
สร้างพลังชีวิต...ร่วมกันแก้วิกฤตการณ์ในแผ่นดิน...ถวายเป็นพระราชกุศลฯ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ‘๕ ธันวามหาราช’ (ตอน ๔)
ในยุคสมัยพ่อขุนรามคำแหงได้ทรงอัญเชิญพระพุทธศาสนาเถรวาทสู่อาณาจักรสุโขทัย
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ในยุคสมัยพ่อขุนรามคำแหงได้ทรงอัญเชิญพระพุทธศาสนาเถรวาทสู่อาณาจักรสุโขทัย โดยอาราธนาพระสังฆราชจากหัวเมืองนครศรีธรรมราช ขึ้นมาจำพรรษา ณ วัดอรัญญิก ในกรุงสุโขทัย ดังปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑... พุทธศาสนาในยุคเริ่มต้นของความเป็นอาณาจักรไทย จึงมี ๒ นิกาย ได้แก่ นิกายเดิม (มหายาน) และนิกายเถรวาท ผสมผสานกับความเชื่อทางภูตผีปีศาจเทวดาอารักษ์ทั้งหลาย ตลอดจนถึงความเชื่อในด้านไสยเวทไสยศาสตร์แห่งลัทธิขอม ชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิม จึงมีความหลากหลายในความคิดความเห็นและการปฏิบัติ แต่สามารถรวมศูนย์เป็นเอกภาพได้ ด้วยผู้ปกครองที่ใช้หลักพ่อปกครองลูก... ซึ่งแม้ว่าจะบริหารจัดการให้เกิดความเป็นเอกภาพได้ ด้วยความรักเมตตาของชนชั้นผู้ปกครองที่มีต่อผู้ใต้ปกครอง แต่ก็มิใช่ว่าจะทำให้หมดสิ้นความขัดแย้ง... ความแตกแยก ด้วยความเห็นการกระทำที่หลากหลาย ไม่เสมอกันในอาณาประชาราษฎร์ ที่นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจต่อกันเท่าที่ควร ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ยุคพญาลิไท ราชโอรสของพญาเลอไท (กษัตริย์องค์ที่ ๔) ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ราวปี ๑๘๙๐
ทรงพระบรมนามาภิไธยเมื่อเสวยราชว่า “พระมหาธรรมราชา” จึงได้จัดระเบียบการปกครองใหม่ มุ่งเน้นการสร้างความสามัคคีเพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้เข้มแข็ง โดยนำหลักธรรมมาใช้ในการปกครองแทนระบบการปกครองแบบพ่อปกครองลูก โดยยึดหลักทศพิธราชธรรม (คุณธรรมของนักปกครอง ๑๐ ประการ) มาใช้ในการปกครองบริหารบ้านเมืองตามแบบการบริหารบ้านเมืองวิถีพุทธ โดยประกาศตนเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ประพฤติธรรมพระองค์แรก ใช้หลักธัมมานุภาพแทนแสนยานุภาพ ยังให้เกิดความศรัทธาเลื่อมใสจากหัวเมืองต่างๆ หันมานอบน้อมเป็นเมืองขึ้น ยอมรับคำสั่งสอนของพระมหากษัตริย์ที่ยึดหลักพระมหาจักรพรรดิผู้ทรงตั้งมั่นอยู่ในจักกวัตติธรรม แนวคิดในการปกครองแบบธรรมราชาได้สืบเนื่องมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ในสมัยปัจจุบัน
(อ่านต่อฉบับหน้า)







