
ดื่มกาแฟ ดื่มประวัติศาสตร์ (2)
กาแฟในอังกฤษมีจุดเริ่มต้นในยุคที่พวกพิวริแตนเรืองอำนาจ ร้านกาแฟเป็นสถานที่พบปะที่น่าเคารพ ดูสุภาพและสุขุมกว่าร้านเหล้าเพราะมีบรรยากาศสว่างไสว
โดย...เกดริน / ภาพ : กาแฟดริป
กาแฟในอังกฤษมีจุดเริ่มต้นในยุคที่พวกพิวริแตนเรืองอำนาจ ร้านกาแฟเป็นสถานที่พบปะที่น่าเคารพ ดูสุภาพและสุขุมกว่าร้านเหล้าเพราะมีบรรยากาศสว่างไสว ประดับด้วยชั้นหนังสือ กระจก ภาพวาด แวววาวกับเครื่องเรือนชิ้นงาม
ร้านกาแฟเป็นศูนย์กลางถกเถียงทางการเมืองและการวางแผนเพื่อปูทางให้กษัตริย์ ชาร์ล ที่ 2 ขึ้นครองบัลลังก์ในปี 1660 ขณะที่กรุงลอนดอนก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิการค้าที่เฟื่องฟู นักธุรกิจก็นิยมใช้ร้านกาแฟเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์และพูดคุยเรื่องธุรกิจ กลายเป็นที่ที่ได้รับความนิยมทั้งจากพวกพิวริแตน นักวางแผน และเหล่านายทุน
ร้านกาแฟแห่งแรกในลอนดอนเปิดให้บริการเมื่อปี 1652 เป็นของชาวอาร์เมเนียนาม “ปาสกัว โรซี” ในทศวรรษ 1650 มีร้านกาแฟผุดขึ้นมากมาย ในปี 1663 กรุงลอนดอนมีร้านกาแฟมากถึง 83 แห่ง น่าเสียดายที่ร้านกาแฟรุ่นบุกเบิกส่วนใหญ่ถูกเผาทำลายไปในเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1666 แต่ต่อมาก็มีการเปิดร้านกาแฟเพิ่มเติมเข้าไปอีก จนสิ้นศตวรรษมีจำนวนมากกว่าร้อยแห่ง
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งระบุว่ามีร้านกาแฟมากถึง 3,000 แห่ง ในขณะที่กรุงลอนดอนขณะนั้นมีประชากรเพียง 6 แสนคน ไม่เพียงเป็นสถานที่ขายกาแฟ ร้านกาแฟได้กลายมาเป็นสถานที่ใหม่ในการแลกเปลี่ยนความคิด ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
เมื่อนักธุรกิจในยุโรปสมัยศตวรรษที่ 17 ต้องการฟังข่าวสารล่าสุดเรื่องเงินๆ ทองๆ ตรวจสอบราคาสินค้า ตามเกาะข่าวซุบซิบนินทาในวงการเมือง ติดตามความก้าวหน้าล่าสุดในวงการวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่ฟังคำวิจารณ์เกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ พวกเขาก็แค่เดินไปที่ร้านกาแฟแล้วจ่ายเงินในราคากาแฟหนึ่งแก้ว ด้วยเหตุนี้ ร้านกาแฟในยุโรปจึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลของนักวิทยาศาสตร์ นักธุรกิจ นักเขียน และนักการเมือง
ร้านกาแฟบางแห่งแสดงราคาสินค้า ราคาหุ้น รายชื่อสินค้าบนเรือเอาไว้บนผนัง ตามแต่ความสนใจของกลุ่มลูกค้า ร้านกาแฟยังเป็นสถานที่พบปะของนักแสดง นักดนตรี ตลอดจนนักเดินเรือที่มองหางาน โดยร้านกาแฟที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม หรือเป็นที่ชุมนุมหรือถกเถียงในบางหัวข้อก็มักกระจุกตัวอยู่ในย่านเดียวกันเสมอ
สภาพเช่นนี้ชัดเจนที่กรุงลอนดอน ในปี 1700 ร้านกาแฟที่เปิดบริการนับร้อย แต่ละแห่งมีชื่อและป้ายแตกต่างกันไปแขวนอยู่เหนือประตู เช่น ร้านกาแฟแถบเซนต์เจมส์และเวสต์มินสเตอร์มักเป็นที่สังสรรค์ของนักการเมือง ร้านที่อยู่ใกล้มหาวิหารเซนต์ปอลคือที่ชุมชุมของเจ้าหน้าที่ในโบสถ์และนักการศาสนา ขณะที่คอวรรณกรรมจะไปอยู่ที่ร้านกาแฟวิลล์ในสวนโคฟแนน ร้านกาแฟรอบๆ รอยัลเอ็กซ์เชนจ์ก็จะมีนักธุรกิจแวะเวียนมาไม่ขาด มีการซื้อขายหนังสือในร้านกาแฟแมนบนถนนแชนเซอรี สินค้าสารพัดชนิดถูกนำมาเปลี่ยนกันในร้านกาแฟหลายแห่งราวกับเป็นห้องประมูล
ว่ากันว่า ยุคนั้นมีร้านกาแฟที่มีชื่อเสียงเฉพาะด้าน กระทั่งนิตยสารแทตเลอร์ ซึ่งเปิดตัวในกรุงลอนดอนเมื่อปี 1709 ใช้ชื่อร้านกาแฟเป็นหัวเรื่องของแต่ละคอลัมน์
ข้ามไปดูร้านกาแฟในกรุงปารีส ในปี 1750 มีร้านกาแฟถึง 600 แห่ง แต่ละแห่งเป็นที่ชุมนุมของผู้ที่สนใจแตกต่างกันไปเช่นเดียวกับในลอนดอน กวีและนักปรัชญามักมารวมกันที่คาเฟ่ปานาส และคาเฟ่โปรโคป มี “รุสโซ ดิเดโรต์ ดาเลมแบร์” รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักการเมืองอเมริกันอย่าง “เบนจามิน แฟรงคลิน” เป็นลูกค้าประจำ “วอลแตร์” จะมีโต๊ะและเก้าอี้ตัวโปรดในร้านโปรโคป ลือกันว่า เขาดื่มกาแฟวันละนับสิบถ้วย พวกนักแสดงจะไปชุมนุมกันที่คาเฟ่อองเกล นักดนตรีนิยมคาเฟ่อเล็กซองด์ นายทหารไปสังสรรค์ที่คาเฟ่เดซามส์ ส่วนคาเฟ่เดซาเวิร์กนั้นเป็นที่ร่ำลือว่าเป็นม่านรูด
การขาดเสรีภาพในการพิมพ์ทำให้บทกวี บทเพลง รวมถึงเรื่องซุบซิบตามร้านกาแฟกลายเป็นแหล่งข่าวสำคัญของชาวปารีส กระทั่งร้านกาแฟกลายมาเป็นศูนย์กลางเพาะบ่มความคิดปฏิวัติ
จูล มิตเชอเลอร์ นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้บันทึกไว้ว่า “ผู้ไปร่วมชุมนุมที่คาเฟ่เดอโปรโคปทุกวันจะได้เห็นแสงสว่างของปีแห่งการปฏิวัติ ซ่อนอยู่ในเครื่องดื่มสีดำ”
นี่เอง กาแฟจึงถือเป็นเครื่องดื่มที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ของโลก







