
ปลูกเฟินได้อย่างไรในกรุงเทพฯ (2)
ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การงอกและการเจริญเติบโตของเฟิน
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
ฉบับที่แล้วได้กล่าวถึงความแตกต่างของสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การงอกและการเจริญเติบโตของเฟินในสภาพธรรมชาติของป่าคอนกรีตในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายคนคงข้องใจว่าเหตุใดเราจึงไม่พบเฟินบนคาคบไม้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่ต้นไม้ในสิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ ยองแกน หรือย่างกุ้ง มะนิลา ล้วนแต่เต็มไปด้วยเฟินอิงอาศัยเกาะอาศัยอยู่บนกิ่งก้านต้นไม้ใหญ่ในเขตนครหลวงเต็มไปหมด
ปัจจัยหนึ่งซึ่งทำให้กรุงเทพฯ ดูแห้งแล้งไม่มีชีวิตชีวา ไม่มีพืชอิงอาศัยชนิดใดมาเกาะอาศัยอยู่ตามคาคบไม้ใหญ่ได้ นั่นคือ ปัจจัยของสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปของกรุงเทพฯ นั่นเอง หนึ่งในปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยก็คือเรื่องของความชุ่มชื้นในบรรยากาศ ความชุ่มชื้นที่สูงและสม่ำเสมอในเขตกรุงเทพฯ นั้นสูญหายไปนานแล้ว หายไปพร้อมๆ กับต้นไม้ใหญ่อายุยืนนาน เช่นเดียวกับในนครสิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ มะนิลา และย่างกุ้ง (ยองแกน) นั้นถูกกรุงเทพฯ ตัดโค่นทิ้งอย่างหนักติดต่อกันเป็นสิบๆ ปี จนปัจจุบันหาดูเกือบไม่เห็นเสียแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือที่ถนนวิทยุ แถบหน้าสถานทูตอเมริกา สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ฯลฯ ถ้ากรุงเทพฯ ไม่เกรงใจสถานทูตเหล่านั้นป่านนี้ต้นจามจุรี (ก้ามปูหรือฉำฉา) ตามแนวถนนคงถูกตัดโค่นทิ้งไปนานแล้ว เช่นเดียวกับต้นก้ามปูยักษ์ตามแนวถนนพหลโยธินตั้งแต่บางเขนจนถึงดอนเมือง เดี๋ยวนี้หาได้สักต้นสองต้นก็แสนยาก แม้แต่ต้นก้ามปูตามแนวถนนงามวงศ์วานแนวข้างรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ตามที ถูกตัดถูกโค่นจนปัจจุบันเหลืออยู่สักต้นสองต้นก็แสนยาก ต้นไม้ที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนในประเทศไทยคงไม่มีอะไรดีเท่าต้นจามจุรีหรือก้ามปูหรอกคับ
ไม่ใช่มีแต่ต้นจามจุรีเพียงอย่างเดียว ต้นไม้ในวงศ์ถั่วที่ขึ้นได้ดีในกรุงเทพฯ แต่ถูกตัดอย่างล้างผลาญจนหาดูเกือบไม่ได้เสียแล้ว นั่นคือ ต้นประดู่ ขิงอ่อน (อังสนา) ซึ่งเคยขึ้นตามแนวลำคลอง ริมถนนสาทรนับร้อยนับพันต้น ในปัจจุบันหายสาบสูญไปแล้ว เช่นเดียวกับต้นไทรย้อยใบคู่ ไทรย้อยใบแหลม ปัจจุบันถูกตัดทำลายจนเหลืออยู่เพียงบางจุดในกรุงเทพฯ เท่านั้น แล้วอย่างนี้จะให้กรุงเทพฯ ไม่ร้อน ไม่แล้ง ผิดสภาพกับเพื่อนบ้านในอาเซียนเขาได้อย่างไร?
เหตุผลอีกประการที่ต้นจามจุรีเป็นที่อยู่อาศัยของพืชอิงอาศัยได้อย่างหลากหลายก็คือ ความเป็นพืชวงศ์ถั่วของมัน ต้นจามจุรีจะห่อพันใบของมันในเวลาประมาณ 56 โมงเย็นทุกวัน หรือแม้เวลาก่อนมีพายุฝน ซึ่งการห่อพันใบของพืชวงศ์ถั่วนี้จะเห็นได้ชัดในต้นไมยราบ (Mimosa) กระถินต่างๆ เช่นกัน การพันใบนี้ทำให้น้ำค้างน้ำฝนได้พุ่งลงไปที่ส่วนในของพุ่มใบ ช่วยชำระล้างฝุ่นละอองและปะทะกับกิ่งก้านผิวลำต้นซึ่งช่วยดูดซับน้ำฝนไว้อย่างเต็มที่ ทำให้พืชอิงอาศัยได้เจริญงอกงามตลอดระยะฤดูฝนหลายเดือน
ต้นไม้รุ่นใหม่ที่นิยมถูกทางการผู้รับผิดชอบนำเข้ามาปลูกในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น ชมพูพันธุ์ทิพย์ เลี่ยน เสลา สะเดา ตะแบก หรือกระถินณรงค์ หรือแม้แต่ไม้ยอดนิยมยุคปัจจุบันคือ หูกระจง จากแอฟริกาตะวันตก (ไอวอรีโคสต์) ดูจะไม่มีต้นพืชอิงอาศัยไปเกาะอาศัยอยู่ได้เลย
เราเคยเห็นคนสวนของกรุงเทพฯ ซึ่งรับผิดชอบสวนในกรุงเทพฯ พยายามทำสวนแนวตั้งตามใต้ทางด่วน ใต้สะพานลอย ตามสี่แยกใหญ่หลายแห่ง แต่ผลที่ได้รับทางตาดูจะไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเอาเสียเลย ดูขัดตา และหลายวาระที่คิดว่าไม่มีเสียเลยจะดีกว่า ความพยายามที่จะปลูกเฟินอิงอาศัย เช่น ข้าหลวง (Asplenium nidus) ห่อด้วยกาบมะพร้าวและหุ้มด้วยตาข่ายพลาสติกสีดำไปแปะไว้ตามคาคบต้นไม้เล็กๆ ยังผลให้ต้นเฟินข้าหลวงที่น่าสงสารเหล่านั้นทิ้งใบแห้งและลดขนาดลงเรื่อยๆ เพราะได้น้ำบ้างไม่ได้น้ำบ้าง และสภาพแวดล้อมก็ไม่เอื้ออำนวย ดังอธิบายไปแล้วในตอนที่ผ่านมา ขอร้องละครับ ช่วยเก็บเอาลงไปใส่กระถางปลูกเลี้ยงในโรงเรือนให้เขามีชีวิตรอดอยู่เถอะ อย่าถือเป็นการเสียหน้าอะไรเลย
เฟินที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมในเมืองหลวงของหลายประเทศ (เว้นไทย) ได้แก่ เกล็ดนาคราช (Pyrrosia piloselloides) ข้าหลวง หลังวาย (Asplenium nidus) กระแตไต่ไม้ (Drynaria quercifolia) ห่อข้าวย่าบาหรือห่อข้าวสีดา (Platycerium wallichii) และเฟินที่ไม่ค่อยคุ้นหน้าในกรุงเทพฯ เช่น ลิงภา ยุ่ง (Lygodium microphyllum) กูดตาด (Pteridium vittata) เฟินใบมะขาม (Nephrolepis biserrata) เฟินท้องเงิน (Pityrogramma calomelanos) ฯลฯ







