posttoday
ศิลป์(ละ)ป้า อะไร คือ ศิลปะ

ศิลป์(ละ)ป้า อะไร คือ ศิลปะ

01 มกราคม 2557

โดย...นกขุนทอง ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

โดย...นกขุนทอง ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

“อำนาจในการให้คุณค่ากับศิลปะนั้นขึ้นอยู่กับใคร ผม คุณ ศิลปิน นักวิชาการ ภัณฑารักษ์ นักเรียนศิลปะ หรือใครก็ได้” จากการเกิดคำถามซ้ำๆ ภายในจิตใจของ “สินา วิทยวิโรจน์”

ประจวบกับช่วงปี 2554 เป็นเวลาเดียวกันกับที่ สินา เริ่มค้นคว้าและค้นหาความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะสื่อใหม่ ศิลปะชุมชน และศิลปะสัมพันธ์ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง จนในที่สุดก็เป็นจุดเริ่มต้นในการลงมือทำโครงการ Aesthetic from Outside ที่กลายมาเป็นนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “ศิลป์(ล่ะ)ป้า” หรือ “Art(&)Auntie” ซึ่งเป็นนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของ สินา “ผมเริ่มจากการย้อนกลับมามองตัวเองก่อน ในฐานะที่ทำงานและเรียนศิลปะ ผมคิดว่าเราทำอะไรกันอยู่ คนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนศิลปะไม่ได้อยู่ในแวดวงนี้เขารู้หรือเปล่า พอเกิดคำถามขึ้น เราเลยอยากทำงานกับชุมชน อยากรู้ว่าผู้คนในชุมชนคิดยังไงกับศิลปะ ศิลปะจำเป็นไหมในชีวิตประจำวัน

ที่คิดคำถามนั้น เพราะผมเคยได้ทำงานศิลปะชุมชน พอวันหนึ่งทำงานส่วนตัว รู้สึกว่าศิลปะห่างไกลจากชีวิตประจำวัน ทำไมเราหมกมุ่นกับตัวเอง เหมือนเราพยายามหาตัวตน หมกมุ่นการสร้างลายเซ็นตัวเอง พอมาเรียนปริญญาโทเริ่มทำงานมีลายเซ็นแล้ว มันไม่มีคุณค่าอะไร และไม่เชื่อมโยงกับสังคมเลย ซึ่งคำตอบที่ได้หลากหลายมาก บางคนบอกว่าการแต่งตัวแต่งหน้าเขาก็เป็นศิลปะ การใช้ชีวิตประจำวันนี่แหละคือศิลปะ บางคนก็บอกไม่ค่อยได้เอาศิลปะมาใช้ ผมคิดว่าบางทีเป็นทัศนคติที่ดี เขามองศิลปะได้กว้างกว่าคนเรียนศิลปะเสียอีก”

สินา เริ่มต้นจากการลงพื้นที่และสอบถามความเห็นจากชุมชนที่ทำมาตั้งแต่ปี 2554 จากนั้นก็สร้างผลงานโดยเอื้อให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมมากที่สุดโดยไม่แทรกแซงชีวิตความเป็นอยู่ในชุมชน โดยผลงานทั้งหมดจะมีรูปแบบหรือนำเสนอแนวคิดที่ก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างศิลปะและผู้ชม ในที่สุดจึงออกมาเป็นผลงานในชุด Aesthetic from Outside ทั้งสามชิ้น Thai Sidewalk Art Competition 2013, Art is (T)SHI(R)T และ Auntist and Unclerator

“ถ้าทำกับใครก็ได้จะกว้างเกินไป ผมเรียนที่ศิลปากร จึงมองคนที่ใกล้ที่สุด คือคนที่อยู่ใกล้รั้วมหาวิทยาลัย ที่ใช้ชีวิตอยู่ตรงนี้ ทั้งขายของกิน ให้เช่าพระ ขายเสื้อผ้า ขายของ หรือคนที่อาศัยอยู่แถวนั้น ตอนแรกจะทำงานออกมาแค่วิดีโออย่างเดียว พอสัมภาษณ์ไปเรื่อยๆ มันไม่พอที่จะวิพากษ์วิจารณ์อะไรได้ ก็เลยแตกยอดผลิตเสื้อยืดให้ชาวบ้านเป็นไอดอล แล้วมีการจัดประกวดงานศิลปะให้เขาเป็นคนตัดสินดีกว่า”

นิทรรศการนี้จัดบนชั้น 2 และ 3 ของผับในซอยสุขุมวิท 51 ในชั้น 2 จะเจอ “ร้านเสื้อยืด” ที่ด้านหน้าสกรีนคำพูดของบุคคลที่ไปสัมภาษณ์ (เป็นภาษาอังกฤษ) ส่วนด้านหลังสกรีนรูปเจ้าของคำพูด โดยล้อเล่นกับนัย “ไอดอล”

“ผมตั้งคำถามกับมูลค่า คุณค่าของมัน เสื้อยืดเป็นงานศิลปะของผม ร้านเสื้อยืดที่ผมเมกขึ้นมาว่าเป็นงานศิลปะคนดูจะรับได้ไหม คำพูดนั้นก็พูดถึงศิลปะ ผมตั้งราคาเสื้อราคาหมื่นห้าเพราะตีราคามันเป็นงานศิลปะ และผมลด 97.33% เหลือ 399 บาท ให้มันเป็นราคาเสื้อยืดปกติ ซึ่งเป็นภาวะย้อนแย้งกันระหว่างเสื้อยืดกับงานศิลปะ ว่าเราให้คุณค่ามันแบบไหน จะบอกมันเป็นศิลปะหรือเสื้อยืด ให้คนดูตัดสินงานได้เลย”

เดินขึ้นมาชั้น 3 เจอนิทรรศการงานประกวดและวิดีโอ “ผมทำอีเวนต์ในเฟซบุ๊กเชิญมาช่วยกันส่งงานมาประกวด แล้วนำงานไปให้ชาวบ้านดู ซึ่งผลที่ได้ความเห็นของเขาไม่ตรงกับเรา ผมก็มีกรอบในการตัดสินตามความรู้ที่เรียนมา แต่เขาเลือกจากใจของเขา บางคนเลือกภาพถ่ายเพราะดูง่าย บางคนเลือกที่เขียนสวย ชิ้นที่หนึ่งก็เป็นภาพในหลวง ทัศนคติของคนที่ส่งเอง คนเลือกก็เลือกจากความชอบ เขียนสวย ภาพถ่ายเข้าใจง่ายดี บางคนบอกภาพนี้ดูน่ากลัวป้าไม่เลือก เหมือนหัวใจของงานนี้ มันคือการหยิบยื่นโอกาสให้คนที่ไม่ค่อยได้พูดเรื่องศิลปะได้พูด แต่งานของผมไม่ได้จัดแสดงให้พ่อค้าแม่ค้าที่ผมคุยด้วยมาดูงานศิลปะ แต่ทำให้เห็นว่าใครๆ พูดเรื่องศิลปะได้ ใครก็วิพากษ์วิจารณ์ศิลปะได้”

อีกฝั่งเป็นงานวิดีโอ เป็นจุดดูงานสุดท้าย “วิดีโอยาว 25 นาที จากการที่ผมลงพื้นที่ 6 ครั้งในระยะเวลา 2 ปี วิดีโอนี้เป็นตัวอธิบายโครงการแนวคิดที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด ภาพทัศนคติของคนข้างในรั้วศิลปากรกับคนข้างนอกรั้ว สะท้อนให้เห็นว่ามันไปด้วยกันหมด งานนี้เพื่อคนที่รู้ศิลปะถึงเข้าใจ แต่ไอเดียเกิดจากข้างนอก ผมดึงความเป็นข้างนอกเข้ามาข้างใน เพื่อบอกให้คนเป็นข้างในเห็นความเป็นข้างนอกมากกว่า”

นิทรรศการนี้นำเสนอด้วยสื่อและแนวคิดแบบใหม่ที่หลุดจากกรอบของงานจิตรกรรมและประติมากรรม “ผมอยากบอกว่าเรามีแนวทางการนำเสนองานศิลปะอื่นๆ อีก แต่ไม่ได้การันตีว่าอันไหนถูกต้อง แค่นำเสนอเพื่อให้สังคมได้เห็นทางเลือกอื่นๆ มันมีทางเลือกอื่นๆ นะที่เราจะทำงานศิลปะ งานที่ผ่านๆ มาของผมเป็นคอมมูนิตี้อาร์ต มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม และมีมีเดีย ใช้วิดีโอ ซาวน์ ใช้เทคนิคใหม่ๆ มาทำงาน และไม่ยึดติดกับสถานที่จัดแสดงงานว่าต้องเป็นหอศิลป์ แกลเลอรี่ใหญ่โต แต่งานของผมจัดบนกองขยะ ห้องเก็บของก็ได้”

ทว่าในที่สุดแล้ว ศิลปินอยากให้มองนิทรรศการนี้เป็นแค่ปลายเหตุของงานทั้งหมด “ถ้าดูในวิดีโอจะเห็นการพัฒนางานทั้งหมด ไม่ได้อยากให้ดูแค่ชิ้นงานในแกลเลอรี่ อยากให้กลับไปย้อนดูว่าเรามีทัศนคติอะไรกับศิลปะ ศิลปินก็อยากให้ดูว่าศิลปะเรามีประโยชน์กับใครไหม ผมไม่อยากสรุปว่างานจบแล้ว”

นับจากวันนี้ไปสินาวางแผนเอาไว้ว่าจะยังคงทำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง แม้ในสายตาของใครหลายๆ คนมันอาจจะไม่ดูเป็นศิลปะเอาเสียเลย เพราะความที่เชื่อว่า ในเมื่อตัวเขาเองยังไม่รู้และไม่อยากที่จะฟันธงลงไปว่า “ศิลปะ” คืออะไรกันแน่ภายใต้โลกร่วมสมัยที่ยังคงไม่หยุดนิ่ง เขาจึงจะยังคงค้นหาคำตอบไปเรื่อยๆ โดยไม่ปิดกั้นตัวเอง และมองโลกให้กว้างมากขึ้น เพื่อให้ผลงานของเขาเป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ของสังคมศิลปะและโลกแห่งความเป็นจริง เพราะสำหรับสินา ศิลปะไม่ใช่เรื่องของเขาคนเดียวอีกต่อไป แต่มันเป็นเรื่องของสังคมที่จะขับเคลื่อนองค์ความรู้นี้ไปพร้อมๆ กัน อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

นิทรรศการงานศิลปะร่วมสมัย “ศิลป์(ละ)ป้า” จัดแสดงถึงวันที่ 20 ม.ค. 2557 ที่ WTF แกลเลอรี่ แอนด์ คาเฟ่ ซอยสุขุมวิท 51 เปิดให้ชมทุกวันอังคารถึงวันอาทิตย์ เวลา 18.0022.00 น.

สินา วิทยวิโรจน์ เริ่มต้นคิดถึงศิลปะอย่างจริงจังเมื่อขณะเรียนอยู่คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปีการศึกษาที่ 4 รวมกลุ่มกันกับเพื่อนในรุ่นเดียวกันจัดนิทรรศการชื่อ Nothing To Talk About/Let’s Talk About Nothing ณ Lullabar Pub & Restaurant โดยไอเดียหลักของนิทรรศการคือ การจัดการกับพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ศิลปะให้เกิดผลในการแสดงผลงานมากที่สุด

ปีเดียวกัน สินา ก็ได้นำผลงานชุดเดียวกันนี้ไปพัฒนาต่อ และได้ร่วมแสดงในอีกหลายนิทรรศการ โดยผลงานทั้งหมดศิลปินนำเสนองานศิลปะในฐานะของ “ของเล่น” มากกว่าผลงานศิลปะแบบทั่วๆ ไป ผลตอบรับจึงออกมาค่อนข้างกว้าง เพราะเข้าถึงได้ง่าย

หลังจบปริญญาตรีในปี 2552 สินา ตัดสินใจเรียนปริญญาโท โครงการจัดตั้งวิชาสื่อผสม สาขาทัศนศิลป์ ที่สถานศึกษาเดิม ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เขาเริ่มค้นหาอะไรใหม่ๆ ให้กับการสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง พร้อมๆ กับทดลองหยิบจับเทคนิคที่หลากหลายมากขึ้น ทั้ง Interactive, Sound, Video จนพบกับเทคนิค Projection Mapping หรือ 3D Mapping ที่เขาสนใจ แล้วนำไปพัฒนาและจัดแสดงถึงสองครั้ง

ผลงานทั้งสองชิ้นไม่ใช่การบรรเลงลงผืนผ้าใบ หากเป็นกองขยะด้านหน้าแกลเลอรี่และบาร์ด้านในของสถานที่แสดง ซึ่งเขาคิดว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ที่ไม่ยึดติดอยู่กับกรอบการสร้างสรรค์แบบเดิมๆ โดยถูกต่อยอดในการเขียนโครงการศิลปะนิพนธ์ในระดับปริญญาโทปีเดียวกัน

สินา ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ Asia Artist Residence เป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งได้จัดแสดงผลงานร่วมกับศิลปินไทย ญี่ปุ่น และเกาหลี ณ เมืองกวางจู ประเทศเกาหลีใต้ ในปี 2554 และต่อมาในปี 2555 ก็ได้เข้าไปร่วมโครงการ Tropical Lab 6 ที่ Lasalle College of the Arts ประเทศสิงคโปร์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท