posttoday
มะเดื่อฟิลิปปินส์ใบจักหรือเดื่อดราซีนาฟิลิปปินส์

มะเดื่อฟิลิปปินส์ใบจักหรือเดื่อดราซีนาฟิลิปปินส์

15 ธันวาคม 2556

พูดถึงไม้ประดับจากฟิลิปปินส์กันแล้ว เห็นจะต้องยอมรับในความหลากหลายของพืชพรรณไม้จากหมู่เกาะต่างๆ

โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม

พูดถึงไม้ประดับจากฟิลิปปินส์กันแล้ว เห็นจะต้องยอมรับในความหลากหลายของพืชพรรณไม้จากหมู่เกาะต่างๆ กว่า 7,000 เกาะของประเทศนี้ ไปฟิลิปปินส์ครั้งใดก็ต้องไปดูตลาดนัดซันเดย์ หรือมะนิลาสีดลิ่งแบงค์ เพราะที่นั่นรวมเอาพ่อค้าแม่ขายไม้ดอกไม้ประดับมาเปิดร้านขายพันธุ์ไม้กันอย่างคึกคัก แม้จะไม่ใหญ่โตกว้างขวางเท่าสวนจตุจักรของเราหรือพันธุ์ไม้ในเมืองไทยดูจะมีหลากหลายกว่าก็ตาม

ไปมะนิลาเที่ยวนี้พอมีเวลาออกไปแถบแองเฮียเลส (Anheles) และเกซอนโพรวินซ์ รวมทั้งโฉบไปแถบปำปังกา (Pumpanga) จึงได้เห็นถิ่นที่เกิดและกระจายพันธุ์ของไทรหรือมะเดื่อป่าชนิดหนึ่ง ซึ่งมีเข้ามาอวดโฉมอยู่ในเมืองไทยนานหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยอาจารย์ปิฏฐะ บุนนาค* ยังคงมีชีวิตอยู่ และตั้งชื่อไว้ว่า เดื่อใบปาล์ม ตามชื่อภาษาละตินว่า Ficus pseudopalma ซึ่งลองดูชื่อ Apecific epithet หรือชื่อสปีชี่ จะเห็นได้ว่ามันหมายถึงไทรที่มีใบคล้ายปาล์ม (หรือปาล์มที่ไม่แท้จริง) จะอย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับกันว่า อาจารย์ปิฏฐะ เป็นผู้นำเอาไทรหรือมะเดื่อชนิดนี้เข้ามาเป็นคนแรก จากนั้นได้แพร่พันธุ์ไปในหมู่คนรักต้นไม้ แต่ความนิยมในเรื่องไม้แปลกๆ ก็สร่างซาลงไป เช่นเดียวกับไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ เพราะเป็นเรื่องของแฟชั่น จะหาอะไรอยู่ยงคงกระพันนั้นเป็นไม่มี มีขึ้นแล้วมีลง จะช้าจะเร็วเท่านั้น ดาราที่เป็นมนุษย์เดินดินนั้นวูบเร็ว ต่างจากดาราบนฟากฟ้าที่อยู่นานตราบอายุขัยคนเราเลยทีเดียว

มะเดื่อฟิลิปปินส์ใบจักนี้ผู้เขียนเรียกตามธรรมชาติของพืชชนิดนี้ ซึ่งถ้าดูแล้วจะพบว่า 1) เป็นพืชในวงศ์ไทรหรือมะเดื่อ (Family Moraceae) 2) พบเฉพาะบนเกาะต่างๆ ในประเทศฟิลิปปินส์ 3) ลักษณะของใบมีขอบจักเป็นรอยหยักคล้ายพูลึกพอประมาณ

มะเดื่อฟิลิปปินส์ใบจักหรือเดื่อดราซีนาฟิลิปปินส์

 

*อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รองอธิบดีกรมอาชีวศึกษา ผู้นำเอาพันธุ์ปาล์มมาเผยแพร่จนมีผู้นิยมปาล์มประดับกันโดยทั่วไปจนสมควรยกย่องให้เป็น บิดาแห่งวงการปาล์มของประเทศไทย

มะเดื่อฟิลิปปินส์ใบจักนับเป็นพืชเฉพาะถิ่น (endemic plant) ของฟิลิปปินส์ ชาวบ้านเรียกกันว่า ลูบิลูบิ (lubilubi) ที่เมืองบิโคล พวกวิซายาเรียกมันว่า ลามิยอก (lamiyog) ส่วนชาวตากาล็อกเรียกมันว่า น ยุกโยแกน แต่ทั่วโลกอาจรู้จักกันในนามของ เดื่อดราซีนา ฟิลิปปินส์ (Philippine Dracaena Fig) หรืออาจเรียกสั้นๆ ว่า ดราซีนาฟิค (Dracaena Fig) ก็ได้ ทั้งนี้เพราะต้นอ่อนดูคล้ายต้นวาสนาหรือจันทร์ผา จริงๆ

มะเดื่อฟิลิปปินส์ใบจักนี้ ปกติไม่แตกกิ่งก้านสาขา เดื่อยังมีอายุน้อยและมีใบเกิดเรียงเวียนรอบลำต้น คล้ายใบต้นวาสนา ผิวใบหนาเป็นมันคล้ายเคลือบด้วยขี้ผึ้ง ต้นสูงได้ถึง 5 เมตร และจะโค้งไปด้านใดด้านหนึ่งตามแรงพายุไต้ฝุ่นลูกแล้วลูกเล่า ปีหนึ่งกว่า 20 ลูกทีเดียว หรืออาจจะเป็นเพราะน้ำหนักของใบแก่ของมันเองก็เป็นได้

มะเดื่อชนิดนี้ปลูกกันมาแพร่หลายตามสถาบันการศึกษาและบ้านเรือน ผู้รักต้นไม้ในมะนิลาและอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีโอกาสเข้าไปที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ที่ มานัว (Manoa) และที่ลียอน อาร์โบรีตัม หรือสวนรุกขชาติ ลียอน สวนพฤกษศาสตร์ โบกอร์ ชวา อินโดนีเซีย และสิงคโปร์

มะเดื่อฟิลิปปินส์ใบจักหรือเดื่อดราซีนาฟิลิปปินส์

 

เมื่อครั้งไปเที่ยวบนภูเขาไฟมายอนที่เขตบิโคล ได้เห็นชาวบ้านตัดใบอ่อนของเดื่อชนิดนี้มัดเป็นฟ่อน เอามาขายในตลาดยามเช้า สอบถามดูปรากฏว่าเขาเอาไปแกงกะทิใส่ปลาและใส่ใบเดื่อชนิดนี้ลงไปด้วย บางคนใช้ลวกจิ้มน้ำพริก (คนบิโคลกินเผ็ดจัดไม่แพ้คนไทยเลย) ชาวบ้านที่นั่นปลูกเดื่อใบจักนี้ไว้เป็นแถวรอบบ้านเป็นรั้ว ปลูกพร้อมกับต้นพริกชี้ฟ้า พริกขี้หนู จนล้อกันว่าคนบิโคลนั้นพอไต้ฝุ่นมาจะรีบเก็บพริกแก่ใส่กระเป๋าก่อนอื่น หากบ้านหรือสวนโดนพายุถล่มจะได้มีพริกไว้กิน จะจริงจะเท็จอย่างไรลองไปเที่ยวดูจะรู้เอง

การขยายพันธุ์มะเดื่อฟิลิปปินส์ใบจักนั้นทำได้โดยเพาะเมล็ดจากไซโคเนียม (Syconium) ที่ติดอยู่ตามลำต้น ไซโคเนียมนี้ที่จริงเป็นฐานรองดอกที่ห่อหุ้มดอกและเมล็ดไว้ภายใน เช่นผลมะเดื่อทั้งหลายนั่นแหละ แต่ต้นที่เกิดในเมืองไทยหรือเกิดในกรุงมะนิลาจะไม่มีเมล็ด ทั้งนี้เพราะไม่มีแมลง (wasp) จำพวก แตนหางยาว ที่พระเจ้าสร้างมาให้เกิดคู่กับไทรหรือมะเดื่อแต่ละชนิด (species) ไม่เหมือนกัน พวกแตนนี้จะทำหน้าที่ช่วยถ่ายเรณู และทำให้ไซโคเนียมของมะเดื่อเจริญเติบโตจนกินได้อร่อย

ฉบับต่อไปจะเล่าเรื่องของมะเดื่อต่อครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท