
สร้างพลังชีวิต...ร่วมกันแก้วิกฤตการณ์ในแผ่นดิน...ถวายเป็นพระราชกุศลฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ‘๕ ธันวามหาราช’ (ตอนจบ)
สังคมไทยต้องการคนมีบารมี... คนมีบารมี ก็คือ คนมีคุณความดีถึงขั้นที่เป็นผู้นำมหาชน และกลับคืนสู่วิถีธรรมที่ถูกต้อง
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
สังคมไทยต้องการคนมีบารมี... คนมีบารมี ก็คือ คนมีคุณความดีถึงขั้นที่เป็นผู้นำมหาชน และกลับคืนสู่วิถีธรรมที่ถูกต้อง สามารถแผ่บารมีคุ้มครองปกป้องหมู่ชน ชุมนุมที่ไหน ต้องไม่มีเหตุที่นั่น ภายใต้บารมีของบุคคลที่มีบารมี โดยไม่ต้องแก้ปัญหาเชิงคน แต่บารมีจะคุ้มครองเลย
สังคมมนุษย์นี้เกิดขึ้นภายใต้ร่มบารมีของบุคคลเป็นผู้นำ ต่อมาเราเรียกบุคคลคนนั้นว่า “พระราชา” หรือ “กษัตริย์”... สังเกตอันหนึ่งว่า สังคมไทยในชนชั้นปกครองด้วยอำนาจทางการเมืองปัจจุบัน ขาดคนมีบารมี... กล้าหาญมี ฉลาดมี เก่งมี แต่บารมีน้อยเพราะอะไร เพราะเราขาดการสร้างคนเชิงวิถีธรรมที่ให้เพียบพร้อมในองค์คุณความรู้ องค์คุณความดี และองค์คุณธรรม...
ผู้นำหรือผู้ปกครองในสังคมไทยสมัยก่อน จึงมีความรู้และคุณธรรมเป็นสัญลักษณ์และเป็นเอกสิทธิ์ของเอกบุรุษ โดยใช้ความรู้บริหารในวิธีโลกกับธรรมอิงอาศัยกัน ดุจร่างกายกับจิตใจ ที่ต้องสัมพันธ์กันอย่างมีดุลยภาพที่พอเหมาะ เพื่อประโยชน์และความสุข โดยยึดถือความมีธรรมเป็นใหญ่ หมายถึง การถือปฏิบัติถูกต้อง ชอบโดยธรรม สมควรแก่ธรรม จนนำมาสู่การจัดวางหลักการปกครองสังคมโดยระบบธรรมาธิปไตย ซึ่งจะต้องเกิดจากผู้เคารพธรรม... มีธรรมเป็นสรณะในชีวิต ซึ่งจะต้องดำเนินชีวิตไปบนธรรมวิธี เพื่อการบริหารตน บริหารคน บริหารงาน ดังเช่นการใช้หลักพละ ๔ ประจำใจ เพื่อการบริหารปกครอง ได้แก่
๑.ปัญญาพละ หมายถึง กำลังคือปัญญา... ปัญญาที่จัดเป็นกำลัง คือ ปัญญาชอบ หมายถึง รู้ดี รู้ชอบ รู้ถูกต้อง เข้าใจถึงความเป็นเหตุผล รู้ความเป็นประโยชน์ รู้วิธีพิจารณาวินิจฉัย จัดการได้ถูกต้อง...
๒.วิริยพละ หมายถึง กำลังคือความเพียร... ความเพียรที่เป็น วิริยพละ ต้องมี ๔ ลักษณะ คือ
๑.ทำงานติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ไม่ลดละ
๒.ตรงต่อเวลา ไม่มีการผัดวันประกันพรุ่ง
๓.ไม่มีความเบื่อหน่าย มุ่งเพียรพยายามอย่างมีสติปัญญา
๔.ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคใดๆ เชื่อมั่นในกำลังความเพียรว่าสามารถเอาชนะอุปสรรคให้ได้ด้วยพลังแห่งความมั่นคง
๓.อนวัชชพละ หมายถึง กำลังคือการกระทำที่ไม่เป็นโทษ หรือการกระทำที่ไม่มีโทษเป็นกำลัง โดยมีหลักพิจารณาอยู่ ๔ ประการ ว่าการกระทำนี้ไม่เป็นโทษ ได้แก่ ๑.ไม่ผิดกฎหมาย ๒.ไม่ผิดจารีตประเพณี ๓.ไม่ผิดศีล ๔.ไม่ผิดธรรม
การกระทำไม่ผิดใน ๔ ประการ จึงเป็น อนวัชชกรรม ดังนั้นการพิจารณาว่าการกระทำมีโทษหรือไม่ ก็ต้องใช้หลัก ๔ ประการดังกล่าวเป็นเครื่องตัดสิน เช่น การกระทำบางอย่างผิดกฎหมาย แต่ไม่ผิดจารีตประเพณี ศีล ธรรม หรือบางอย่างผิดจารีตประเพณี แต่ไม่ผิดกฎหมาย ศีล ธรรม หรือบางอย่างผิดศีลและธรรม แต่ไม่ผิดกฎหมายและจารีตประเพณี หรือการกระทำบางอย่างผิดธรรม แต่ไม่ผิดกฎหมาย จารีตประเพณี และศีล... การจะยึดหลักใดๆ มาเป็นเครื่องวัดว่าควรกระทำหรือไม่ จึงต้องมีฐานจิตใจที่ดี มีความซื่อสัตย์สุจริตด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์ สำคัญจะต้องคำนึงถึงโทษและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วย... ซึ่งการทำงานที่ไม่มีโทษนั้นจะต้องเน้นคำว่า ไม่มีโทษ... ไม่เสียหาย ทั้งต่อตนเอง... ผู้อื่น และทั้งตนเองและผู้อื่นเป็นประการสำคัญที่สุด จึงจะได้ชื่อว่า อนวัชชกรรม...
๔.สังคหพละ หมายถึง กำลังคือความสงเคราะห์ อันเป็นพลังน้ำใจ ที่จะนำไปสู่การช่วยเหลือ... การผูกมิตรกับบุคคลอื่น จนนำไปสู่ความรักใคร่ ความนับถือ ร่วมมือร่วมใจกัน ซึ่งจะเกิดขึ้นด้วยสังคหพละ ที่แปลได้อีกรูปหนึ่งว่ากำลังที่เกิดจากการทำให้คนรักนั่นเอง ...สังคหพละ จึงเป็นการใช้มนุษยสัมพันธ์ เป็นพลังในการบริหารการจัดการ เพื่อประโยชน์แห่งสังคม สมดังพระพุทธวจนะที่ว่า
เอโส หิ อุตฺตริตโร ภาราวโห ธุรนฺธโร
โย ปเรสาธิปนฺนานํ สยํ สนฺธาตุมรหติ
แปลความว่า
เมื่อใด ผู้คนเหล่าอื่นขัดแย้งกันอยู่
ตนเองเป็นผู้ประสานให้ พวกเขาคืนดีกัน
ผู้นั้นเป็นคนรับภาระและจัดการธุระที่ยอดเยี่ยม
เพราะฉะนั้น การจะวางจิตอย่างไร จะตั้งจิตอย่างไร จะดูแลกายนี้อย่างไร เพื่อให้พร้อมต่อการที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อให้ถึงความชอบธรรมนั้น ก็จะต้องอาศัยหลักธรรมดังกล่าวเป็นเบื้องต้น นำมาบริหารตนเองและหมู่คณะ เพื่อให้เกิดการเชื่อมสานต่ออำนาจคุณความดีที่มีความรู้ความเข้าใจในธรรม จนกลายเป็นพลังธรรมในการขับเคลื่อน เพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จที่ถูกต้องชอบโดยธรรม ซึ่งคงต้องอาศัยธรรมพละ ๔ ประการดังกล่าวเป็นสำคัญ ดังหลักธรรมพละองค์ที่ ๔ ที่ว่าด้วยสังคหพละ อันจะนำไปสู่ความรู้ รัก สามัคคี ร่วมมือร่วมใจกัน... แต่จะต้องประกอบด้วยหลักธรรมข้ออื่นๆ ด้วย จึงจะเกิดประสิทธิภาพในการนำไปบริหารจัดการชีวิตและสังคมของตน ให้เกิดประโยชน์สุขจริงๆ อีกทั้งยังต้องพัฒนาตนเองให้ถึงพร้อมในพลังชีวิต ที่สามารถใช้ประโยชน์ตนเพื่อสังคมได้ เช่น จะต้องมีกายพละ หมายถึง สุขภาพร่างกายต้องแข็งแรง ดูดี มีสง่าราศี ประกอบด้วยโภคพละ หมายถึง มีทุนทรัพย์ที่บริบูรณ์... อมัจจพละ หมายถึง มีที่ปรึกษาที่เก่งกล้าสามารถและซื่อตรงต่อกัน... อภิชัจจพละ หมายถึง กำลังคือพระชาติสูง หรือเกิดในตระกูลสูง ตรงนี้สามารถแปลความหมายเป็นการถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติความเป็นผู้ดี ที่ครบถ้วนด้วยศีลธรรม สมฐานะสัตบุรุษที่จะนำพาชีวิตและสังคมไปสู่ความสุข ความเจริญ ด้วยอำนาจปัญญาพละ หมายถึง กำลังคือปัญญา อันมีปรีชาญาณ เฉลียวฉลาด หยั่งรู้เหตุผล... ปัญญาพละนี่เป็นยอดแห่งกำลังทั้งปวง เพราะเป็นเครื่องกำกับควบคุมและนำทางกำลังอื่นๆ ทุกอย่าง หรือเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขที่แท้จริง ก็ด้วยปัญญาพละ... กำลังคือปัญญาเป็นสำคัญ
จึงขอวิสัชนาธรรมตามควร เพื่อจุดประกายความคิดให้รู้จักพินิจพิจารณาในหลักธรรมเบื้องต้นตามที่กล่าว เพื่อจะได้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง อันจะนำไปสู่การสร้างพลังแห่งชีวิตให้สามารถขับเคลื่อนต่อไป ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคขวากหนามใด ...ด้วยอำนาจแห่งวิริยพละ กำลังคือความเพียร... ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จทั้งปวง ด้วยความเพียรชอบโดยธรรม
ขอเจริญพร







