posttoday
โตโน่ ฝันที่ต้องไปให้ถึง

โตโน่ ฝันที่ต้องไปให้ถึง

30 พฤศจิกายน 2556

ใครจะคิดว่าเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งจะกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศในฐานะเดอะสตาร์

โดย...วรธาร / ภาพ ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

ใครจะคิดว่าเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งจะกลายเป็นบุคคลมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศในฐานะเดอะสตาร์ นักร้อง และนักแสดงคนหนึ่งของประเทศไทย ทั้งที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดและฝันมาก่อนว่าจะมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ แต่ทว่าเมื่อก้าวมาถึงจุดนี้ได้ เขาก็มีฝันไม่น้อยกว่าหนึ่งที่ต้องตามและไปให้ถึง และตอนนี้ความฝันบางอย่างนั้นบรรลุผลแล้ว แต่บางอย่างยังตามฝันต่อไป

เขาคนนั้น คือ “โตโน่” ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ นักร้องและนักแสดงหนุ่มวัย 26 ปี จาก จ.ขอนแก่น ที่ตอนนี้ชื่อของเขาถูกพูดถึงมากขึ้น ทั้งในเชิงชื่นชมโถมนาการจากคนที่เห็นด้วย และในส่วนของคนที่เห็นต่างที่ไม่พอใจต่อตัวเขาจากการที่ได้ขึ้นแสดงความเห็นบนเวทีการเมืองฟากราชดำเนินที่ผ่านมา

ไม่เคยรู้ครอบครัวเป็นหนี้ 10 ล้าน

โตโน่ เล่าชีวิตในวัยเด็กให้ฟังว่า เขาเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง ไม่ถึงกับเดือดร้อน คุณพ่อทำค่ายมวย ส่วนเขานอกจากเรียนหนังสือแล้วก็เรียนศิลปะมวยไทยไปด้วย โดยมีพ่อเป็นครูมวยคนแรก พร้อมกับมีโอกาสได้ไปต่อยในเวทีต่างๆ ในจังหวัด ชีวิตมีความสุขไปตามวัย แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อพ่อได้เสียชีวิตลงกะทันหัน และหลังจากวันนั้นก็ได้รู้ว่าครอบครัวเป็นหนี้ 10 กว่าล้าน

“ในวัยเด็กชีวิตผมมีความสุขนะ พ่อเปิดค่ายมวย (ชื่อ ส.บริการ พ่อเป็นนักมวยเก่ามาก่อนชื่อ ไพรอนันต์ แก้วสุริยะ) แล้วก็สอนแม่ไม้มวยไทย ส่งผมไปต่อยตามเวทีต่างๆ ชีวิตผมตอนนั้นมีความสุขดีตามประสาเด็ก แต่มาวันหนึ่งตอนที่ผมอายุราวๆ 10 ขวบ พ่อเส้นเลือดใหญ่ในสมองแตกเสียชีวิต และวันนั้นก็ทำให้ผมได้รู้ว่าครอบครัวเราเป็นหนี้มหาศาล 10 กว่าล้าน ซึ่งเป็นช่วงฟองสบู่แตกพอดี จากนั้นวิถีชีวิตผมก็เปลี่ยนไป ค่ายมวยก็ต้องเลิกกิจการ ภาระทุกอย่างจึงเทไปที่แม่ แต่แม่ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ผมจึงพยายามผ่องถ่ายภาระอันหนักหน่วงจากแม่เท่าที่จะทำได้”

โตโน่ ฝันที่ต้องไปให้ถึง

 

ด้วยความที่ถูกเลี้ยงและบ่มเพาะในสิ่งที่ดี เขาจึงทำทุกอย่างที่เป็นงานสุจริต เพื่อให้ได้เงินมาสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเรียนของตัวเอง และให้แม่ไว้ใช้สอย แม้จะไม่ใช่เงินที่มาก แต่เขาก็รู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนแบ่งเบาภาระของครอบครัว

“ผมต้องช่วยเหลือตัวเอง อะไรที่เป็นงานสุจริตและมีเงินเข้ากระเป๋าจะมากจะน้อยผมทำหมด ไม่ว่าเอาของเล่นมือสองไปขาย หรือปั่นจักรยานแจกโบรชัวร์กับเพื่อนได้วันละ 250 บาท ก็ทำมาแล้ว และทำแบบนี้จนเรียนจบมัธยมปลายที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด”

เรียน ป.ตรีแค่ 2 ปีครึ่ง

หลังจบ ม.ปลาย ก็สอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สาขาธุรกิจการบิน หวังจบไปทำงานสจ๊วต และอีกส่วนหนึ่งคือต้องการได้ภาษา ซึ่งต้องไปเรียนที่ศูนย์หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามที่ตั้งใจแต่แรก เพราะต้องการหลีกเลี่ยงปัญหารถติดในกรุงเทพฯ

ระหว่างเรียนเขาไม่เคยปล่อยเวลาแต่ละวันให้สูญเปล่า กลางวันไปเรียนหนังสือ ส่วนกลางคืนออกไปเล่นดนตรีในผับกับเพื่อนๆ และวันหยุดก็ขายขนมปังปิ้งได้เงินมาก็แบ่งเก็บแบ่งใช้

“ตอนอยู่ประจวบฯ ชีวิตผมมีความสุขสนุกดี ในเรื่องของการเรียนก็ใช้เวลาเรียนแค่ 2 ปีครึ่งจบ เพราะลงซัมเมอร์ทุกตัว รอรวมรับปริญญาด้วยก็ 3 ปีกว่าๆ ได้สังคมกับเพื่อนๆ คนใต้ ขณะเดียวกันก็ได้ทำสิ่งที่ชอบ คือ เล่นดนตรีไปด้วย โดยช่วงที่รอรับปริญญาได้ตระเวนเล่นแถวชะอำ เพชรบุรี และหัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ ได้เงินมาก็เก็บ ด้วยหวังว่าวันหนึ่งจะมีเงินไปเที่ยวเยอรมนี เนื่องจากมีญาติทำร้านอาหารอยู่”

หลังรับปริญญาเขาได้ไปเที่ยวเยอรมนีตามที่วาดไว้ โดยรวบรวมเงินจากการเล่นดนตรี และส่วนหนึ่งจากการยืมคนอื่นเพื่อเป็นค่าเครื่องบิน แต่พอถึงเยอรมนีกลับเห็นช่องทางในการทำงาน คือ ล้างจานในร้านอาหาร ซึ่งวันหนึ่งอยู่ที่ 20 ยูโร หากเทียบเงินไทยก็เกือบ 1,000 บาท

“ผมล้างจานที่ร้านญาติทุกวัน ซึ่งเขาให้ผมวันละ 20 ยูโร ขณะเดียวกันผมขอขัดล้างห้องน้ำด้วย เพราะไม่มีคนไทยทำ ได้มาอีก 20 ยูโร คิดเป็นเงินไทยก็ตกเกือบวันละ 2,000 บาท รวมเงินพิเศษอีกต่างหาก เช่น ค่าขนม ผมทำอยู่ 3 เดือน ตามวีซ่าของนักท่องเที่ยว เมื่อหักเงินค่าเครื่องบินที่ยืมเขาไป 5 หมื่นก็ยังเหลือ”

ประกวดเดอะสตาร์

กลับจากเยอรมนีเขาแบ่งเงินส่วนหนึ่งให้แม่ และสร้างธุรกิจเล็กๆ ให้ครอบครัวด้วยการซื้อตู้เติมเงินมือถือโดยให้น้องดูแล ต่อมาได้ซื้อเพิ่มจาก 1 เป็น 2 3 4 5 ปัจจุบันมีทั้งหมด 7 ตู้ แม้จะกำไรไม่มาก ก็เป็นรายได้ให้ครอบครัว จากนั้นในปลายปี 2552 ก็ได้สมัครประกวดเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปีที่ 6 ขณะอายุ 23 ปี และสามารถเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้าย

“ทุกคนในครอบครัวก็อยากให้ไปประกวด คุณแม่ก็บอกให้ลอง สำหรับผมเองก็รักในการร้องเพลงอยู่แล้ว เล่นดนตรีมาตลอด ก็คิดว่าถ้าไม่ได้ก็ไม่มีอะไรเสีย ก็เลยไปสมัคร ที่สุดก็ได้มาเป็นโตโน่ทุกวันนี้ ซึ่งผมต้องขอขอบคุณประชาชนที่เชียร์ และผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนทำให้ผมมีวันนี้ได้”

และจากที่โตโน่มาถึงจุดและมีวันนี้ได้ เขาทำหน้าที่ของลูกคนหนึ่งโดยช่วยปลดเปลื้องหนี้ของครอบครัวจากเงิน 10 กว่าล้าน ลงมาเหลือไม่ถึง 5 ล้าน

“ส่วนหนึ่งเพราะผมมีญาติที่มีน้ำใจคอยช่วยเหลือ ขณะเดียวกันผมทำงานในวงการบันเทิงด้วย ทำให้พอมีรายได้อยู่บ้าง แม้จะไม่มากมาย แต่ตอนนี้บ้านผมจากที่ติดหนี้รวม 10 กว่าล้าน และบ้านก็ยังติดธนาคารยังต้องจ่ายทุกเดือน ตอนนี้เหลือไม่ถึง 5 ล้าน ซึ่งผมตั้งใจว่าจะให้หมดในเร็วๆ นี้”

ตามฝันที่เป็นจริง

โตโน่ ยอมรับว่าไม่เคยคิดว่าจะมายืนอยู่ในจุดนี้ แต่เมื่อมายืนอยู่แล้วจะอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นนักแสดงที่มีคุณภาพ พร้อมกันนี้ก็ต้องทำในสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด

“ผมยังอยู่กับเอ็กแซ็กท์ งานละครตอนนี้ก็มีเรื่องลูกพี่ลูกน้อง ทางช่อง 9 ขณะเดียวกันช่วงนี้ทางผู้ใหญ่ให้ไปเรียนการแสดงเพิ่มเติม เพื่อเตรียมเล่นละครเรื่องหนึ่งในปีหน้า ซึ่งผมก็ไปเรียนสองที่ ทั้งที่แกรมมี่ซึ่งสอนโดยครูเอ และที่บ้านหม่อมน้อย โดยหม่อมน้อยเป็นผู้สอนเอง นอกจากนี้ก็ไปเรียนยิงปืนและมวยไทย”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักร้องหนุ่มอยากทำและถือเป็นความฝันอย่างหนึ่งของเขาก็คือการมีวงดนตรี ที่ ณ ตอนนี้ความฝันของเขาเป็นจริงขึ้นแล้ว โดยเขามีวงชื่อ “TONO & The DUST” ซึ่งเป็นวงดนตรีแนวร็อก สังกัดค่ายอัพจี

“ปกติเดอะสตาร์จะชอบเป็นนักร้องเดี่ยว แต่ผมอยากทำวงดนตรีตามความฝัน แล้วก็มีโอกาสมาทำกับค่ายอัพจี ซึ่งมีพี่ต่อแสนคม สมคิด เป็นคนปั้น ตั้งชื่อวงว่า TONO & The DUST มีสมาชิก 5 คน ตอนนี้ก็มีซิงเกิลอย่างบ้าคิดถึง เพลงประกอบละครอย่างรักเธออยู่ดี อยากทำให้เธอรู้สึกดี ล่าสุดก็มีร้องเพลงประกอบหนังเรื่องรักโง่ๆ ชื่อเพลง LOVE แต่ถ้าเป็นอัลบั้มเต็มคงเป็นช่วงต้นปีหน้า”

ฝันที่ต้องตามต่อ

โตโน่ กล่าวว่า การเปิดค่ายมวยถือเป็นความฝันอย่างหนึ่ง เนื่องจากตนมีความชื่นชอบในกีฬามวยมาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับต้องการสืบสานมรดกไทย และสิ่งที่พ่อเคยสร้างมา

“ผมสนิทกับครูเป็ดเจริญทอง เกียรติบ้านช่อง เพราะมาเรียนมวยไทยกับครูเป็ด นอกจากเรียนแล้วก็ยังช่วยดูลูกศิษย์ที่เข้ามาเรียนด้วย อะไรที่พอแนะนำได้ก็แนะนำกันไป เลยมีความคิดที่จะร่วมกันสร้างค่ายมวยขึ้นมาที่บ้านของผมที่ขอนแก่น คาดว่าปีหน้าก็คงจะเห็นเป็นรูปธรรม”

อีกอย่างที่นักแสดงหนุ่มกำลังทำอยู่ คือ ปุ๋ยอินทรีย์ แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะยังขาดขั้นตอนสุดท้าย คือ บรรจุภัณฑ์ที่ยังไม่ได้ทำ แต่ก็คาดว่าปีหน้าคงได้เห็นปุ๋ยอินทรีย์สูตรของโตโน่อย่างแน่นอน ส่วนชื่อแบรนด์อะไรนั้นยังขออุบไว้ก่อน แต่ทว่าแม้จะยังไม่ทำบรรจุภัณฑ์ ก็มีคนติดต่อจองแล้วไม่น้อย ส่วนมากทราบข่าวจากคนใกล้ชิดเขา

“ที่ผมทำปุ๋ยอินทรีย์ เพราะก่อนนี้ทราบกันดีว่าในหลวงของเราทรงสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และการไม่ใช้สารเคมีในพืชผัก ต่อมาเรื่องนี้ได้รับความสนใจมาก และจำนวนหนึ่งที่ทำปุ๋ยอินทรีย์เยอะแยะออกมาขาย แต่ปรากฏมีปุ๋ยอินทรีย์ปลอม ผมจึงคิดทำปุ๋ยอินทรีย์แท้ๆ เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้โดยไม่ต้องโดนหลอกอีกต่อไป

อยากจะบอกว่าคนรักของผมมีแล้ว คือ แตงโม ซึ่งเป็นหัวใจของผม ตอนนี้จึงเป็นช่วงที่ผมต้องตามไล่ล่าหาความฝันของตัวเองให้เต็มที่ สู้ต่อไปนอกจากเพื่อตัวเองและครอบครัวแล้ว ผมตั้งใจทำเพื่อสังคมด้วย”

ขณะที่การขึ้นเวทีการเมืองนั้น โตโน่ ยอมรับว่ามีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าใครที่ฟังตนพูดในวันนั้น รวมถึงแฟนคลับย่อมเข้าใจดี เพราะได้บอกแล้วว่าตนไม่ได้เป็นฝ่ายไหน หรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอะไร แต่ที่ขึ้นพูดนั้นพูดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง เพื่อต้องการสะท้อนว่าบ้านเมืองของเราที่ยังไม่เจริญก้าวหน้าอยู่นี้ เพราะมีนักการเมืองทุจริตคอร์รัปชั่น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท