
‘วีร์วิศ’ เชิญทัศนา ‘ชนชั้นกลวง’
ทุกวันนี้ดูเหมือนอะไรๆ ก็ต้อง (เลือก) ให้ชัดเจน ไม่เลือกเอง เป็นเอง ก็มิวายมีผู้หวังดีผลักให้ไปอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง
โดย...เสน่ห์จันทน์
ทุกวันนี้ดูเหมือนอะไรๆ ก็ต้อง (เลือก) ให้ชัดเจน ไม่เลือกเอง เป็นเอง ก็มิวายมีผู้หวังดีผลักให้ไปอยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง และว่าถึงเรื่องของชนชั้นทางสังคม เดี๋ยวนี้ก็พยายามขีดแบ่งให้ชัดเจนกันไปเลยซะเหลือเกิน พื้นๆ ง่ายๆ ก็มี ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง (หรือรากหญ้า) แต่ถ้าใครเบื่อกะวังวนของ 3 ชนชั้น ลองหันมาดู “ชนชั้นกลวง” ดูบ้างก็ได้นะ
“ชนชั้นกลวง” ผลงานของ “วีร์วิศ” นามปากกาของ “วรรณศิริ ศรีวราธนบูลย์” เพราะชื่อจริงๆ ที่ทำให้หยิบขึ้นมาพร้อมตั้งคำถามว่า “นี่ชนชั้นอะไร (อีก)” และเมื่ออ่านจนถึงหน้าสุดท้าย ก็ยังจบลงพร้อมคำถาม (อีก) ว่า “แล้วฉันชนชั้นกลวงหรือเปล่า”
“ดิฉันมีความเชื่อส่วนตัวว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียว ที่ปรารถนาการเติมเต็มชีวิตในรูปแบบใหม่ๆ ไปอย่างไม่มีวันจบสิ้น แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ที่มีกลไกและเงื่อนไขในการดำรงชีวิตที่ค่อนข้างชัดเจน ในขณะที่คนเราต้องการอะไรมากมายและซับซ้อนกว่าทั้งร่างกายและจิตใจ เปรียบเสมือนภาชนะที่รูปทรงไม่แน่นอน เมื่อเราเติมสิ่งใดลงไป รูปทรงปริมาตรของสิ่งที่อยู่ภายในก็ผันแปรไปตามรูปทรงของภาชนะ อีกทั้งยังก้นรั่ว เติมเท่าไรก็ไม่เคยเต็ม ยังอยากได้โน่นได้นี่ต่อไปเสมอ เรียกร้องโหยหาไปเรื่อย บางทีก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรแน่ ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ นอกจากนี้ความกลวงของคนแต่ละคนซึ่งไม่เท่ากัน ก็ไม่ได้ขึ้นกับฐานะ หรือชนชั้นทางสังคม หากมองด้วยสายตาของดิฉัน ผู้คนในโลกนี้จึงดูเหมือนเป็นชนชั้นเดียวกันหมด ก็คือ ชนชั้นกลวง แต่จะกลวงมากกลวงน้อยก็ขึ้นอยู่กับบุญกรรมของแต่ละคน ความกลวงคือความรู้สึกขาดแคลน ความรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งคนรวยอาจจะกลวงได้มากกว่าคนจน” วีร์วิศ กล่าวถึงชนชั้นกลวงในนิยามของเธอ
บทความที่รวมในเล่มนี้มาจากคอลัมน์ชนชั้นกลวง เคยตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ระหว่างปี 25472549 ซึ่งเป็นเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤต จึงมีการปรับถ้อยคำบางส่วนให้ร่วมสมัยขึ้น มีการจัดลำดับเนื้อหาใหม่ และนำเสนอแต่ละตอนให้มีลักษณะที่ร้อยเรียงต่อเนื่องกันจนเกิดเป็นภาพรวมที่ชัดเจน อ่าน ณ วันนี้ เรื่องก็ยังตอบโจทย์ของคนในสังคมปัจจุบัน
“เพราะฉากและเรื่องราวส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าย้อนความทรงจำของผู้เขียน อดีตเป็นของเก่าอยู่แล้ว จะเก็บไว้นานแค่ไหนก็ไม่ค่อยแปรสภาพไปมากนัก แต่มุมมองของเราที่พิจารณาอดีตในระยะใกล้ไกลจะต่างกันออกไป ยิ่งมองไกลออกมามาก ก็จะเห็นภาพรวมได้มาก และยิ่งถ้าได้ใช้ชีวิตนานพอที่จะเห็นการวนซ้ำของประวัติศาสตร์ เราก็จะพบว่า ในโลกนี้ไม่เคยมีอะไรเก่า ความจริงอาจเปลี่ยนเสื้อผ้าไปตามยุคตามสมัย แต่เนื้อแท้ของความจริงก็เป็นสิ่งเดิมๆ เสมอ”
ด้วยหลายปัจจัยที่ทำให้ชนชั้นกลวงไม่ถูกรวมเล่มเมื่อ 6-7 ปี วีร์วิศ เล่าว่า ทั้งสภาพแวดล้อมของชีวิตช่วงนั้นเริ่มซ้ำซากไปในทิศทางที่ไม่พึงใจ คิดว่าควรพัก เก็บข้อมูลใหม่ๆ ในชีวิต แล้วก็เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำอะไรอื่นๆ จึงถอยห่างออกมาจากแวดวงนักเขียน เปลี่ยนบทจากผู้แสดงมาเป็นผู้ชม แต่ในเวลานี้ทุกอย่างลงตัว และดูเหมือนจังหวะเหตุการณ์จะหมุนมาซ้ำเดิมอีกครั้ง
“เหตุผลแรกเริ่มที่ตัดสินใจพิมพ์งานเล่มนี้ เพราะอยากให้เป็นของขวัญกับพ่อค่ะ เนื่องจากหนังสือเล่มนี้มีพ่อตัวเองอยู่หลายตอน นอกจากพ่อจะเป็นคนที่ดิฉันรักมากที่สุด และเป็นบุคคลต้นแบบในชีวิต ท่านยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้เริ่มต้นอยากเขียนหนังสือเพื่อออกพ็อกเกตบุ๊ก ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ หลังจากที่เฝ้ามองปรากฏการณ์ทางสังคมผ่านรอบมาสองสามรอบ ก็เห็นว่าสถานการณ์รอบนี้มีความคล้ายคลึงกับช่วงที่เขียนหนังสือมาก เรื่องราวและทัศนะที่นำเสนอในเล่มอาจจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านที่ต้องการจะยืนหยัดหรืออยู่ให้รอดผ่านรอบนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ก็เลยพยายามเข็นมันออกมาให้ทันท่วงทีค่ะ”
มนุษย์ชนชั้นกลวง หากกลวงระดับรุนแรงและเป็นหลุมดำ ก็แลดูน่ากลัวและเป็นภัยต่อสังคม “ปัญหาของผู้คนทั้งในระดับเล็กไปจนถึงระดับใหญ่ เช่น สงครามโลก ก็มีที่มาจากความกลวงทั้งสิ้น บางคนกลวงอย่างโหวงลึกและมีพลังมหาศาลดึงดูดสิ่งต่างๆ เข้าไปเติมเต็มตัวเองอย่างน่ากลัว ราวกับเป็นหลุมดำในอวกาศที่มีแต่ความหิวกระหาย พร้อมจะดูดกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปเพื่อเติมความว่างเปล่าอันเป็นอเนกอนันต์ของเขา คนที่ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักอิ่มในการบริโภคทั้งทางกาย ใจ และจิตวิญญาณ คนเหล่านี้คือปัญหาสังคม แต่ที่เรามองไม่ออก คือ บางคนอาจอยู่ในสถานะทางสังคมที่สูงส่ง หรือเป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจก็ยังมี”
วีร์วิศสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การออกแบบ การแต่งเพลง และการถ่ายภาพ “ถ้าในแง่ของความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจ ก็คงไม่แตกต่างกันมาก แต่ถ้าในเรื่องของระยะเวลา เนื่องจากดิฉันเป็นคนชอบทำงานเร็ว ไม่ว่าจะวาดรูป แต่งเพลง หรืองานออกแบบต่างๆ จะมีเวลาเป็นกรอบที่แน่นอน ไม่ทำนานหรือยืดเยื้อ ชอบไม่ชอบก็จะทำให้เสร็จออกมาเป็นชิ้นๆ ไป ถ้าไม่ชอบก็รีบทำชิ้นใหม่โดยเร็ว
แต่สำหรับงานเขียนจะต่างกัน สามารถให้เวลากับมันได้มากที่สุด ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งให้เสร็จหรือให้จบมากนัก ทำน้อยชิ้น แต่ให้ออกมาเป็นที่พอใจของตัวเองดีกว่า เพราะในโลกนี้มีงานเขียนแย่ๆ ที่เกิดจากความเร่งรีบมากมายอยู่แล้ว เราไม่ควรจะไปเพิ่มมันอีก เพราะงานเขียนเลวๆ ก็เป็นมลพิษชนิดหนึ่ง อย่างตอนนี้ก็แอบเขียนนิยายไปเรื่อยๆ แบบหวานเย็นอยู่เรื่องหนึ่งค่ะ ทำงานแบบไม่ตั้งเป้าอะไรเลย ว่าจะต้องออกมาเป็นอย่างไร หรือเสร็จเมื่อไร เพราะงานอื่นๆ ในชีวิตที่ผ่านมา เป็นคนที่ชอบกำหนดเป้าหมายชัดเจนมากแทบทุกเรื่อง คิดว่าเราควรมีอะไรที่ปล่อยให้ตัวเองทำอย่างสบายใจบ้าง แต่ก็แอบหวังว่า จะได้ออกมาเป็นเล่มเมื่อพร้อมและดีพอ”
ระหว่างรอเสพผลงานชิ้นใหม่ของวีร์วิศ ก็หาคำตอบให้กับตัวเองไปพลางๆ ว่า สรุปแล้ว เราเป็นชนชั้นกลวงหรือไม่ แล้วกลวงระดับไหน จะกำจัดความกลวงนี้ได้อย่างไร และในแต่ละวันเราเดินผ่านคนชนชั้นกลวงมากน้อยแค่ไหนกันนะ...
วีร์วิศ เกิดที่ จ.ตรัง เมื่อปี พ.ศ. 2515
เรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ปริญญาตรีคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทสถาปัตยกรรม ที่ University of Colorado at Denver ในเทอมสุดท้ายได้รับการทาบทามให้ร่วมงานกับ Michael Barber Architecture ซึ่งเป็นบริษัทสถาปนิกชั้นนำในเมืองเดนเวอร์
เมื่อกลับมาเมืองไทยได้รับคัดเลือกเป็นอาจารย์ประจำคนแรกในทีมผู้ก่อตั้งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ รวมถึงการเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ
ในปี พ.ศ. 2540 วีร์วิศได้เผยแพร่บทความเรื่อง “ทฤษฎีซูเปอร์แมน” ลงในวารสารของสมาคมสถาปนิกสยาม เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญให้เธอก้าวเข้าสู่โลกของการเขียนอย่างเต็มตัวในเวลาต่อมา
ปัจจุบันนอกเหนือจากการสร้างสรรค์งานศิลปะหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพ การออกแบบ การแต่งเพลง และการถ่ายภาพ เป็นที่ปรึกษาในงานผลิตสื่อด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยให้กับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน วีร์วิศยังคงทำงานเขียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะคอลัมนิสต์นิตยสาร และบรรณาธิการบริหารสื่อในเครือไฮคลาสมีเดียกรุ๊ป เช่น นิตยสาร HICLASS นิตยสาร Sulalai@Home นิตยสาร Just Married รวมถึงเว็บไซต์ HiClassSociety.com เขียนเรื่องเกี่ยวกับการบริหารการเงินและการลงทุนในนิตยสาร Esquire







