posttoday
เป็นผู้นำคนเก่งและสุดเลิฟของผู้ตามอย่างยั่งยืน

เป็นผู้นำคนเก่งและสุดเลิฟของผู้ตามอย่างยั่งยืน

16 ธันวาคม 2556

โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

โดย รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

เชื่อว่าในเวลานี้หนึ่งในประเด็นฮอตที่ทุกวงการต่างให้ความสนใจและห่วงใยก็คือ เรื่องของผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำในระดับหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้าหน่วย ผู้จัดการแผนก ผู้อำนวยการสายธุรกิจ ประธานบริษัท ตลอดจนผู้นำระดับประเทศ เช่น รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดี เหตุที่เป็นประเด็นฮอตของทุกยุคทุกสมัย ก็เพราะว่าทั่วโลกกำลังขาดแคลนผู้นำที่มีประสิทธิภาพและมีคุณธรรมในทุกระดับนั่นเอง

เมื่อสิบกว่าปีมาแล้วเกิดเหตุการณ์โกงระดับโลกขององค์กรยักษ์ใหญ่ เริ่มด้วย เวิลด์คอม ในปี ค.ศ. 2002 จากนั้นก็ติดตามมาให้เห็นเป็นระลอก โดย เอนรอน ไทโค อิมโคลน โกลบอล ครอสซิ่ง ซึ่งประธานบริหารและองค์กรล้วนประสบความหายนะจากการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส มีการฉ้อฉลตบแต่งบัญชีเพื่อให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นสูง และสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยให้กับฝ่ายบริหาร แต่ความหายนะนี้มิได้เกิดเฉพาะกับผู้บริหารที่เป็นตัวการในการโกงเท่านั้น มันยังมีผลกระทบต่อบุคคลหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน พนักงานของบริษัท และผู้สอบบัญชี รับอนุญาต และผลกระทบที่สำคัญมากที่มีผลมาถึงในปัจจุบันอีกประการหนึ่งก็คือ การขาดความเชื่อถือในตัวผู้นำ ทั้งในแง่ของความสามารถในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ (โดยไม่ต้องโกง) และในแง่ของจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ

ในส่วนของผู้นำทางการเมืองก็เช่นเดียวกัน ผู้นำของหลายประเทศถูกจับได้ว่าฉ้อฉล ทุจริต มัวเมาในอำนาจและเอื้อประโยชน์กับพวกพ้องของตน มีผลทำให้เราได้เห็นประชาชนในประเทศต่างๆ ลุกขึ้นมาประท้วงขับไล่ผู้นำ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดจะมีความชอบธรรมและมีกลุ่มอำนาจสนับสนุนมากกว่ากัน ก็อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าความชอบธรรมถูกต้องเพียงปัจจัยเดียว ยากที่จะมีน้ำหนักเพียงพอที่จะขับไล่ผู้นำที่ไร้ความสามารถหรือไร้คุณธรรมออกไปได้

ด้วยเหตุประการฉะนี้แล เราท่านจึงได้เห็นผู้นำคนไม่ดียังนั่งเก้าอี้ผู้นำอยู่ได้ยาวนานกว่าที่พึงจะเป็น แต่อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหลายร้อยหลายพันปีล้วนพิสูจน์ว่า ในที่สุดคนที่ทำไม่ดีถูกย่อมอยู่ครองตำแหน่งไม่ได้ ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายอยู่ทั่วโลก คงไม่ต้องระบุชื่อใครหลายๆ คนที่ตกจากเก้าอี้ผู้นำให้เป็นที่ระคายเคืองใจกัน แต่ผู้นำที่ดีที่โลกอยากจดจำไปนานเท่านานก็มีมากมายเช่นกัน ล่าสุดนี้ก็คือ ท่านอดีตประธานาธิบดี เนลสัน แมนเดลา ที่เพิ่งล่วงลับไป ก่อนหน้านั้นผู้นำที่ล่วงลับไปแล้วและใครๆ ยังกล่าวขวัญถึงเสมอๆ ก็คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มหาตมะ คานธี เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล ฯลฯ และหลายคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน เป็นต้น ที่ขอยกตัวอย่างมากล่าวถึงก็เพื่อเป็นกำลังใจให้สังคมเชื่อมั่นในความดีและความสามารถแท้ๆ ที่สร้างผู้นำกันต่อไป เราอย่าเพิ่งสิ้นหวังค่ะ

สำหรับสัปดาห์นี้ผู้เขียนมีแนวทางปฏิบัติที่เกิดจากการรวบรวมกรณีศึกษาของผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้รับการยอมรับและความรักเคารพจากผู้ตามอย่างยั่งยืน โดย อลิสัน กรีน (นำเสนอไว้ในเว็บไซต์ http://quickbase.intuit.com/blog/2012/04/04 เรื่อง 12waystomakeyouremployeesloveyou) มาฝากท่านผู้อ่านจากทุกวงการไว้เป็นหลักประกอบการพิจารณาตัดสินว่าใครเป็นผู้นำที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร และยังใช้เป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติตัว เพื่อเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพในใจของผู้ตามอย่างยั่งยืนอีกด้วย

อลิสันรวบรวมแนวทางการเป็นผู้นำสุดเลิฟไว้ 12 ประการด้วยกัน...

ประการแรก อย่าทำตัวอุบาทว์ (Don’t be a jerk! – ผู้เขียนขอแปลให้เข้าใจได้ง่ายๆ นะคะ)เช่น โวยวายตะคอกพูดไม่ดีกับลูกน้องหรือผู้ตามรอบข้าง ขู่ คุกคาม หรือลงโทษลูกน้องรุนแรงเกินเหตุ สร้างความน่ารำคาญกับคนอื่น เช่น ไปไหนมาไหนมีคนติดตามเป็นพรวน ทำให้เปลืองทรัพยากรของหน่วยงาน ทำให้คนอื่นต้องหลบทางให้ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลและปล่อยให้บอดี้การ์ดของตนไปรังแกทำร้ายคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับตน อย่าหลงตนเองนึกว่าใครๆ ต้องยอมผู้นำ คนเดี๋ยวนี้มีความรู้มีความคิด เขาไม่ยอมทนอยู่กับผู้นำแย่ๆ อย่างไร้ขีดจำกัดหรอกค่ะ พึงระลึกไว้เสมอว่า ผู้นำไม่ใช่ “อภิสิทธิ์ชน” แต่มันยากตรงที่บางคนไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมีพฤติกรรมน่ารังเกียจอย่างไร...

ประการที่สอง กำหนดเป้าหมายหรือความคาดหวังที่ชัดเจน (Set Clear Expectations) สังเกตดูให้ดีๆ สิคะว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้นำไม่สามารถสื่อสารให้ผู้ตามรู้ว่าเป้าหมายที่จะต้องพุ่งชนคืออะไร เป้าหมายนั้นสำคัญและมีคุณค่าความหมายต่อประเทศชาติ องค์กร และตัวเขาอย่างไร เมื่อนั้นเองที่ผู้ตามจะรู้สึกเคว้งคว้างหลงทาง และเขาก็จะเริ่มมีความคลางแคลงสงสัยในความสามารถในการนำของผู้นำ ข้อเตือนใจก็คือ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำต้องคิดล่วงหน้าไว้เสมอว่า เมื่อบรรลุเป้าหมายหนึ่งไปแล้วจะบอกผู้ตามว่า เป้าหมายต่อไปหรือก้าวต่อไปคืออะไร (ในกรณีที่ยังอยู่ในกระบวนการทบทวนข้อมูลเพื่อกำหนดเป้าหมายอยู่)

ประการที่สาม รักษาคำพูด (Keep Your Word) ง่ายๆ แต่หลายคนทำไม่ได้ คงไม่ต้องอธิบายมากมายนะคะ ว่าผู้ตามจะรู้สึกอย่างไรกับผู้นำที่ไม่ทำตามคำสัญญา หรือนโยบายที่ตนเองเป็นคนกำหนดไว้

ประการที่สี่ ให้คำประเมินหรือข้อมูลย้อนกลับ (Give Feedback) ผู้ตามย่อมอยากรู้ว่าผลงานของเขานั้นดีหรือไม่ ต้องมีการปรับปรุงอะไรบ้าง และแม้ว่าผู้ตามจะพอรู้อยู่บ้างว่าผลงานของเขาเป็นอย่างไร แต่เขาย่อมอยากได้ยินจากปากของผู้นำเอง งานวิจัยหลายชิ้นล้วนยืนยันว่า การที่ผู้นำหมั่นให้คำประเมินผลงานอย่างสม่ำเสมอกับลูกน้องในระยะเวลาที่เหมาะสม ลูกน้องจะสามารถพัฒนาปรับปรุงตนเองและสร้างผลงานเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าก็ยังเป็นไปได้ นอกจากนี้การสื่อสารเรื่องผลงานยังเป็นกลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่ส่งเสริมแรงจูงใจของผู้ตามและความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับผู้ตามอีกด้วย

หมดเนื้อที่เสียแล้ว ขออนุญาตคุยถึงอีก 8 แนวคิดในคราวหน้านะคะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท