
ฝึกเป็นผู้นำกับม้า Equine Coaching Program
ตามที่สัญญากันไว้ว่าผู้เขียนจะเล่าเรื่องการไปฝึกพัฒนาภาวะผู้นำโดยใช้ม้าเป็นสื่อที่ประเทศอังกฤษให้ฟังกัน
โดย...รศ.ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข
ตามที่สัญญากันไว้ว่าผู้เขียนจะเล่าเรื่องการไปฝึกพัฒนาภาวะผู้นำโดยใช้ม้าเป็นสื่อที่ประเทศอังกฤษให้ฟังกัน ขณะนี้ผู้เขียนนั่งเขียนคอลัมน์อยู่ที่คอกม้า Holly Lodge ในเมือง Richmond ซึ่งเป็นคอกม้าในสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ที่ ดร.แอนเดรียส ลีฟูกห์ (ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาเอก วิทยาลัยเบอร์คเบ็ค มหาวิทยาลัยลอนดอน และเป็นเพื่อนนักวิจัยของผู้เขียน) ได้เช่าพื้นที่ในการดำเนินกิจการรถเทียมม้า และทำการฝึกอบรมด้านการสื่อสารและภาวะผู้นำผ่านม้า (EquineAssisted Coaching Program) มานานหลายปีแล้ว
แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันอาทิตย์ที่อากาศหนาวเย็น โดยอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 5 องศาเซลเซียส แต่ทีมงานของ ดร.แอนเดรียส กำลังทำความสะอาดรถม้าและคอกม้าอย่างแข็งขัน ส่วนตัว ดร.แอนเดรียส เองก็กำลังเสริมสวยม้าด้วยการปัดแปรงขนและโกนขนบางส่วนให้ม้าดูสวยงามหล่อเหลาพร้อมแต่งองค์ทรงเครื่องเพื่ออวดโฉมสู่สายตาสาธารณชนอยู่ วันนี้เป็นวันแรกที่ ดร.แอนเดรียส ได้จัดกิจกรรมชื่อ “Winter Ride” (นั่งรถม้าหน้าหนาว) โดยขายบัตรให้ผู้มีใจกุศลบริจาคเงินเพื่อนั่งรถม้าชม Richmond Park เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงด้วยราคา 500 ปอนด์ ซึ่งจะนำเงินรายได้ไปใช้จัดกิจกรรมโค้ชชิ่งให้แก่เด็กออทิสติกผ่านม้าที่ ดร.แอนเดรียส มีความเชี่ยวชาญในการบำบัด กิจกรรมนี้จะจัดทุกวันอาทิตย์เป็นเวลา 6 สัปดาห์ต่อเนื่องกัน ทั้งนี้ได้รับพระราชานุญาตให้ใช้สถานที่ของสวน Richmond Park ในการนำชมสวนโดยรถม้าได้ ผู้เขียนมีโอกาสดีได้เคยนั่งรถม้าที่ตกแต่งอย่างสวยงามโอ่อ่าชม Richmond Park มาแล้ว ยอมรับว่าสวนของประเทศอังกฤษมีความสวยงามด้วยหญ้าเขียวชอุ่ม มีพันธุ์ไม้ต่างๆ ทั้งไม้ยืนต้นใหญ่ๆ อายุเป็นหลายร้อยหรือพันปีก็มี เช่น ต้นโอ๊ก ส่วนดอกไม้ก็มีหลายพันธุ์ เช่น กุหลาบ ไอริส แพนซี่ เป็นต้น และแม้ว่าต้นหนาวอย่างนี้ดอกไม้จะเริ่มแห้งหาย แต่ใบไม้ที่เปลี่ยนสีเป็นสีเหลือง ส้ม แดง น้ำตาลทั้งที่อยู่บนต้นและที่ร่วงหล่นสู่พื้นหญ้าก็สวยอย่างน่าอัศจรรย์ จึงไม่แปลกที่จะมีคนจับจองนั่งรถม้าเพื่อทำบุญและชมสวนคิวยาวเหยียด...นำความชื่นใจมาสู่ผู้จัดกิจกรรมยิ่งนัก
คุยกันเบาๆ ให้เพลินอารมณ์กันบ้างถึงธรรมชาติที่สวยงามปลายฤดูใบไม้ร่วงย่านชานกรุงลอนดอนไปแล้ว ทีนี้ก็ขอวกมาคุยเรื่องการโค้ชคนโดยใช้ม้าละกันนะคะ ดร.แอนเดรียส กับ แอนดรูว์ มูดี้ (ผู้ช่วยที่จบปริญญาตรี สาขาพฤติกรรมสัตว์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์) นั้นคือผู้มีบทบาทหลักในการโค้ชคนกลุ่มต่างๆ ได้แก่ เด็กธรรมดา เด็กพิเศษ บุคคลทั่วไป เป็นที่น่าพิศวงและประทับใจไปพร้อมๆ กันที่ได้เห็นว่ามนุษย์เราสามารถเรียนรู้อะไรได้มากมายจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์ซึ่งพูดภาษามนุษย์ไม่ได้อย่างม้า เริ่มจากกลุ่มเด็กๆ ซึ่งมีทั้งเด็กธรรมดาและเด็กออทิสติก สำหรับเด็กธรรมดา การที่พวกเขาได้เข้าเวิร์กช็อปคลุกคลีทำความรู้จักและสร้างสัมพันธ์กับม้าโดยเริ่มตั้งแต่การปัดแปรงขนม้า ให้น้ำและอาหาร ตลอดจนเก็บกวาดมูลและทำความสะอาดคอกม้าทำให้เขาเรียนรู้การมีวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักดูแลสัตว์ ไม่ใช่รู้จักแต่จะขี่ม้า บังคับม้า หรือชื่นชมม้าเฉพาะตอนที่มันสวยสะอาดเท่านั้น เด็กๆ เรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อม้าด้วยความเมตตา ความรักและเคารพในฐานะที่ม้าเป็นเพื่อนร่วมโลก พวกเขารู้จักใช้จิตวิทยา มีความอดทนที่จะคอยสังเกตปฏิกิริยาและพฤติกรรมสนองกลับที่ม้ามีต่อเขาเมื่อเขาปฏิบัติกับมันในแบบต่างๆ กัน ประสบการณ์ที่ได้จากม้าคือบทเรียนที่เด็กๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ รอบตัวพวกเขาได้ดีขึ้น ทำให้พวกเขามีวุฒิภาวะทางอารมณ์ (Emotional Quotient หรือ EQ) สูงขึ้น ไม่เจ้าอารมณ์เอาแต่ใจตนเอง ทำงานเป็นทีมร่วมกับเด็กอื่นๆ ได้ดี และเมื่อต้องรับบทบาทผู้นำ ก็เป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ อย่างจริงใจ
สำหรับเด็กออทิสติกก็เช่นเดียวกัน ความจริงแล้วเด็กกลุ่มนี้มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวมากทีเดียว แต่มีปัญหาด้านภาษา การสื่อสาร การควบคุมอารมณ์ ซึ่งทำให้มีปัญหาในการใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับบุคคลอื่น การที่ได้มาเข้าโครงการฝึกอบรมกับม้าที่แม้จะพูดไม่ได้ก็จริง แต่สามารถสื่อสารและให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ได้ในฉับพลันทันที ปฏิกิริยาย้อนกลับแบบ “ณ ที่นี้และบัดเดี๋ยวนี้” (Here and Now) จากม้าที่ไม่มีการเสแสร้งปิดบังความรู้สึกทำให้เด็กได้รับรู้ในบัดเดี๋ยวนั้นเลยว่าพฤติกรรมของเขาทำให้ม้ารู้สึกอย่างไร หากม้าไม่ชอบที่เด็กทำ ม้าก็จะเดินหนี ส่งเสียงร้อง เชิดศีรษะขึ้น และอาจมีท่าทีก้าวร้าวอื่นๆ ตอบกลับ หากเด็กอยากให้ม้าอยู่ใกล้ๆ อยากเล่นกับม้า เขาก็ต้องหัดสังเกตอารมณ์ท่าทางของม้าเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาให้เหมาะสม การที่รู้จักคำนึงถึงและสังเกตความรู้สึกของม้าช่วยพัฒนาทักษะในการสื่อสาร การแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กกลุ่มนี้ได้ดีขึ้น ช่วยให้เขาสามารถสื่อสารและใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่นๆ ในสังคมได้ดีขึ้นด้วย
และสำหรับบุคคลทั่วไปและนักบริหาร ม้ามีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อนให้เห็นตัวตนบุคลิกภาพส่วนลึกของพวกเขาออกมาให้เห็นเด่นชัด ในองค์กรพวกเขาคือผู้ที่มีความรู้สูง มีตำแหน่งงานสูง ใส่สูทโก้เวลาทำงาน มีคนหลายคนพินอบพิเทาประจบประแจงจนอาจทำให้ตนเองเคลิบเคลิ้มไปว่าตนนั้นคือคนเก่ง เป็นผู้นำที่มีคนยอมรับนับถือ แต่พอมาอยู่ในทุ่งกว้างกับม้าตัวหนึ่งที่พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้องตัวม้าและให้อาหารม้า (ซึ่งหลายคนอยากใช้วิธีนี้เพื่อจูงใจม้า) พวกเขาก็ได้เจอกับความท้าทายของจริง โดยภารกิจที่นักบริหารได้รับมอบหมายคือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ม้าเดินไปข้างหน้า หรือกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง เป็นต้น ช่วงเวลานี้เองที่เราจะได้เห็นความสามารถในการสื่อสาร การสร้างสัมพันธ์ การนำและการบริหารของคนกลุ่มนี้อย่างแท้จริง เราได้เห็นนักบริหารบางคนกวักไม้กวักมือ ผิวปาก วิ่งนำหน้าม้า และแม้กระทั่งลงทุนวิ่งกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเป็นตัวอย่างให้ม้าดู แต่ปรากฏว่าม้าก็ยืนนิ่งเฉยไม่สนใจสักนิด! แต่นักบริหารบางคนก็ใช้เวลาเพียงแป๊บเดียวในการจัดการให้ม้าทำสิ่งต่างๆ ได้ ผู้เขียนไม่ขอเปิดเผยว่ามีวิธีการอะไรที่จะบริหารให้ม้าปฏิบัติตามคำสั่งได้ ไม่ใช่ว่ามันเป็นความลับสุดยอดหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะมันไม่มีสูตรแน่นอนตายตัว ขนาดว่าในบางวันหากม้าไม่อยากทำตามคำสั่ง ต่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญก็สั่งมันไม่ได้ ทั้งนี้ข้อแม้คือ ไม่มีการใช้กำลังบังคับหรือเฆี่ยนตีม้า และไม่มีการให้สินบน เช่น อาหาร อย่างเด็ดขาด แต่ละวัน แต่ละเวลา ม้าก็มีจิตอารมณ์ที่เปลี่ยนไป หากเปรียบเทียบสนามฝึกคือองค์กร ม้าก็คือบุคลากรแปลกหน้าจากต่างวัฒนธรรมที่ผู้นำต้องเรียนรู้และตั้งใจศึกษาเพื่อรู้จักเขาอย่างถ่องแท้ แต่ทั้งนี้ต้องทำความเข้าใจประเมินตนเองเป็นอันดับแรกเลยว่า จิตวิญญาณที่แท้จริงของตนเองเป็นอย่างไร เป็นคนที่มีความกลัวอยู่ในเบื้องลึก ไม่ชอบสิ่งแวดล้อมที่แตกต่าง มีทัศนคติคับแคบ ไม่ชอบฟังความเห็นที่แตกต่าง ปรับตัวไม่ค่อยได้ หรือเป็นคนที่มีโลกทัศน์กว้าง เปิดใจกว้าง ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ปรับตัวเก่ง ฯลฯ ทั้งหมดนี้เรียนรู้ได้จากม้า
ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่าการโค้ชชิ่งโดยม้านี้ทำให้นักบริหารได้พัฒนาทักษะรอบด้านอันได้แก่ การรู้ตน (SelfAwareness) การพัฒนาความละเอียดอ่อนไหว (Sensitivity) ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดก่อนจะไปรู้เรื่องคนอื่น เข้าใจคนอื่น และนำคนอื่น จะสามารถปรับพฤติกรรมและกลยุทธ์ในการพัฒนาตนเอง ทีมงานและองค์กรให้ดำเนินชีวิตและงานท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลาได้อย่างมีประสิทธิผล ผู้เขียนได้รับฟังการประเมินจากปากของผู้เข้าร่วมโครงการโค้ชชิ่งด้วยม้านี้ว่า เป็นการฝึกอบรมที่ได้สาระลึกซึ้งบนความสนุกสนานอย่างมากๆ พวกเขาสามารถนำบทเรียนที่ได้รับจากม้าไปใช้ในองค์กรอย่างได้ผล ทำให้เขาทำงานเป็นทีมที่สร้างผลงานได้ดีขึ้นจากที่เคยมีแต่ข้อขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์กันบ่อยๆ และทำให้การประสานงานในองค์กรดีขึ้น นี่คือมหัศจรรย์แห่งการโค้ชชิ่งด้วยม้าค่ะ







