภาพหัวคนที่มีรูปปั้นตัวอักษรมากมายเชื่อมโยงกันอยู่ สื่อถึงบทสนทนาภายในหัวเรา และจะมีวงกลมและรูปทรงประเภทต่างๆ เคลื่อนไปมา
“ดูแล้วจะเหมือนรูปทรงเรขาคณิตธรรมดาๆ มาเชื่อมโยงอยู่ด้วยกัน แต่จริงๆ แล้วจะเป็นบทสนทนาที่วนเวียนอยู่ภายในหัวของคน สิ่งต่างๆ เชื่อมโยงกัน ซึ่งอาจเป็นเหมือนกระบวนการหรือการสื่อสารและความคิดต่างๆ ก็ออกมาเป็นแสงไฟ เป็นเหมือนการที่ใครบางคนคิดอะไรบางอย่างออก”
เขายังบอกอีกว่า ผลงานชิ้นอื่นๆ ของเขาก็มีแรงบันดาลใจมาจากสิ่งต่างๆ รอบตัวในขณะนั้น ผสมผสานเข้ากับประสบการณ์ที่ผ่านมา
“ผมมองหาและได้รับแรงบันดาลใจจากทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวผม ไม่ว่าจะเป็นดนตรี หรือสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ผมเดินทางบ่อยเพื่อหาแรงบันดาลใจและนำแรงบันดาลใจนั้นใส่ไว้ในผลงานการออกแบบ”
อย่างไรก็ตาม ศิลปินอย่างเขาก็มีเวลาที่ความคิดตีบตันเช่นเดียวกัน แต่เขาบอกว่า ถ้าเขาคิดอะไรไม่ออกเขาจะออกจากบ้าน ออกไปขับรถ ดื่มกาแฟ เพื่อที่ “หยุด” เพราะไม่มีใครที่บีบบังคับความคิดสร้างสรรค์ออกมาได้
มากกว่ากราฟฟิกดีไซน์
กว่า 20 ปีที่ โคดี้ ได้ชื่อว่าเป็นศิลปิน เราขอให้เขาพูดถึงผลงานที่เขาภูมิใจมา 5 ชิ้น ซึ่งเขาใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะไล่เลียงออกมาจนครบทั้ง 5 ชิ้น
1.กราฟฟิกดีไซน์ในงานชิคาโก มาราธอน ปี 2012 เพราะเขาออกแบบทุกสิ่งให้กับไนกี้ ตั้งแต่ไอคอน โลโก้ ไปจนถึงรองเท้ารุ่นพิเศษ Nike LunarGlide+ 4 ซึ่ง โคดี้ บอกว่า เขาตื่นเต้นกับงานนี้มากและใช้เวลาทำงานประมาณ 6 เดือน
2.การแสดงผลงานที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย (Museum of Contemporary Art : MCA) ในเมืองชิคาโก เมื่อปี 2550
3.ออกแบบสเกตบอร์ดให้กับ ครูก สเกตบอร์ดส (Krooked Skateboards) ซึ่งเป็นบริษัทสเกตบอร์ดของโปรสเกต มาร์ค กอนซาเลส (Mark Gonzales)
“ผมตื่นเต้นกับงานนี้ เพราะผมชมการเล่นสเกตของเขามาตลอดตั้งแต่เด็ก”
4.ดีไซน์ภายนอกของรถยนต์ให้กับไซออน (Zion เป็นแบรนด์ย่อยของโตโยต้า ที่เน้นกลุ่มวัยรุ่นและเน้นด้านการออกแบบ)
5.งานออกแบบผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และเครื่องนอนให้เด็กที่ทำร่วมกับบริษัท ยูนิซัน (Unison)
“ผมสนุกกับงานนี้มาก เพราะสามารถเอาไปใช้เป็นปลอกหมอน ผ้าห่ม และผ้าปูที่นอนให้กับลูกสาววัย 3 ขวบของผมได้ด้วย”
แม้ว่าผลงานของ โคดี้ มีอยู่หลายรูปแบบ แต่ที่เด่นชัดคืองานศิลปะของเขาไม่ได้อยู่ในนิทรรศการแสดงงานศิลปะเพียงอย่างเดียว แต่เป็นศิลปะที่ใช้งานได้จริง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจุดเริ่มต้นของเขามาจากการออกแบบสเกตบอร์ด จากความคลั่งไคล้กีฬาประเภทนี้เมื่อ 25 ปีก่อน โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เขาออกแบบเรียกว่า กราฟฟิกดีไซน์
“เมื่ออายุมากขึ้น ผมให้ความสนใจกับงานศิลปะมากขึ้น ได้พบกับคนที่มีความชอบ มีความสนใจเหมือนๆ กัน และก็ทำให้พบว่าผมสามารถทำงานศิลปะที่เปลี่ยนมันให้เป็นบางสิ่งที่มีคุณค่าได้”
แม้ว่าเขาจะเริ่มต้นจากงานกราฟฟิกดีไซน์ที่มีจุดกำเนิดใกล้เคียงกับคำว่า “ศิลปะข้างถนน” แต่ โคดี้ บอกว่า เขาไม่เคยจำกัดรูปแบบงานศิลปะที่เขาสร้างสรรค์
“ผลงานของผมจะเป็นอะไรก็ได้ ผมไม่อยากกำหนดประเภท จำกัดว่าเป็นประเภทนั้นหรือประเภทนี้ เพราะการจำกัดประเภทมากเกินไปอาจเป็นการสร้างกรอบว่าคุณทำได้เพียงเท่านั้นเท่านี้ เพราะฉะนั้นมันจึงดีกว่าที่เราจะสามารถทำอะไรก็ได้ และนั่นก็คืองานศิลปะ”
มากกว่างานศิลปะ
กว่าจะมาถึงวันนี้ โคดี้ บอกว่า เขาเองก็มีคนต้นแบบ ซึ่งเป็นเหมือนแรงบันดาลใจในการทำงานของเขาอยู่หลายคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปินนักออกแบบกราฟฟิกในยุค ’60 ไม่ว่าจะเป็น Paul Rand ผู้ที่ออกแบบโลโก้ IBM ที่มีผลงานที่เรียบง่าย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจคนสำคัญ รวมทั้ง Milton Graser (นักออกแบบกราฟฟิก) และ Ellsworth Kelly (ศิลปินแนว minimalist)
“ผมศึกษาการใช้ชีวิตและการทำงานของเขา แต่เพื่อเป็นแรงบันดาลใจมากกว่าในแง่ของการเป็นต้นแบบ”
แต่สำหรับคนที่มองเขาเป็นต้นแบบนั้น โคดี้ แนะนำว่า จะต้องให้ความสำคัญและใช้เวลากับการสร้างผลงานให้มาก พยายามหาสไตล์ของตัวเอง และนำเสนอผลงานของตัวเองออกไปให้โลกได้เห็น
“ความสำเร็จไม่มีทางลัด เราต้องสร้างผลงานออกไป อุทิศทุ่มเท และพัฒนาสไตล์ของตัวเอง ถ้าอยากจะโดดเด่น อีกอย่างคือให้เราเรียนรู้จากผู้คนรอบข้าง สมัยผมยังอายุน้อย ผมทำงานกับนักออกแบบอาวุโสหลายๆ ท่าน และผมก็เรียนรู้จากท่านเหล่านั้น”
พร้อมกันนี้เขายังบอกด้วยว่า ความสำเร็จของเขาไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ แต่มาจากหลายๆ อย่างรวมกัน
“ผมคิดว่าผมทำงานหนักด้วยสไตล์เฉพาะของตัวเองมากว่า 20 ปี และผมก็ทุ่มเทเวลาและกำลังไปกับสไตล์นั้น” และด้วยสไตล์ที่ชัดเจนนี้เองที่ทำให้เขาจำเป็นต้องเลือกทำงานกับแบรนด์ที่มีสไตล์ไปในแนวทางเดียวกับเขาเท่านั้น
แต่เมื่อให้เขาถามตัวเองว่า ทำไมเขาถึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินระดับโลกได้อย่างทุกวันนี้ เขากลับตอบว่า
เวลาก็ผ่านมา 25 ปีแล้ว แต่ผมก็ดีใจ เพราะมันช่วยในการหาเลี้ยงชีพให้กับครอบครัว
“ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง เพราะก็มีอีกหลายๆ คนทำงานแบบเดียวกัน ผมคิดว่าคงเป็นเพราะประสบการณ์ 25 ปีที่ผ่านมา และดูเหมือนมันเป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำได้ คงเพราะอุตสาหกรรม ประสบการณ์ และสิ่งอื่นๆ ที่รวมกันสร้าง และทำให้งานของผมเป็นที่ยอมรับ”
หลังจากใช้เวลาคุยกับเขาอยู่สักพัก พอจะรับรู้ได้ว่า สิ่งที่อยู่ภายใต้เครางามของผู้ชายคนนี้ คือ ความอ่อนน้อมต่อความสำเร็จ แต่มั่นคงในตัวตน นั่นเอง







