วิถีแห่งความเสื่อมของผู้นำ
ก่อนสิ้นปีมะเส็งนี้ ขอคุยเรื่องผู้นำอีกครั้งก่อนเราจะลาปีนี้แล้วไปสวัสดีปีใหม่กันนะคะ อย่างที่รู้ๆ เห็นๆ
โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / ภาพ รอยเตอร์ส
ก่อนสิ้นปีมะเส็งนี้ ขอคุยเรื่องผู้นำอีกครั้งก่อนเราจะลาปีนี้แล้วไปสวัสดีปีใหม่กันนะคะ อย่างที่รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่ว่าการเป็นผู้นำในยุคสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าไม่เก่งจริงดีจริงก็จะไม่สามารถรักษาสถานภาพของการเป็นผู้นำได้ยั่งยืน ผู้เขียนได้ไปค้นฟ้าคว้าข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เช่น จาก Dr. Patrick R. Dailey (ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษา Board Quest, LLC และมีตำแหน่งระดับสูงด้าน HR ของบริษัทที่ติดอันดับ 100 อันดับแรกของนิตยสาร Fortune หลายบริษัทด้วยกัน)
Dr. Patrick ได้เขียนบทความเรื่อง “Why Leaders Fail” (ทำไมผู้นำจึงล้มเหลว) ลงในวารสาร The European Business Review นอกจากบทความนี้แล้วผู้เขียนยังได้ไปศึกษาข้อมูลจากนิตยสาร Forbes ซึ่งเป็นนิตยสารธุรกิจที่สำคัญชั้นแนวหน้าที่มี Dr. Jack Stark เขียนบทความเรื่อง “The Top 10 Reasons Leaders Fail” เมื่อปลายปี 2011 และจาก Glenn Llopis ผู้เขียนบทความลงใน Forbes ภายใต้หัวข้อ “5 Reasons Leaders Become Followers” เมื่อเดือนที่แล้วนี้เอง ไม่ใช่มีเพียงแค่ 3 บทความที่ผู้เขียนได้ไปศึกษามา ยังมีอีกหลายแหล่งค่ะ แต่ขออ้างอิงเพียง 3 แหล่ง เพราะไม่อยากให้คอลัมน์นี้เป็นวิชาการเกินไป เพียงแต่อยากให้ข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจเรื่องภาวะผู้นำได้ศึกษาเพิ่มเติม และเพื่อให้แฟนๆ คอลัมน์มั่นใจว่าผู้เขียนมิได้นั่งเทียนเขียนเอง
เพื่อให้อ่านสบายเข้าใจง่าย ก็ขอเขียนแบบสรุปเอาใจความสำคัญว่า นักเขียนและนักวิชาการผู้มีประสบการณ์สนใจศึกษาวิถีแห่งความเสื่อมของผู้นำในวงการต่างๆ ในช่วงปี ค.ศ. 2011-2013 นี้มีความเห็นที่สอดคล้องกันอย่างไรบ้าง โปรดตามมาอ่านกันได้เลยค่ะ
1.ปากหวานพูดในสิ่งที่คนอยากได้ยิน โดยไม่พูดความจริงที่เป็นสิ่งไม่ตาย หรือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง (แต่ไม่ถูกใจคนฟัง) แบบนี้เขาเรียก “โกหก” ก็ว่าได้ โบราณเขาว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” นั้นเป็นความจริง ผู้นำที่ดีย่อมไม่โกหกพูดในสิ่งที่คนชอบ แต่มันไม่ใช่ความจริง ทางออกคือ พยายามใช้ศิลปะในการนำเสนอสื่อสารที่ละมุนละม่อม ใช้จิตวิทยาได้ แต่ไม่ใช่พูดไม่จริง เพราะในที่สุดเมื่อถูกจับได้ว่าพูดไม่จริง ผู้นำจะสูญเสียความน่าเชื่อถือ แล้วมันยากที่จะกู้ศรัทธากลับคืนมา
2.ทิ้งอุดมการณ์ค่านิยมที่เคยยึดถือ เพราะเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ข้อนี้ไม่ต้องอธิบายยกตัวอย่างมาก โดยเฉพาะข้อนี้นักวิชาการเตือนนักการเมืองเป็นส่วนใหญ่ เพราะนักการเมืองทั่วโลกมักเสียชื่อเสียงเนื่องจากละทิ้งอุดมการณ์ เสียคนเพราะตระบัดสัตย์สับปลับไม่รักษาคำมั่นสัญญา
3.แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันหลังฉาก ข้อนี้เป็นโทษสมบัติของนักการเมืองอีกเช่นกันที่ตกลงผลประโยชน์กันกับฝ่ายตรงข้ามโดยไม่คำนึงถึงอุดมการณ์ เป็นการ “ซัวเอี๋ย” หรือ “มวยล้ม” ทรยศต่อคนที่เลือกตนมาเป็นผู้แทน
4.เอาดีเข้าตัวเอง เอาโทษใส่ผู้อื่น ผู้นำแบบนี้มีให้เห็นเยอะแยะ ใช้ลูกน้องทำงาน พอมีผลงานก็แอ่นอกรับคำชมรับรางวัลแต่เพียงผู้เดียว แต่พอมีเรื่องผิดพลาดก็โทษคนอื่น ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกน้องหรือทีมงานอย่างแท้จริง
5.หลงตัวเอง ภาษาฝรั่งเขาเรียกพวกนี้ว่าพวก “Narcissist” (ตามตำนานของกรีซ มีชายหนุ่มรูปหล่อชื่อ นาร์ซิสซัส Narcissus ผู้ชื่นชมในความรูปงามของตนเอง จึงชอบก้มมองเงาตัวเองในน้ำอยู่ได้ทั้งวี่ทั้งวัน เขาเลยเรียกพวกหลงตัวเองว่าเป็นพวก Narcissist) คนหลงตัวเองก็คือ คนที่คิดว่าตัวเองเลอเลิศบรรเจิดกว่าคนอื่น จึงไม่เชื่อใคร ไม่ฟังใคร ถ้ามีความเก่งจริงก็อาจจะเป็นผู้นำได้สักระยะหนึ่ง แต่ไม่นานคนจะเริ่มเบื่อและทนคนหลงตัวเองไม่ไหว เพราะในโลกนี้ใช่ว่ามีแต่ใครคนเดียวที่เลิศกว่าคนอื่น เป็นมากๆ เข้าก็จะกลายเป็น “คนเห็นแก่ตัว” ในที่สุด
6.ไม่รู้ถูกรู้ผิด ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Moral Deficiencies” แปลว่า คนที่มีปัญหาเรื่องศีลธรรม คือ ไม่รู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด มีความเห็นผิดคลองธรรม ทางพุทธศาสนาอาจเข้าข่ายพวกมี “โมหะจริต” กล่าวคือ มีความหลง ข้อนี้แก้ยาก มันต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กโดยพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ให้รู้ผิดชอบชั่วดี แต่บางคนก็มามีโมหะจริตเอาตอนที่แก่แล้ว เพราะความโลภเข้าครอบงำ ก็เลยสร้างเหตุผลเข้าข้างตัวเอง ประมาณว่าเสียคนเมื่อแก่ก็มีเยอะ
7.ไม่เคยไว้ใจใคร ทางจิตวิทยาอาจเรียกคนกลุ่มนี้ว่าพวก “Paranoia” อะไรๆ ก็ต้องทำเอง ทุกอย่างเป็นความลับ ลักษณะเช่นนี้ทำการใหญ่ไม่ได้ เพราะจะเป็นผู้นำทีมงานที่ยิ่งใหญ่ ผู้นำต้องรู้จักกระจายอำนาจ กระจายงานรับผิดชอบ
8.ขาดความกล้า คนที่ไม่กล้าลุกขึ้นยืนหยัดเพื่อทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ไม่กล้าท้าพิสูจน์ความจริง ไม่กล้าเผชิญความขัดแย้ง (ซึ่งไม่ได้แปลว่าต้องใช้กำลังเข้าหักล้าง หรือทะเลาะเบาะแว้ง) ไม่กล้ารับผิดชอบ ไม่กล้าตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ที่มีความเสี่ยง ไม่กล้า...ฯลฯ คนไม่กล้าก็ยากที่จะเป็นผู้นำ ถึงใครจะแต่งตั้งให้ตำแหน่งเป็นผู้นำก็ไม่สามารถทำหน้าที่ผู้นำได้ยั่งยืน ไม่ช้าคนก็จะรู้ความจริงและเสื่อมศรัทธา
9.ขาดความมุ่งมั่นอดทน ข้อนี้ผู้เขียนขอเติมขึ้นมาเองจากประสบการณ์ แม้ว่าผู้นำอาจจะฉลาดและมีความคิดสร้างสรรค์ แต่หากขาดความมุ่งมั่นพยายาม ขาดน้ำอดน้ำทน แบบนี้ก็ไปไม่ไกลเหมือนกัน หายากที่ผู้นำจะเกิดมาสบายๆ ทำอะไรสบายๆ ไม่ต้องลำบาก ไม่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค ผู้นำคนใดไม่มีลูกอึด นานๆ ไปก็จะไม่มีลูกน้องร่วมอึดทำงานด้วยกัน
9 ข้อเพียงเท่านี้ น่าจะช่วยจุดประกายความคิดเตือนสติผู้นำหลายคนที่อาจเริ่มก้าวเข้าสู่วิถีแห่งความเสื่อมโดยไม่รู้ตัวไปแล้ว พรุ่งนี้ก็เป็นวันสิ้นปี อีก 1 วันขึ้นปีใหม่ เรามาโยนนิสัยที่ไม่ดีทิ้งกันดีกว่านะคะ







