เที่ยวฉลองปีใหม่ให้สุขสันต์
‘ปีใหม่แค่ได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัวก็สุขแล้ว’ ดร.สายศิริศิริวิริยะกุล
โดย...วราภรณ์ ภาพ : เสกสรร
โสด
‘ปีใหม่แค่ได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัวก็สุขแล้ว’ ดร.สายศิริศิริวิริยะกุล
ปีใหม่แล้วแต่ละคนก็มีทางเลือกในการหยุดพักผ่อนอยู่บ้านหรือเลือกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ให้กับตัวเองเพื่อลุยกับปีใหม่ที่ใกล้มาถึง สาวโสดดีกรีดอกเตอร์ โจ้สายศิริ ศิริวิริยะกุล ทายาทรุ่นที่ 4 กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น หรือ KTIS Group ผู้ผลิตน้ำตาลทรายรายใหญ่อันดับต้นๆ ของเมืองไทย ดร.โจ้ เป็นบุตรี นพ.ประสงค์ ศิริวิริยะกุล รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ด้วยในวัยเพียง 27 ปี ซึ่งอยู่ในวัยที่ต้องศึกษาเล่าเรียน หลังจากศึกษาจบดีกรีดอกเตอร์จากสหรัฐอเมริกาด้านกฎหมายก็กลับมาสานต่อธุรกิจของตระกูลทันที โดยเธอนั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กร บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น ค่าที่ต้องไปร่ำเรียนทั้งปริญญาโทและปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกานานถึง 5 ปี และได้กลับเมืองไทยในช่วง 2 ปีแรกเท่านั้น เธอจึงห่างบ้าน มองเห็นเพื่อนๆ ชาวอเมริกันที่กลับไปอยู่กับครอบครัวในช่วงปีใหม่ ยิ่งเพิ่มความเหงาและคิดถึงบ้านมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นในช่วง 3 ปีหลังเธอคร่ำเคร่งกับการเรียนเพื่อให้จบในระดับปริญญาเอกโดยเร็ว
ดร.โจ้ เพิ่งบินกลับมาเมืองไทยยังไม่ถึงปี เมื่อช่วงปีใหม่ปีนี้เธอได้อยู่เมืองไทยพร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัวที่ประกอบไปด้วยสมาชิก 5 คน คือ คุณพ่อ คุณแม่ เธอและน้องสาวอีกสองคนซึ่งต่างไปศึกษาต่างประเทศทั้งคู่ ปีใหม่ปีนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ทุกคนจะได้อยู่กันครบเพื่อเฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยกัน และทำกิจกรรมเซอร์ไพรส์คุณพ่อคุณแม่ซึ่งเธอเคยทำเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก กิจกรรมและวิธีคิดที่เรียบง่ายแต่กลับสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้เธอมีแรงลุยงานสานธุรกิจครอบครัวต่อไป
“ปกติโจ้ทำงานหนักอยู่แล้ว นานๆ ทีจะมีเวลาพักผ่อนยาวๆ วิธีพักผ่อนง่ายๆ ของโจ้แค่ได้นอนตื่นสาย ทำอาหารรับประทานกันเองที่บ้าน อาจมีกิมมิกทำเซอร์ไพรส์ให้กับคนในครอบครัวช่วงปีใหม่ เพราะเราทำงานหนักมาตลอด ต้องกลับบ้านดึก ไม่มีเวลาให้กับที่บ้านมากนัก ในช่วงปีใหม่ปีนี้ โจ้แพลนไว้ว่าเราจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านของเราให้มากที่สุด นับเป็นความสุขและสบายใจที่สุด ได้อยู่กับคนที่เรารักและรักเรา เป็นความสุขง่ายๆ และเป็นตัวเองที่สุด ไม่ต้องพยายามอะไรมาก”
การชาร์จพลังที่เรียบง่าย ที่แตกต่างจากชีวิตโสดคนอื่นๆ ที่ต้องหาเวลาไปท่องเที่ยวต่างประเทศ มองโลกที่แปลกใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ดร.โจ้ บอกว่า เธอก็ได้ทำในขณะที่ทำงานอยู่แล้ว
“ด้วยหน้าที่ทำให้โจ้ได้เดินทางบ่อย ยิ่งตอนเรียนหนังสือก็ได้เห็นโลกและใช้ชีวิตที่มากแล้ว ตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปเที่ยวต่างประเทศทุกๆ ปิดเทอมอยู่แล้ว และเนื่องในโอกาสพิเศษเช่นปีใหม่ก็ขอทำตามไลฟ์สไตล์ตัวเองคือ ชอบอยู่บ้าน ถือเป็นการรีชาร์จที่เต็มที่เรียบง่ายไม่ต้องเสียสตางค์แพงๆ โจ้กับน้องๆ ตั้งใจจะทำเซอร์ไพรส์คุณพ่อคุณแม่ และได้อยู่พร้อมหน้ากันเป็นครอบครัว และวันที่เหลือเรามีการจัดปาร์ตี้รวมกันเป็นตระกูลใหญ่ กิจกรรมตอนเด็กๆ ช่วงปีใหม่ เช่น จัดต้นคริสต์มาสประดับในบ้าน แต่งตัว ถ่ายรูป ทำกับข้าว จำได้ว่าตอนเด็กๆ เราชอบประดิษฐ์การ์ดเล็กๆ ที่ทำจากกระดาษให้คุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเราไม่ได้ฉลองปีใหม่ด้วยกันมานานมากแล้ว ปีนี้เราจะขอฉลองกันแบบ ซิมเพอร์ อีส เดอะ เบสต์ เราไม่ต้องพยายาม เราไม่ต้องคิดมาก แค่มีเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม คือโจ้แม้ยังอายุไม่มาก แต่ด้วยหน้าที่และตำแหน่งที่สูง บางทีเราต้องเป็นผู้ใหญ่มาก แต่เมื่อเราได้อยู่กับที่บ้าน เราจะสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ แค่มีเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม บรรยากาศเป็นตัวเองก็ทำให้เรามีความสุขในช่วงปีใหม่นี้ที่สุดแล้ว”
วัยเกษียณ
‘ปีใหม่ขอใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ’ จีรณี จิตตเสวี
แม้วัยจะย่างเข้า 61 ปี แต่วันนี้ของ จีรณี จิตตเสวี ก็ยังสดใสซาบซ่าไม่ยอมให้ชีวิตเกษียณไปตามอายุง่ายๆ อดีตบรรณาธิการนิตยสารคอสโมโพลิแทน จึงยังมีความสุขกับการทำงานแปลหนังสือเพื่อใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญที่ตนมีให้คุ้มค่าและทำงานช่วยเหลือสังคม อีกทั้งยังรักการออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำและเต้นซุมบา เพื่อสร้างคุณค่าให้กับตนเอง
วิธีเลือกชาร์จพลังให้กับชีวิตแม้เป็นวัยเกษียณแล้วก็จำเป็น แต่การชาร์จพลังเธอสามารถทำเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเที่ยวในวันหยุดยาวเช่นเดียวกับมนุษย์ทำงานคนอื่นๆ
“ช่วงปีใหม่เมื่อสิบปีที่แล้ว เคยเจอเหตุการณ์แย่งกันกินแย่งกันใช้ เที่ยวไม่สนุก ทำให้ช่วงเทศกาลปีใหม่ขอใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ สุขที่สุด หาเวลาไปกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กลุ่มที่เลือกพักผ่อนอยู่ในกรุงเทพฯ เหมือนกัน อวยพรปีใหม่กัน พาแม่ไปกินข้าวเดินทางไปไหนก็สบาย ปีใหม่เราจึงไม่เลือกไปเที่ยว เพราะเราเกษียณแล้วเราแพลนไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้”
กิจกรรมที่ถือว่าเป็นการชาร์จแบตเตอรี่สำหรับคนวัยเกษียณเช่นจีรณีที่ดีที่สุดคือการท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นสิ่งที่ชื่นชอบ แต่ช่วงระยะหลังจะเลือกเปลี่ยนสถานที่ไปชื่นชมกับศิลปวัฒนธรรม ประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมากกว่าประเทศที่มีความทันสมัยเต็มไปด้วยแหล่งช็อปปิ้ง หรือมีแต่ตึกรามบ้านช่อง และหลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยที่สมบุกสมบันเกินไป
“จะให้เราไปเที่ยวแบบกางเต็นท์นอนคงไม่ไหว เพราะผู้ใหญ่การนั่งการนอน การเข้าห้องน้ำต้องสะดวกสบายพอควร จะให้นั่งอัดกันในรถ 10 คนแล้วนอนกางเต็นท์นอนไม่ได้แล้ววัยนี้ ผู้ใหญ่ต้องหาแบบขอนอนหลับสบาย ไม่ต้องหรูแต่ไม่ทุรกันดาร เราจะชอบไปเป็นกลุ่มทัวร์ ผู้ใหญ่สังคมเราเริ่มมีลูกโตแล้วพ่อแม่เกษียณแล้วก็ไปเที่ยวกันสองคน ทัวร์ระยะหลังๆ เจอแบบนี้เยอะ คนวัยนี้จะเที่ยวมาเยอะแล้วได้เห็นตึกรามบ้านช่อง เขาไม่อยากซื้อกระเป๋า เครื่องสำอาง เขาอยากไปดูประวัติศาสตร์ เช่น ดิฉันก็ไปท่องเที่ยวมาแล้ว เช่น อียิปต์ ตูนิเซีย จอร์แดน ไปดูปูชนียสถานที่อินเดีย คนเกษียณส่วนใหญ่จะประมาณไปดูศิลปวัฒนธรรม ดูประวัติศาสตร์ ปีหน้าดิฉันแพลนจะไปแคชเมียร์ ดิฉันแพลนว่าจะไปท่องเที่ยวต่างประเทศอย่างน้อยปีละครั้ง”
ความตั้งใจและคิดอย่างมีเป้าหมาย เพียงแค่คิดก็ทำให้ชีวิตเป็นสุขแล้ว โดยเฉพาะช่วงที่ตนเองรู้สึกจิตใจว้าวุ่น จีรณีใช้วิธีบำบัดคือ หาสถานที่ท่องเที่ยวที่ตนเองอยากไปเพียงแค่นี้ชีวิตก็สุขแล้ว
“การชาร์จแบตคือการได้เห็น ได้เปิดโลกทัศน์ คนวัยเกษียณก็จำเป็นเหมือนกัน ช่วงเวลารู้สึกหงอยเหงา เช่น ไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท ไม่มีอะไรทำ จิตหงุดหงิด เสพข่าวมากไป ต้องหากิจกรรมทำให้ชีวิตสมดุล จะไปทางศาสนาก็ไป หรือหากิจกรรมที่ทำให้ตัวเองรู้สึกได้พักผ่อน กิจกรรมที่ชาร์จแบตเตอรี่ของดิฉันแบบเรียบง่ายที่สุดมากกว่าการไปเที่ยวต่างประเทศคือการซื้อหารองเท้า เหมือนเป็น ชูว์ส เธอราปี เวลาเครียดจัดๆ ซื้อรองเท้าสักคู่สองคู่ก็สบายใจ”
สุดท้ายจีรณีให้ข้อคิดอย่างน่าฟังในการชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเองในวันปีใหม่ คือ เราอย่าปล่อยให้ตัวเองเครียดขนาดขึ้นขีดสีแดง หากรู้สึกว่าแบตเตอรี่ตนเองใกล้หมดเต็มที ต้องรีบเติม มิเช่นนั้นเครื่องเราจะพังง่ายๆ หมั่นเติมแบตที่พร่องเรื่อยๆ หาอะไรที่จรุงจิตใจ มันก็ทำให้เรามีพลังได้ง่ายๆ คือ หาเราต้องรู้และหาวิธีบำบัดแบตเตอรี่ตัวเอง







