
117 ปี โฟชอง ทูตความอร่อยจากฝรั่งเศส
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1886 โอกุสต์ โฟชอง ย้ายจากเมืองคาลวาโดมาสู่ปารีสเพื่อเปิดแผงขายผักและผลไม้แผงเล็กๆ
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1886 โอกุสต์ โฟชอง ย้ายจากเมืองคาลวาโดมาสู่ปารีสเพื่อเปิดแผงขายผักและผลไม้แผงเล็กๆ ในย่าน ปลาซ เดอ ลา แมดเดอแลง โดยผักและผลไม้ของเขาล้วนเป็นสินค้าที่ขึ้นชื่อและมีคุณภาพจากหลากหลายท้องถิ่นในฝรั่งเศส จนร้านอาหาร “โฟชอง” เป็นที่เลื่องลือในวงกว้าง จากวันนั้นจนถึงวันนี้ นับเป็นเวลา 117 ปี ที่โฟชองได้รับรองแขกบ้านแขกเมืองของประเทศฝรั่งเศส นับตั้งแต่มหาเศรษฐีไปจนถึงราชวงศ์
ปี ค.ศ. 1886
โอกุสต์ โฟชอง ก่อตั้งร้านโฟชองร้านแรกในย่าน ปลาซ เดอ ลา แมดเดอแลง ซึ่งขายผักและผลไม้คุณภาพสูง รวมถึงสินค้าของชำอื่นๆ
ปี ค.ศ. 1895
โฟชองได้ขยายร้านเพื่อขายสินค้าประเภทขนมปังและขนมอบ
ปี ค.ศ. 1898
โฟชองได้เปิด Tea Salon เป็นร้านแรก ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็วในแวดวงสังคมชั้นสูงไปจนถึงราชวงศ์ทั่วโลก โฟชองได้กลายเป็นร้านที่เก๋ที่สุดในปารีส ด้วยการแหวกขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมการดื่มชาในสมัยนั้น ซึ่งนิยมดื่มตอนบ่ายสี่โมงตามแบบอังกฤษ โดยกำหนดเวลาดื่มชาแบบฝรั่งเศสเสียใหม่เป็นเวลาห้าโมงเย็น จนกลายเป็นที่มาของคำว่า Five O’Clock Tea
ปี ค.ศ. 1900
โฟชองได้ขยายธุรกิจไปสู่การจัดจำหน่ายสินค้าประเภทไวน์ โดยเปิดร้าน “Grandes Caves de Reserves des Magasins Fauchon” ซึ่งรวมเอาไวน์ทั้งจากฝรั่งเศสและประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาให้ชาวปารีสได้เลือกสรร
ปี ค.ศ. 1923
โฟชองสร้างสรรค์ขนมอบที่มีชื่อว่า “Megve” (เมอแชฟ) ซึ่งตั้งชื่อตามสถานที่เล่นสกียอดนิยมของชาวฝรั่งเศส และยังคงมีจำหน่ายในร้านจนถึงทุกวันนี้
ปี ค.ศ. 1945
ทายาทของโอกุสต์ โฟชอง เข้ามาสืบทอดกิจการหลังจากที่เขาเสียชีวิต
ปี ค.ศ. 1952
มร.โจเซฟ ปิโลซอฟ นักธุรกิจชาวบัลแกเรียเข้ามาซื้อกิจการของโฟชอง และด้วยความกล้าที่จะริเริ่มสิ่งใหม่ๆ บวกกับวิสัยทัศน์ที่ต้องการทำให้โฟชองเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก มร.ปิโลซอฟ ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Air France ซึ่งมาช่วยดูแลการขนส่งอาหารสดขึ้นชื่อจากต่างประเทศเพื่อมาขายในฝรั่งเศส รวมทั้งการนำสินค้าของโฟชองไปขายในต่างประเทศด้วย
ปี ค.ศ. 1960
สินค้าประเภทชารสผลไม้ของโฟชองเป็นที่นิยมสูงสุด และเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก โดยเฉพาะชาแอปเปิล ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในสินค้าขายดีตลอดกาลของร้าน ในเวลาต่อมา โฟชองยังคงใช้ทักษะการเบลนด์ชาชั้นสูงผนวกกับความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาชารสชาติใหม่ๆ เพิ่มเติมจากชารสผลไม้ที่มีอยู่เดิม เช่น ชากลีบดอกไม้ ซึ่งยังคงเป็นสินค้าขายดีจนถึงทุกวันนี้
ปี ค.ศ. 1972
โฟชองเริ่มขยายสาขาไปในหลายประเทศทั่วโลก ภายใต้แนวคิดการทำหน้าที่เสมือนเป็นทูตของอาหารฝรั่งเศส โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ปี ค.ศ. 2004
มร.มิเคล ดูครอส ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของโฟชองมาตั้งแต่ปี 1998 ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ดูแลธุรกิจทั้งหมด และเป็นผู้ที่ได้พาโฟชองก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ด้วยแผนทางธุรกิจที่เรียกได้ว่าสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับโฟชองและวงการธุรกิจอาหารทั่วโลก มร.ดูครอส ได้เนรมิตภาพลักษณ์ใหม่ให้กับโฟชอง โดยเติมความทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นให้กับแบรนด์ผ่านการออกแบบรูปลักษณ์ของร้านและบรรจุภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด รวมถึงการใช้กราฟฟิกที่ไม่เหมือนใครด้วยคู่สีดำและชมพูมาเจนต้าสดใส แต่ในขณะเดียวกันยังคงยึดมั่นรากเหง้าความเป็นอาหารฝรั่งเศสแท้ๆ ด้วยคอนเซปต์ “Made in F – Made in Fauchon, Made in France” ซึ่งยังคงเป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่าวัตถุดิบเกือบทั้งหมดในครัวของโฟชองจะต้องมาจากฝรั่งเศส รวมไปถึงเชฟก็จะต้องได้รับการอบรมจากประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น ซึ่งเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของร้าน นั่นคือ มุมมองที่ว่าอาหารไม่ได้มีไว้เพื่อรับประทาน หากเป็นชิ้นงานศิลปะที่ให้สุนทรีย์ทั้งรูปลักษณ์และรสชาติ จึงไม่น่าแปลกใจที่โฟชองจะปฏิบัติกับสินค้าของร้านราวกับเป็นของล้ำค่า ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากหีบห่อบรรจุภัณฑ์และการตกแต่งภายในร้านที่จัดวางอย่างประณีต เพื่ออวดโฉมสินค้าแก่แขกในร้านได้อย่างเต็มที่
ปี ค.ศ. 2014
โฟชองยังคงเดินหน้าขยายสาขาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันออกกลางและเอเชีย (รวมทั้งประเทศไทย) เพื่อนำเสนออาหารฝรั่งเศสแท้ๆ คุณภาพสูงให้ผู้มีรสนิยมในการใช้ชีวิตได้ดื่มด่ำต่อไป โดยมีสินค้าที่เป็นซิกเนเจอร์อย่างเช่น เอแคลร์ และมาการง







