ณิชยา ธรรมาวรานุคุปต์ นักธุรกิจหญิงวงการเพชร
การแต่งตัวของคนรุ่นนี้เปลี่ยนไปแล้วจากแฟชั่นที่เน้นความคล่องตัวมากขึ้น เพชรหรือนาฬิการาคาแพงหลักล้านบาทจึงไม่ใช่เพียงการซื้อเก็บเพื่อการลงทุนเท่านั้น
การแต่งตัวของคนรุ่นนี้เปลี่ยนไปแล้วจากแฟชั่นที่เน้นความคล่องตัวมากขึ้น เพชรหรือนาฬิการาคาแพงหลักล้านบาทจึงไม่ใช่เพียงการซื้อเก็บเพื่อการลงทุนเท่านั้น
โดย...ปอย
รีเทลบิซิเนสในเมืองไทยวันนี้โอดครวญไปตามๆ กันกับสถานการณ์บ้านเมือง แต่กับร้านแฟล็กชิปสโตร์เครื่องเพชรแบรนด์หรู “บลู ริเวอร์” ที่เวลานี้มีเวิร์กกิงวูเมนมาดนิ่งสมาร์ต “นุ่น” ณิชยา ธรรมาวรานุคุปต์ กุมบังเหียนเป็นผู้บริหาร กลับบอกด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “สะดุ้ง แต่ไม่สะเทือนค่ะ” เพราะสาขาที่ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม วันนี้กลับมีลูกค้าคึกคัก
นอกจากงานด้านจิวเวลรี ณิชยา ยังนั่งแท่นตำแหน่งผู้บริหาร บริษัท พีเอ็มที เดอะ อาวร์กลาส ฐานะผู้นำตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์ดังระดับมาสเตอร์พีซ ยูลิส นาร์แดง และ แฮร์รี่ วินสตัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกิจการของครอบครัวธรรมาวรานุคุปต์
ด้วยประสบการณ์การเรียนจบปริญญาตรี เอกการเงินการธนาคาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเคยทำงานด้านนักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจและตลาดทุนมาหลายแห่ง ณิชยา บอกได้เลยว่า กรุงเทพฯ คงมีกำลังซื้อไม่แพ้ย่านธุรกิจแห่งใดในโลก เพียงเราต้องมีความหวังเรื่องเอกภาพทางการเมืองที่เป็นลูกโซ่เรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจในอนาคต
“วันนี้ปริมาณการซื้ออาจลดลงไปบ้างเพราะคนมีความกังวลมากขึ้นๆ ทุกวัน แต่คนไทยกับห้างสรรพสินค้าอย่างไรเสียก็เป็นของคู่กัน ขาดกันไม่ได้ ความท้าทายของนักธุรกิจวันนี้คือเราต้องเข้าใจอารมณ์และรสนิยมของลูกค้าให้ได้อย่างแม่นยำ ดิฉันเข้ามาสานงานธุรกิจต่อจากคุณพ่อ (ณรงค์ ธรรมาวรานุคุปต์) เมื่อปี 2548 หลังจากท่านเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งสิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้และมีค่าที่สุดไม่ใช่หลักทรัพย์ค่ะ แต่คือแบรนด์บลู ริเวอร์ ที่วันนี้อายุ 35 ปีแล้ว และกับคัมภีร์ธุรกิจที่ท่านทิ้งไว้ให้เราประเสริฐที่สุดคือ เรื่องความซื่อสัตย์ แล้วคุณแม่ (วิภาดา ธรรมาวรานุคุปต์) ก็สอนเสมอว่าเราต้องให้ความเคารพทั้งกับลูกค้าและซัพพลายเออร์” ณิชยา กล่าว
เครื่องเพชรหรูยี่ห้อ บลู ริเวอร์ ที่นักธุรกิจหญิงเจ้าของแบรนด์อธิบายว่ามาจากชื่อเรียกเพชรน้ำงามที่สุด เรียกว่าเพชรบลู ริเวอร์ ซึ่งปีนี้เครื่องประดับแบรนด์นี้เน้นส่งออกไปทั่วโลก เริ่มที่สหรัฐอเมริกา ยุโรป ที่ล้วนยอมรับในฝีมือการเจียระไนโดยช่างไทย
“คนไทยเราอาจคิดว่าถ้าเป็นจิวเวลรีต้องเป็นของอิตาลี ขณะที่ฝรั่งกลับมองว่าเมืองไทยคือสวรรค์ของเครื่องประดับชั้นสูง ปีนี้ดิฉันตั้งเป้าการเป็นเอเชียนแบรนด์ จึงมีการรีแบรนด์ชื่อใหม่จากชื่อเต็มๆ คือ บลู ริเวอร์ ไดอะม่อน มาเป็น "บลู ริเวอร์" เพราะทิศทางสำหรับอนาคตอาจทำมากกว่าจิวเวลรีก็เป็นได้นะคะ ตอนนี้โรงงานเรามีทั้งพลอยและอัญมณีมีค่าอีกหลายๆ อย่าง ซึ่งคุณแม่มอบหมายให้พี่สาว-พี่แนต (ณฐินี) ดูแลด้านงานเอกซ์ปอร์ต ส่วนพี่ชาย-พี่โน้ต (ณรัณ) ดูแลเรื่องนาฬิกาเต็มตัว
ซึ่งดิฉันช่วยดูด้านการตลาดอยู่ด้วย ตอนเข้ามาสานต่องานจากรุ่นคุณพ่อที่ท่านเป็นดีไซเนอร์ด้วยตัวเอง เริ่มทำธุรกิจขึ้นมาจากแรงบันดาลใจ จาก Passion เพียวๆ ไม่ค่อยคิดถึงเรื่องกำไร-ขาดทุนสักเท่าไหร่ คุณพ่อทำธุรกิจเครื่องเพชรจากมุมเวิร์กช็อปเล็กๆ มีช่างไม่กี่คน จนวันนี้เรามีโรงงานเต็มรูปแบบ สิ่งที่ท้าทายคือ รสนิยมผู้บริโภค ที่วันนี้ไม่ใช่เพชรต้องตู้ม เม็ดโตๆ อย่างเดียว
... การแต่งตัวของคนรุ่นนี้เปลี่ยนไปแล้วค่ะ จากแฟชั่นที่เน้นความคล่องตัวมากขึ้น จากราคาวัสดุที่เพิ่มขึ้นไปตามกาลเวลา เพชรหรือนาฬิการาคาแพงหลักล้านบาทจึงไม่ใช่เพียงการซื้อเก็บเพื่อการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องใช้งานได้ในชีวิตจริงด้วย ซึ่งนี่คือความท้าทายใหม่ๆ ที่นักธุรกิจรุ่นดิฉันต้องตามสไตล์นี้ให้ทันด้วยค่ะ” ณิชยา กล่าว


