posttoday
วิถีชีวิตเกษตรกรไทย

วิถีชีวิตเกษตรกรไทย

30 พฤศจิกายน 2556

แม้พ่อแม่จะไม่อยากให้เป็นชาวนา ด้วยเหตุผลว่า เป็นอาชีพที่ลำบาก แถมไม่ร่ำรวย

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล, สิทธิณี ห่วงนาค ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

@ โสดเลือดใหม่ ลุยแบบมีนวัตกรรม

แม้พ่อแม่จะไม่อยากให้เป็นชาวนา ด้วยเหตุผลว่า เป็นอาชีพที่ลำบาก แถมไม่ร่ำรวย แต่ มานพ แก้วโกย วัย 24 ปี ในฐานะคนรุ่นใหม่ กลับมองมุมกลับ เพราะในทันทีที่จบจากภาควิชาคณะวิศวกรรมอาหาร คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตั้งใจว่าจะต้องกลับมาพลิกฟื้นผืนนาบ้านเกิดใน จ.สุรินทร์ เพื่อยกระดับคุณภาพชาวนาและการผลิตพร้อมทำตลาดข้าวไทย ให้มีมูลค่าเพิ่มได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบพ่อค้าคนกลาง

มานพเล่าถึงการเริ่มต้นธุรกิจครั้งแรกในชีวิต ที่ใช้ทุนจากเงินเก็บเมื่อตอนยังเป็นนักศึกษา บวกกับเงินยืมมาจากพี่สาวรวมแล้วประมาณ 6 หมื่นบาท เพื่อเป็นค่าออกแบบและพัฒนาแพ็กเกจจิ้ง สินค้าข้าวหอมมะลินิล อินทรีย์ (ออร์แกนิก) ภายใต้แบรนด์ “เนเจอร์ฟู้ด” (NatureFood) โดยอาศัยความโชคดีที่เกิดเป็นลูกชาวนาที่มีที่ทำกินของตัวเอง บนที่นากว่า 20 ไร่ ของพ่อแม่เป็นแหล่งผลิตข้าววัตถุดิบหลัก

พร้อมกับใช้ความรู้ที่ได้มาจากสาขาที่เรียน บวกกับความกรุณาของอาจารย์ในสถาบัน ร่วมต่อยอดสินค้าข้าวหอมมะลินิลออร์แกนิก ด้วยการนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า จนได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ ข้าวควบคุมน้ำหนักสูตรเฉพาะภายใต้แบรนด์เนเจอร์ฟู้ด โดยทำตลาดผ่านช่องทางขายตรง และเครือข่ายออนไลน์เฟซบุ๊ก www.facebook.com/naturefoods และในร้านค้าปลีกพิเศษ อย่าง เลมอนฟาร์ม ร้านสบายใจ วังหิน ฯลฯ มาร่วมปี

วิถีชีวิตเกษตรกรไทย

 

กระทั่งมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นมาจำนวนหนึ่ง มานพจึงตัดสินใจขยายการลงทุนใหม่ในปีนี้ อีกราว 6 แสนบาทเพื่อสร้างโรงงานผลิตและบรรจุสินค้าที่บ้านใน จ.สุรินทร์ เพื่อให้สามารถควบคุมการผลิตได้อย่างใกล้ชิด และเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้อีกหลายเท่าตัว จากปัจจุบันในที่นากว่า 20 ไร่ ของที่บ้านและอีก 12 ไร่ ของที่ชาวนารายอื่นๆ ที่เข้าร่วมทำให้มีกำลังการผลิตข้าวอยู่ที่ 16 ตันต่อปี

“การสร้างโรงงานขึ้นมาเองนั้น ยังจะเข้ามาช่วยเหลือในการตัดระบบพ่อค้าคนกลาง หรือไม่ต้องผ่านระบบยี่ปั๊วซาปั๊ว อีกต่อไปด้วย รวมถึงการนำนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวหอมนิลที่พบว่าสามารถสร้างกำไรได้มากกว่าข้าวหอมธรรมดาทั่วไปราว 30%” มานพ กล่าว

อีกหนึ่งปัญหาของชาวนาไทย ที่สั่งสมมาเนิ่นนานและไม่สามารถทำให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้นั้น ส่วนหนึ่งคือการขาดองค์ความรู้ ทั้งการบริหารจัดการที่เป็นระบบในเชิงเกษตรกรรม และการพัฒนาไปสู่การตลาดได้ และที่สำคัญ คือ การจัดทำบัญชีง่ายๆ หรือบัญชีครัวเรือนเพื่อให้รับรู้ถึงต้นทุนการผลิตที่แท้จริง หากคำนวณคร่าวๆ ชาวนาจะใช้ทุนราว 7,000-7,800 บาทต่อการทำนาขนาด 1 ไร่

ต้นทุนดังกล่าว ภายในระยะเวลาการปลูกข้าวราว 5 เดือน ก็จะได้ผลผลิตข้าวราว 450-500 กิโลกรัม และหากต้องการให้ได้ข้าวเปลือก 1 ตัน ก็ต้องปลูกข้าวบนที่นาราว 2 ไร่ ซึ่งจะสามารถขายข้าวเปลือกสดได้ 1.2 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งจะขาดทุนทันที 2,000 บาท และหากเข้าโครงการรับจำนำของรัฐ ก็จะได้ราคาราว 1.5 หมื่นบาทต่อตัน ซึ่งได้กำไรเพียง 1,000 บาทเท่านั้น ถือเป็นราคาที่ค่อนข้างเจ็บปวดไม่ใช่น้อย ที่สะท้อนเป็นรูปธรรมได้ชัดว่า ทำไมชาวนาไทยถึงยังจนอยู่

วิถีชีวิตเกษตรกรไทย

 

จากความมุ่งมั่นที่อยากให้พ่อแม่และชาวนาไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นับเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้มานพทิ้งชีวิตในเมืองหลวง แล้วหันกลับไปพัฒนาบ้านเกิดในอาชีพชาวนาอย่างเต็มตัวและหัวใจ

@ เกษียณ ขอใช้พื้นที่หัวใจบวกกำไรชีวิต

ลุงจำรัส คูหเจริญ วัย 74 ปี สวมเสื้อม่อฮ่อม ใบหน้าเปียกด้วยหยาดเหงื่อ แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มจากความสุขในชีวิตหลังเกษียณ ดูเผินๆ คุณลุงก็เหมือนเกษตรกรทั่วไป แต่หากสืบประวัติจะพบว่าคุณลุงจำรัสเป็นถึงอดีตข้าราชระดับสูง กระทรวงคมนาคม จบปริญญาตรี สาขาพืชสวนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (เคยู 15) และได้ทุนเรียนต่อประเทศญี่ปุ่นจากรัฐบาล เป็นเครื่องการันตีความรู้จากภาคสังคม

หลังเกษียณคุณลุงจำรัสได้ยึดอาชีพปลูกมะนาวเพื่อจำหน่ายทั้งผลและกิ่งพันธุ์เป็นหลัก โดยเอาความรู้ที่มีติดตัวตั้งแต่เด็กที่ช่วยบิดามารดา ปลูกส้ม ปลูกมะนาว ผสานกับความรู้ด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช ที่ได้จากการเรียนเกษตร มาเป็นอาชีพเสริม เลี้ยงชีพเพิ่มหลังเกษียณ ในพื้นที่แปลงปลูกสวนธนบุรี ริมถนนเทอดดำริ เขตภาษีเจริญ กว่า 2 ไร่ ซึ่งแต่เดิมมีกว่า 10 ไร่ แต่ถูกถนนและรถไฟฟ้าตัดผ่าน

“ก่อนหน้าสมัยรับราชการชั้นผู้น้อย ได้วิชาปลูกกล้วยไม้เพราะเป็นศิษย์อาจารย์ระพี สาคริก ปลูกและปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ขายจนสามารถปลูกบ้านสองชั้นได้ 1 หลัง ตามด้วยอีกหลายรางวัลในฐานะนักพัฒนาพันธุ์ ต่อมาได้ทุนไปญี่ปุ่นต้องไปอยู่ที่นั่นหลายปี จึงไม่ได้มาดูแลกล้วยไม้ กลับมากล้วยไม้เหลือสองต้น เพราะไม่มีใครดูแลเป็น ก็เลยเลิกปลูก หันมาปลูกโป๊ยเซียนในช่วงที่ฮิตกันมาก หลังตลาดโป๊ยเซียนซาลงจึงมาปลูกมะนาวเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน”

เริ่มแรกคุณลุงปลูกมะนาวแป้นเป็นหลัก แต่โดนโรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นศัตรูร้ายของมะนาวระบาด จึงได้เริ่มพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ จนได้พันธุ์จำรัส 28 เป็นมะนาวลูกผสมระหว่างมะนาวจำรัส 9 (พันธุ์แม่) ผสมกับมะนาวแป้นจริยาเบอร์ 1 ทำให้ได้มะนาวผลแบน แบบมะนาวแป้นทั่วไป น้ำและกลิ่น เหมือนมะนาวแป้นทุกประการ เปลือกบาง น้ำมาก ตามด้วยพันธุ์จำรัส 29 ซึ่งต้านทานโรคแคงเกอร์ เป็นพันธุ์ลูกผสมระหว่างแป้นพวง (พันธุ์แม่) ผสมกับมะนาวน้ำหอม (ด่านเกวียน) จำรัส 29 จึงเป็นมะนาวที่ผลใหญ่ เปลือกบาง ให้น้ำมาก และมีกลิ่นหอมเหมือนมะนาวด่านเกวียนและลูกดก โดยหากเลี้ยงดีจะให้ผลได้ถึง 500 ผลต่อต้น ทั้งสองพันธุ์ได้ทดลองปลูกจนแน่ใจว่าได้ดีและมีความเสถียรของทางวิชาการแล้วจึงได้จดทะเบียนพันธุ์ไว้กับกรมวิชาการเกษตรเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งกว่าจะได้พันธุ์นี้ใช้เวลาประมาณ 4 ปี

สำหรับการปลูกมะนาวนั้น ลุงจำรัสบอกว่า การจะปลูกให้ได้ดี ต้องหาความรู้และเข้าใจก่อนที่จะลงมือ ซึ่งกว่าจะมาถึงวันนี้ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูกมามาก และต้องฉลาดที่จะเลือกเวลาให้ผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงที่ผลผลิตน้อยเพื่อให้ได้ราคาที่ดี

“แทนที่เราจะปลูกไปเรื่อย ออกผลตามฤดูกาล เราจะขายได้ใบละ 1 บาท หรือ 100 ผล 20 บาทเหมือนที่เห็นทั่วไป แต่หากปลูกออกนอกฤดูได้ สามารถขายได้ถึงผลละ 512 บาท การวางแผนเพื่อบังคับให้ผลผลิตออกนอกฤดูกาลจึงเป็นปัจจัยสำคัญของเกษตรกร ร่วมถึงการสังเกต ดิน น้ำ จะทำให้เราอยู่ได้อย่างสบายๆ เพราะมะนาวเริ่มปลูกต้นทุนเพียง 5 หมื่นต่อไร่ เลี้ยงให้ดีจะมีอายุถึง 30 ปี”

ปัจจุบันคุณลุงจำรัสสอนนักศึกษาทั้งระดับมหาวิทยาลัยและเทคโนโลยี รวมถึงผู้สนใจที่จะเป็นเกษตรกรปลูกมะนาว ซึ่งการสอนทั้งหมดเป็นการสอนฟรี เป็นวิทยาทาน เพราะไม่อยากให้ความรู้ตายไปกับตัว สำหรับผู้มาเรียนนั้นมีทั้งประเภทเรียนเพื่อเอาทฤษฎี และเรียนเพื่ออยากเป็นชาวสวน ซึ่งหลายรายเมื่อมาเรียนแล้วก็ต้องการเป็นเกษตรกรปลูกมะนาว เพราะเห็นว่าเป็นพืชที่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงชีพได้ ลูกศิษย์บางคนเริ่ม 2 ไร่ บางคนเริ่ม 5 ไร่ แต่ปัจจุบันหลายคนกลับไปโค่นลำไย มังคุด เพื่อขยายพื้นที่ปลูก เนื่องจากได้ผลผลิตดีทำให้มีโรงแรมและตลาดมาจองซื้อกันจนหมด

ลุงจำรัสฝากบอกด้วยว่า การทำการเกษตรนั้นสามารถทำได้ทุกคน เพื่อบริโภคในครัวเรือนลดรายจ่าย หากเราปลูกได้ดีก็จะทำให้เพิ่มรายได้ และไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่มาก แต่ต้องมีพื้นที่หัวใจให้มาก เพราะคนทำสวนต้องขยัน หากใครสนใจลุงพร้อมจะสอนทุกเมื่อ โดยสามารถโทรศัพท์ 081-552-6700 ได้ทุกเวลา เพราะปัจจุบันคุณลุงอยู่ในช่วงของการใช้กำไรชีวิตที่ได้ทำมา จากการไม่เคยหยุดเรียนรู้ตั้งแต่วัยเด็ก

ข่าวล่าสุด

ผลบอล เอฟเอคัพ ! แมนซิตี้ ชนะ เชลซี 1-0 ซิวแชมป์เอฟเอคัพ สมัย 8

ผลบอล เอฟเอคัพ ! แมนซิตี้ ชนะ เชลซี 1-0 ซิวแชมป์เอฟเอคัพ สมัย 8