
มงคลธรรม...นำชีวิตสู่สันติ...เนื่องในปีใหม่ (พ.ศ. ๒๕๕๗)(ตอน ๑)
เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงอยู่ในพระพุทธศาสนา เนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงขออัญเชิญ หลักสมภาพธรรม
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธามั่นคงอยู่ในพระพุทธศาสนา เนื่องในวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๗ จึงขออัญเชิญ หลักสมภาพธรรม ในพระพุทธศาสนามาบรรยายธรรม เพื่อเป็นประโยชน์แก่สาธุชนจะได้นำไปใช้บริหารชีวิตให้ดำเนินไปอย่างมีประโยชน์.. และความสุขโดยธรรม
หลักสมภาพธรรม เพื่อดุลยภาพแห่งชีวิต นั้น เป็นหลักธรรมที่รับประกันว่า สัตว์ทั้งหลายเสมอกันด้วยกรรม สมดังพระพุทธดำรัสที่ว่า
.. น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ
กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ
แปลความว่า ... คนเรานั้น มิได้ถ่อยต่ำทราม เพราะชาติกำเนิด
และมิได้เป็นพราหมณ์ คือ คนสูง เพราะชาติกำเนิด
แต่จะเป็นคนถ่อยต่ำทราม ก็เพราะกรรม
และเป็นพราหมณ์ ก็เพราะกรรม...
พระพุทธศาสนาได้แสดงทางที่ถูก.. บอกทางที่ผิดไว้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งในรูป กรรมบถ (ทางของกรรม) โดยเปิดเผยให้เห็นคุณประโยชน์ของทางที่ถูก เรียกว่า กุศลกรรม และทางที่เป็นโทษ อันเป็นเส้นทางผิด ไม่ควรกระทำ เรียกว่า อกุศลกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นผลของการกระทำ อันเกิดจาก กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทั้งในด้านเป็นคุณและด้านเป็นโทษ ซึ่งขึ้นอยู่กับการกระทำนั้นๆ ว่า ไปทางดี หรือไม่ดี เป็นสำคัญ
เมื่อสาธุชนต้องการสิ่งที่เป็นคุณเป็นความดี มีประโยชน์ ไม่เป็นโทษ ก็ต้องเลือกทางกรรมที่เรียกว่า กุศลกรรมบถ ใน กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เพื่อ นึก พูด ทำ.. ในทางสุจริต อันจะได้ก่อบังเกิด กุศลกรรม ต่อผู้กระทำ และหากเลือกทางที่ไม่ดี เรียกว่า อกุศลกรรมบถ ก็ย่อมได้รับโทษทุกข์ภัยจากการนึกคิด พูด และทำ ที่เป็นอกุศล การเข้าใจความจริงในเรื่องทางกรรมดังกล่าว จะเป็นเหตุที่จะทำให้สัตว์ผู้ไม่ต้องการเป็นทุกข์ทั้งหลาย มุ่งสู่การประพฤติปฏิบัติที่ถูกควรชอบโดยธรรม ที่ทุกสัตว์สามารถปฏิบัติได้เสมอกัน โดยเฉพาะใน สัตว์มนุษย์ เรา ไม่ว่าจะเกิดมายากดีมีจนอย่างไร.. จะเป็นหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ สูงต่ำดำขาว ก็ไม่ใช่ข้อแตกต่างในการกระทำ หากมีจิตใจที่มีความสำนึกรู้ชอบ ที่สามารถนำไปสู่การพัฒนาให้เกิดมโนธรรมได้อย่างเสมอกัน ที่เรียกว่า สมภาพแห่งธรรม อันเกิดจากความ สมจริยา ที่แสดง การงดเว้นอกุศลกรรม มุ่งสู่เส้นทางกุศลกรรมส่วนเดียว ทิศทางเดียว...
หลักแห่งความสมภาพโดยธรรม จะนำสัตว์สังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายมุ่งสู่เส้นทางเดียวอย่างเสมอกันได้ โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ ไม่ต้องการความทุกข์ ด้วยรู้แจ้งชัดเท่ากันว่า ทุกข์เป็นของน่าเกลียด อันไม่มีสัตว์ใดปรารถนา..
เมื่อสัตว์สังคมอย่างมนุษย์เรา สามารถเข้าสู่ทางกรรมเดียวกันได้ จึงมีความ สมจริยา ต่อกัน หมายถึง ถือปฏิบัติเป็นไปตามแบบแผนอย่างเดียวกัน สามารถจัดรูปวัตรปฏิบัติให้เป็นไปอย่างเดียวกันได้ ด้วยความรู้สึกที่มีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน จึงทำให้เกิดการ สมภาพ กันของชนในสังคมที่เรียกว่า มีความเสมอกัน เพราะการดำเนินชีวิตที่มุ่งสู่จุดเดียวกัน เป็นเส้นทางเดียวกัน ที่มิต้องแก่งแย่งกัน ด้วยต่างก็สามารถดำเนินชีวิตไปได้อย่างเต็มความรู้ความสามารถ ดังพระคาถาที่แปลความ อันสัมพันธ์กับเรื่องที่กล่าวเป็นภาษาไทยที่ว่า...
.. สัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าเราหรือเขา ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามกรรม..
การเข้าใจความจริงดังกล่าว จะนำไปสู่การมีสมภาพในชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกันในสังคม เมื่อสัตว์ทั้งหลายงดเว้นทางกรรมฝ่ายอกุศล ซึ่งต่างก็ไม่ชอบให้ใครมาทำแก่ตนเองด้วยกัน และมุ่งหน้าสู่ทางกรรมฝ่ายกุศล ซึ่งนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน เพราะทุกฝ่ายต่างก็ต้องการถึงประโยชน์สุข จึงเอื้อเฟื้อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น ด้วยเพราะรู้.. เข้าใจในความจริงว่า ไม่ว่าเราหรือเขาก็ต้องการสิ่งนี้เช่นเดียวกัน คือ ประโยชน์สุขโดยธรรม..
การเกื้อกูลกัน จึงนำไปสู่ความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ด้วยหลักแห่งความ สมภาพ ที่ทำให้เกิด ภราดรภาพ และ เสรีภาพ การจัดระเบียบสังคม การออกแบบกฎเกณฑ์ต่างๆ จึงเกิดขึ้น เพื่อสร้างความสวยงามให้น่าอยู่ .. น่าชมของสังคม!!.. คนในสังคมจะไม่มีความแตกแยก แม้จะมีความหลากหลายในวิถีแห่งการดำเนินชีวิต แต่จะเข้าสู่ทางเดียวกัน คือ การประพฤติธรรมอย่างเรียบร้อยสม่ำเสมอเป็นปกติ ความเสมอกันในทิฏฐิและศีลจึงเกิดขึ้นกับสังคมแบบนี้ ที่เรียกว่า สังคมแห่งความสมภาพ!!
หลักแห่งการประพฤติธรรม จึงเป็นพื้นฐานของสังคมในวิถีธรรม ที่ให้เกิดความ สมภาพ ภราดร และเสรีภาพ ที่สำเร็จด้วย อำนาจสมจริยา ที่สมบูรณ์พร้อมด้วย ศีลธรรม จริยธรรม และ คุณธรรม.. นี่คือ โครงสร้างสังคมวิถีพุทธ ที่ให้มาตรฐานความสงบสุขแก่สัตว์สังคมอย่างเสมอกัน ด้วยความเข้าใจและศรัทธาในเรื่องของ กรรม วิบาก และ กัมมัสสกตา..
หากชนในสังคมเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ก็จักนำไปสู่การพึ่งตนเองและพึ่งธรรมเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิต ซึ่งจะนำไปสู่การรู้จักแก้ ปรับปรุง หรือพัฒนาตนเองไปอย่างมีจุดมุ่งหมายของชีวิต
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แล้ว จะทำอย่างไรจึงจะเชื่อเรื่องของกรรม.. คำตอบ คือ ต้องศึกษาให้เข้าใจในเรื่องของกรรม ซึ่งแท้จริงเป็นนิยามที่มีอยู่ในธรรมชาติ ที่เรียกว่า กรรมนิยาม ซึ่งไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ความจริงในเรื่องกฎแห่งกรรม หรือเรียกว่า กรรมนิยาม ก็ย่อมมีอยู่และเป็นไปเช่นนี้... หน้าที่ของเราจึงต้องศึกษาให้เข้าใจแจ่มแจ้งในสิ่งที่มีอยู่จริงนี้ ซึ่งในที่สุดก็ต้องมาศึกษาเรื่องของจิตใจ อันเป็นฐานแห่งการกระทำให้เกิดความสำเร็จทั้งปวง ไม่ว่าดีหรือชั่ว สมดังพระพุทธดำรัสที่ว่า
(อ่านต่อฉบับหน้า)







